bg-single

สีกับปูตินอ่านทรัมป์ขาด …จริงหรือ?

03.09.2025

กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น

สีกับปูตินอ่านทรัมป์ขาด

…จริงหรือ?

ผ่านมาครึ่งปีตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ หวนคืนเก้าอี้ประธานาธิบดีรอบสอง โลกก็เริ่มเห็นภาพชัดขึ้นว่า “ยุคทรัมป์ภาคสอง” นั้นไม่ใช่หนังรีเมกธรรมดา

แต่เป็นเวอร์ชั่นที่เสียงดังขึ้น วุ่นวายขึ้น และแน่นอน…ดราม่าหนักกว่าเดิม

จะว่าไปก็ต้องทึ่งในตัวทรัมป์ที่ไม่ใช่ผู้นำที่นั่งโต๊ะใน Oval Office กินแฮมเบอร์เกอร์รอโลกหมุนไปเอง

แกขยันเหลือเกินที่จะ “เข้าไปแจม” ทุกเวทีที่มีเรื่องทะเลาะเบาะแว้ง

ไม่ว่าจะยูเครน อินเดีย-ปากีสถาน หรือแม้กระทั่งไทย-กัมพูชา (ใครจะไปคิดว่าแกจะอินกับเขาพระวิหาร!)

ที่ไหนมีไฟ ทรัมป์พร้อมหยิบถังน้ำไปสาดตลอด

เป้าหมายสูงสุดที่ทรัมป์คุยทุกเวทีคือ “ผมจะไม่ยอมให้เกิดสงครามโลกครั้งที่สามเด็ดขาด”

ฟังดูเท่มาก เหมือนพระเอกในหนังบู๊

แต่เอาเข้าจริง วิธีที่แกจัดการก็ออกแนวแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ขอให้ได้ชื่อว่าเป็น “นักสร้างสันติภาพ”

มากกว่าแค่เป็น “นักสร้างภาพ”

บางทีก็ดูคล้ายเจ้าหน้าที่ดับเพลิง มากกว่าจะเป็นวิศวกรที่ออกแบบระบบป้องกันอัคคีภัยทั้งเมือง

ดีลสวยๆ คือทางรอด?

แต่ผมจับได้ว่าแกกลัวตกนรกจริงๆ

เพราะตอนหนึ่งระหว่างการพบปะกับผู้นำยุโรปและประธานาธิบดีเซเลนสกีแห่งยูเครนที่ทำเนียบขาวเมื่อสัปดาห์ก่อน (หลังเจอปูตินที่อลาสกาสองสามวัน) แกบ่นพึมพำตามประสาว่า

“มีคนบอกว่าผมตกนรกแน่ๆ” (ใครกระซิบแกไม่รู้ แต่คงมีอะไรในใจลึกๆ ที่สะกิดกลางดึกตอนที่อยากจะเขียนข้อความอาละวาดใครสักคนตอนตีสองตีสาม)

“แต่ผมพยายามจะไปสวรรค์นะ ผมเชื่อว่าถ้าผมทำให้สงครามยูเครนจบได้ นั่นจะเป็นหนึ่งในเหตุผลที่ผมจะได้ขึ้นสวรรค์”

ทรัมป์เชื่อว่าทุกอย่างในโลกคือ “ดีล”

แต่ก็คงตระหนักว่ายังไงๆ ก็ “ดีล” กับพระเจ้าที่จะขอขึ้นสวรรค์โดยยังไม่ได้ทำความดีไว้เพียงพอ

แต่เรื่อง “ดีลกับปีศาจ” นั้น ทรัมป์คงมั่นใจว่าสามารถต่อรอง (ด้วยภาษีหรือเปล่า?) ได้ในระดับหนึ่งอยู่หรอก

ที่แน่ๆ คือแกเชื่อว่าถ้าต่อรองเก่งพอ ใจถึงพอ ทุกปัญหาก็เคลียร์ได้หมด โลกก็สงบสุขเอง

แกเรียกมันว่า “Peace through strength”

แต่เวลาปฏิบัติจริงมันกลายเป็น “Peace through random deals” มากกว่า

ปัญหาคือ การหยุดยิงทีละดีล มันก็เหมือนรอดพายุทีละลูก

แต่โลกยังมี “โลกร้อน” ที่ทำให้พายุลูกใหม่โผล่มาเรื่อยๆ ถ้าไม่แก้สาเหตุใหญ่

ระบบระเบียบโลกที่ยึดโยงกันด้วยกฎกติกาและพันธมิตร ก็ไม่มีทางกลับมาสงบได้

แต่ทรัมป์ดูไม่อินกับแนวคิดนี้เลย

แกกลับไปเปิดศึกการค้ากับญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และเพื่อนเก่ายุโรปหน้าตาเฉย

พันธมิตรที่ควรจะช่วยกันผลักดันสกัดจีนและรัสเซียกลายเป็นคู่แข่งที่ต้องมาต่อราคากันเรื่องภาษีสินค้าแทน

