จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร
“พุทธวัจนะในธรรมบท” แปลโดย ศาสตราจารย์เสฐียรพงษ์ วรรณปก ราชบัณฑิตสาขาศาสนศาสตร์ กล่าวถึงความสำคัญของจิตใจที่ต่างกันย่อมให้ผลแตกต่างกัน
“มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา
มโนเสฏฺฐา มโนมยา
มนสา เจ ปทุฏฺเฐน
ภาสติ วา กโรติ วา
ตโต นํ ทุกฺขมเนฺวติ
จกฺกํว วหโต ปทํ ฯ ๑ ฯ
ใจเป็นผู้นำสรรพสิ่ง
ใจเป็นใหญ่ (กว่าสรรพสิ่ง)
สรรพสิ่งสำเร็จได้ด้วยใจ
ถ้าพูดหรือทำสิ่งใดด้วยใจชั่ว
ความทุกข์ย่อมติดตามตัวเขา
เหมือนล้อหมุนเต้าตามเท้าโค”
“มโนปุพฺพงฺคมา ธมฺมา
มโนเสฏฺฐา มโนมยา
มนสา เจ ปสนฺเนน
ภาสติ วา กโรติ วา
ตโต นํ สุขมเนฺวติ
ฉายาว อนปายินี ฯ ๒ ฯ
ใจเป็นผู้นำสรรพสิ่ง
ใจเป็นใหญ่ (กว่าสรรพสิ่ง)
สรรพสิ่งสำเร็จได้ด้วยใจ
ถ้าพูดหรือทำสิ่งใดด้วยใจบริสุทธิ์
ความสุขย่อมติดตามเขา
เหมือนเงาติดตามตน”

จะเห็นได้ว่า ‘ใจ’ เป็นจุดกำเนิดของความคิดและการกระทำทั้งชั่วและดี ส่งผลทั้งทุกข์และสุข “ไตรภูมิพระร่วง” วรรณคดีสมัยสุโขทัยกล่าวถึงนรกภูมิว่า
“ฝูงสัตว์อันไปเกิดในที่ร้ายที่เป็นทุกข์ลำบากใจเขานั้น เพื่อใจเขาร้ายแลทำบาปด้วยใจอันร้าย” (เพื่อ = เพราะ)
ความหมายคือ ใจที่ชั่วร้ายนำไปสู่การกระทำบาป ผลจากบาปทำให้ไปเกิดในนรกภูมิอันเป็นที่ร้ายมีแต่ความทุกข์ยากลำบากใจ
วรรณคดีเรื่องนี้เล่าว่าก่อนจะเกิดไฟบรรลัยกัลป์มาทำลายล้าง มีเหตุการณ์ต่างๆ ปรากฏล่วงหน้าให้เห็นเด่นชัด สิ่งที่เกิดขึ้นกับคนมีและไม่มีปัญญานั้นตรงข้ามกันโดยสิ้นเชิง
“ท่านผู้มีประญานั้น ครั้นว่าท่านเห็นนิมิตดั่งนี้ก็บันดาลใจใสศรัทธา เร่งกระทำบุญธรรมแล้ว ยำแยงพ่อแลแม่ผู้เถ้าผู้แก่สมณพราหมณ์ครั้นว่าตายได้ไปเกิดเทวโลก ตายจากเทวโลกก็ได้ไปเกิดในพรหมโลกที่ไฟไหม้บ่มิเถิงนั้นแล คนผู้หาปัญญาบ่มิได้ แลมิได้กระทำบุญทำธรรม ครั้นว่าตายก็ได้ไปเกิดในนรกอันมีในจักรวาฬอันอื่นอันไฟไหม้มิเถิงนั้นแล” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ / ประญา = ปัญญา)