เฮียสี จิ้นผิง เจอลูกเล่นอย่างทรัมป์คงจะยิ้มมุมปากอยู่เงียบๆ

สําหรับผู้นำจีนที่ยึดแนว “ตำราพิชัยสงครามซุนหวู่” คนนี้ เรื่องที่น่ากลัวที่สุดคือ “การรวมพลังแนวร่วม” ของฝั่งตะวันตก

ถ้าสหรัฐยืนหัวแถว จับมือยุโรป ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ แล้วตั้งกำแพงเทคโนโลยีและยุทธศาสตร์ล้อมจีน นั่นคือฝันร้าย

แต่พอเป็นทรัมป์? แกกลับมัวแต่ไล่บี้ดีลการค้า มองจีนแค่ในฐานะคู่ค้า ไม่ใช่คู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์เต็มตัว

ถึงขั้นออกปากกับเฟอร์ดินานด์ มาร์กอส จูเนียร์ ว่า “ผมไม่แคร์หรอกถ้าฟิลิปปินส์จะสนิทกับจีน เพราะผมเองก็ไปได้สวยกับจีนเหมือนกัน”

ประธานาธิบดีสหรัฐพูดแบบนี้มันก็เหมือนส่งสัญญาณให้ปักกิ่งว่า “ไม่ต้องห่วงนะ เรื่องทะเลจีนใต้ผมไม่จริงจังเท่าไหร่”

ใครจะไม่ดีใจ? สีคงหัวเราะในใจเบาๆ

แล้วเสือยิ้มยากอย่างปูตินล่ะ? น่าจะเป็นลักษณะรักษาท่าที

“ใจเย็นแบบมีแผนแยบยล”

มองในแง่หนึ่ง ผู้นำรัสเซียอาจจะยิ่งมั่นใจเข้าไปใหญ่

สำหรับปูติน ยูเครนคือเป้าหมายระยะยาวที่ไม่เคยเปลี่ยน

แกพูดเองเมื่อ 1 สิงหาคมว่า “เป้าหมายของรัสเซียในยูเครนยังเหมือนเดิมทุกประการ”

แล้วทำไมต้องถอย?

ในเมื่อผู้นำสหรัฐอย่างทรัมป์ไม่ได้มองสงครามยูเครนว่าเป็นการท้าทายต่อระบบโลก แต่เห็นเป็นแค่ปัญหาภูมิภาคที่น่าปวดหัวนิดๆ ต่างจากยุคไบเดนที่ประกาศชัดว่านี่คือการสู้เพื่อรักษากฎกติกาโลก

ปูตินเลยสบายใจที่จะคิดว่า นาโตจะอ่อนแรงลงเองเมื่อทรัมป์อยู่หัวโต๊ะ ไม่ต้องเร่งรีบ ทำตัวนิ่งๆ รอดูฝั่งตะวันตกทะเลาะกันเองก็เพียงพอ

สีกับปูตินคงเห็นตรงกันแล้วว่าอ่านทรัมป์ไม่ยาก…อย่าพูดจาโจมตี มีโอกาสอวยได้อวย ถ้าไม่เสียประโยชน์

ตำราพิชัยสงครามบอกว่าแม่ทัพที่โดนยั่วง่าย ขี้ยัวะ จัดการได้ง่าย

สาเหตุที่ทำให้มอสโกได้ใจคือ ทรัมป์นี่ต่อมอดทนเล็กมาก แตะนิดเดียวไฟลุก

อย่างตอนดมิตรี เมดเวเดฟ (อดีตประธานาธิบดีและวันนี้รองประธานสภาความมั่นคงฯ ของรัสเซีย) ขู่เรื่องนิวเคลียร์ แทนที่ทรัมป์จะนิ่งแล้วเล่นเกมยาวๆ แกกลับออกมาประกาศกร้าวทันทีว่าจะส่งเรือดำน้ำนิวเคลียร์ “สองลำ” ไปประจำการใน “ภูมิภาคที่เหมาะสม”

ฟังเผินๆ เหมือนโชว์พลัง แต่เอาจริงกลับกลายเป็นการส่งสัญญาณว่าทรัมป์พร้อมโดดเข้าไปเล่นเกมตามที่รัสเซียปั่นหัวง่ายๆ เสียมากกว่า

ถ้างั้น แสดงว่าสีกับปูตินมองทรัมป์ทะลุจริงไหม?