แม้วรรณคดีเรื่องนี้จะกล่าวว่าทั้งคนมีและไม่มีปัญญาล้วนรอดจากไฟบรรลัยกัลป์ แต่ก็ต่างกันในรายละเอียด คนมีปัญญาเมื่อสังเกตเห็นนิมิตล่วงหน้า จิตใจที่ผุดผ่องเชื่อมั่นคุณงามความดีทำให้เตรียมพร้อมรับการสิ้นสุดเพื่อชีวิตใหม่ด้วยการสะสมเสบียงบุญ คือเร่งทำบุญ ทำความดีอยู่ในศีลในธรรม เคารพนับถือยำเกรงพ่อแม่ ผู้อาวุโสและสมณพราหมณ์ผู้ประพฤติธรรม เมื่อชีวิตดับสูญย่อมบังเกิดในภพภูมิที่ดี อาทิ เทวโลก เมื่อดับจากเทวโลกก็ได้ไปเกิดในพรหมโลกที่ไฟบรรลัยกัลป์ไหม้ไปไม่ถึง
ส่วนคนไร้ปัญญา บุญไม่ทำ กรรมดีไม่ปรากฏ ปราศจากศีลและธรรม ไร้ซึ่งเสบียงบุญใดๆ มีแต่บาปติดตัว เมื่อตายไปย่อมบังเกิดและทนทุกขเวทนา ณ แดนนรกภูมิในจักรวาลอื่นๆ ที่ไฟบรรลัยกัลป์ไหม้ไปไม่ถึง

น่าสังเกตว่าคนไทยตระหนักถึงความสำคัญของจิตใจมาช้านาน เรามีถ้อยคำสำนวนมากมายเกี่ยวกับ ‘ใจ’ ที่มีความหมายทั้งร้ายและดีใช้ในภาษาพูดภาษาเขียน ดังจะเห็นได้จากถ้อยคำสำนวนใน “ไตรภูมิพระร่วง”
สำนวน ‘ใจกล้าหน้าด้าน’ ที่ใช้กันในปัจจุบัน สมัยสุโขทัยใช้ว่า ‘ใจกล้าหน้าแข็ง’ ใช้กับพวกที่ไม่ใช่คนโดยเฉพาะ ดังตอนที่เล่าบรรยายถึง ‘กาลกัญชกาสูร’ จำพวกหนึ่งในอสุรกายภูมิ ล้วนมีร่างกายอัปลักษณ์ จิตใจต่ำช้า ใจกล้าหน้าด้าน จมปลักกับความโกรธ
“แลจำพวกหนึ่งนั้นไส้มีตนสูงได้คาพยุต ๑ ดุจเดียว แต่ว่ามีรูปนั้นต่างๆ กันแล มีหน้าบ่มิงาม ท้องยานฝีปากใหญ่ แลมีเล็บตีนเล็บมืออันรี แลมีตานั้นฝั่งตาต่ำสูง หลังหัก จมูกเบี้ยว ใจกล้าหน้าแข็ง แรงมักเคียดมักฟุนแก่กาลกัญชกาสูรกายฝูงนั้น” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
นอกจากนี้ สำนวนที่ปัจจุบันใช้ว่า ‘เหลืออดเหลือทน’ หรือ ‘แค้นใจยิ่ง’ สมัยสุโขทัยใช้ว่า ‘ให้ล้ำเหลือใจ’ ดังตอนที่กล่าวถึงคุณสมบัติผู้ปกครอง หรือ ‘ชาวเจ้าท้าวพระยาทั้งหลาย’ ว่าควรมีใจเมตตาคอยดูแลประชาชนและทหารของตนให้มีอาหารเพียงพอ มิให้อดอยาก หรือทำงานหนักเกินกำลัง ไม่สมควรใช้คนชราอายุมากแล้ว ควรให้เขาได้ใช้ชีวิตตามที่เขาต้องการ
“อันหนึ่ง ควรให้เข้าสักส่วนแก่ไพร่แลทแกล้วทหารทั้งหลายเดือนแลหกคาบจิงพอเขากิน อย่าให้เขาอดเขาอยาก ผิว่าจะใช้เขากระทำการอันใดๆ ไส้ ให้ใช้เขาแต่พอควร แลอย่าใช้เขานักหนาให้ล้ำเหลือใจ ผิผู้ใดเถ้าแก่ไส้ ผู้นั้นบ่มิควรใช้เขาเลย ปล่อยเขาไปตามใจเขาแล” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ / เข้า = ข้าว)
สงสัยผู้นำประเทศเพื่อนบ้าน คงไม่ได้อ่าน “ไตรภูมิพระร่วง”
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