ในแง่หนึ่งก็อาจจะใช่ แต่ก็ไม่แน่ เพราะทรัมป์มีความสามารถอีกอย่างหนึ่งที่ประเมินยาก

เขาคือผู้ที่ไม่มีใครคาดการณ์อะไรเกี่ยวกับตัวเขาได้เลย…แม้แต่ตัวเอง

แต่ในเมื่อสหายซี้สีและปูตินต่างเห็นจุดอ่อนของทรัมป์ชัดๆ อย่างนี้ ก็ย่อมจะใช้ประโยชน์เต็มที่จากการที่แกมัวแต่ไล่ทำดีลสวยๆ แต่ไม่สร้างระบบยาวๆ

แต่ถ้าบอกว่า “มองทะลุหมด” ทุกเรื่องก็อาจปรามาสคนที่เรียกตัวเองอย่างไม่ขวยเขินว่า “อัจฉริยะ” มากไปหน่อย

อาจจะฟังดูประหลาดสำหรับคนบางคน แต่ทรัมป์มีความภูมิใจที่ไม่มีใครเดาเขาถูก

“จุดแข็ง” ของแกคือวันนี้พูดอย่าง อีกวันอาจกลับลำเฉยเลยก็ได้

แกอาจเอาดีลมาก่อน แต่ถ้าอารมณ์ขึ้นก็พร้อมกดปุ่มแสดงพลังทันที

ความอลวนแบบนี้ก็ทำให้จีน-รัสเซียปวดหัวไม่น้อย

ดังนั้น เหล่าบรรดาผู้นำโลกที่เป็นเป้าการต่อรองของทรัมป์ต้องหาทางบริหารทรัมป์พอๆ กับบริหารปัญหาโลก

สิ่งที่ชัดคือ พันธมิตรสหรัฐ ทั้งในเอเชียและยุโรปคงต้องเปลี่ยนโหมดแล้ว

จากเดิมที่หวังให้วอชิงตันเป็นผู้นำจัดการปัญหา ตอนนี้กลายเป็นต้อง “บริหารความเสี่ยงจากทรัมป์” ไปพร้อมๆ กับบริหารความสัมพันธ์กับจีนและรัสเซีย

หรือพูดอีกอย่างก็คือ นอกจากจะต้องคิดกลยุทธ์รับมือปักกิ่งและมอสโกแล้ว ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ ออสเตรเลีย และยุโรปยังต้องมี “คู่มือใช้งานทรัมป์” ด้วย

กลเม็ดที่สำคัญอาจจะต้องทำความเข้าใจว่าเวลาแกหันซ้ายพันธมิตรต้องเอียงขวา เวลาแกขึ้นเสียง พันธมิตรต้องรู้จักถ่วงดุล

ไม่งั้นแผนยุทธศาสตร์ทั้งหมดพังเอาง่ายๆ

ดังนั้น คำตอบสั้นๆ คือ สี กับปูตินอาจจะอ่านเกมทรัมป์ได้ “บางบท” แต่ยังไม่ใช่ทั้งเล่ม

ทรัมป์ไม่ใช่หนังสือที่ใครจะอ่านจบแล้วรู้ทุกตอน

แกเป็นเหมือนหนังสือการ์ตูนที่บางหน้าเป็นตลกขบขัน บางหน้ากลายเป็นดราม่าเข้มข้น

และบางครั้งก็ดันเขียนผิดพลาดจนคนอ่านงงว่ามันเรื่องเดียวกันหรือเปล่า

สิ่งที่แน่นอนคือ โลกยุคทรัมป์ภาคสองไม่ได้สงบขึ้น แต่กลับวุ่นวายกว่าเดิม

เพราะแทนที่จะลดความเสี่ยงสงคราม กลับกลายเป็นเพิ่ม “ความไม่แน่นอน” เข้าไปเต็มๆ

และนั่นคือความน่ากลัวที่สุด

เมื่อพันธมิตรต้องใช้พลังในการจัดการทรัมป์พอๆ กับการรับมือศัตรูตัวจริง โลกก็เข้าสู่โหมดที่เส้นแบ่งระหว่าง “มิตร” กับ “ปัญหา” มันเริ่มคลุมๆ เครือๆ อย่างน่าประหวั่นและพรั่นพรึงจริงๆ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด
ผู้สมัคร ส.ก. ห้วยขวาง เปิดหน้าชนทุนต่างชาติ แฉ 4 ปัญหาใหญ่แย่งอาชีพ-สร้างมลพิษ กางแผน 3 ระดับ ดึงภาษีคืนท้องถิ่น
เจ้าฟ้าและสามัญชน ชีวิตโลดโผนผจญภัย ของนักเรียนทุนไทยในต่างแดน (1)
เส้นทางรัก ‘บิ๊ก-ไอซ์’ หลังตั้งเป้าจะเป็นโสดยาว อายุเยอะต้องใช้เวลาดูให้มั่นใจ
ธงทอง จันทรางศุ | ว่าด้วย ‘หมาจริง – หมาปลอม’
วิกฤตโจ๋ไทยจาก ‘มวน’ สู่ ‘พอต’ ‘บุหรี่ซอมบี้’ ภัยร้ายแบบใหม่ ปฏิบัติการ ‘ระดับชาติ’ หยุดควัน
ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว
เหยี่ยวถลาลม | แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ป.ป.ช.
เจาะชีวิต ‘โกแพ’ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ มท.4 เลือดใหม่พรรคสีน้ำเงิน จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ชอบการเมือง?