‘ดร.อรรถจักร์’ ตั้งโจทย์ เราต้องสร้าง ‘ชาตินิยมที่มีปัญญา’ และไปไกลกว่า ‘อารมณ์คลั่งชาติ’
เปลี่ยนผ่าน | ทีมข่าวการเมือง มติชนทีวี
‘ดร.อรรถจักร์’ ตั้งโจทย์
เราต้องสร้าง ‘ชาตินิยมที่มีปัญญา’
และไปไกลกว่า ‘อารมณ์คลั่งชาติ’
หมายเหตุ เนื้อหาบางส่วนจากบทสนทนาระหว่าง “ศ.กิตติคุณ ดร.อรรถจักร์ สัตยานุรักษ์” ภาควิชาประวัติศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กับ “ใบตองแห้ง-อธึกกิต แสวงสุข” ในรายการ “ประชาธิปไตยสองสี” ทางช่องยูทูบ “มติชนทีวี”
: จากสถานการณ์ชาตินิยมตอนนี้ ทำให้เห็นว่ากระแสขวาในยุโรป-อเมริกา ที่เราคิดว่ามันไกลตัว จริงๆ มันเข้ามาในบ้านเราแล้ว โดยที่เราไม่รู้ตัวเลย มันมาจากความรู้สึกอึดอัดกับปัญหาเศรษฐกิจ ซึ่งไม่มีที่ระบาย จนต้องระบายหรือผลักไปที่แรงงานต่างด้าว และการมีศัตรูของชาติร่วมกัน ใช่หรือเปล่า?
ใช่ ระบบเศรษฐกิจของโลกและไทยในช่วงหลังซึ่งเชื่อมกัน ในด้านหนึ่งมันเริ่มทำให้พวกเรากลายเป็น “อณู” อาจารย์นิธิ (เอียวศรีวงศ์) ใช้คำว่าพวกเราถูกทำให้เป็น “อณู” ล่องลอยไปเรื่อยๆ โดยที่ไม่มีอะไรเชื่อมโยงกัน
“ไอ้ความเป็นอณู-อะตอม” เล็กๆ ที่ไม่เชื่อมโยงกัน เมื่อกระทบกับภาวะความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ มันทำให้ “แต่ละอณู” เริ่มรู้สึกว่าตัวเองควรต้องมีอะไรสักอันหนึ่งที่ยึดไว้ ไอ้ตรงนี้ จากกระแสขวาทั้งหมด (แนวคิดเรื่อง) “ชาติ” จึงกลับมา
ในโลกตะวันตก กระบวนการที่เราเรียกว่า “เสรีนิยมใหม่” ทั้งหมดคือการปลดเปลื้องพันธะของรัฐให้เหลือน้อยลง แล้วปลดปล่อยให้คนวิ่งอยู่ในกระแสตลาดเอง คนที่วิ่งในกระแสตลาดมันถูกระบบเศรษฐกิจกด จนกระทั่งเป็น “อณูที่ไม่มีความหมาย”
เมื่อเป็น “อณูที่ไม่มีความหมาย” อะไรทำให้เขามีความหมายบ้าง มันคือการกลับไปเป็น “ชาติ” ดังนั้น ไม่น่าแปลกใจสำหรับ “โลกเสรีนิยมใหม่” ในอังกฤษ ในยุโรป (ที่มีกระแส “ชาตินิยม” เกิดขึ้น) “เบร็กซิต” เอง ก็เกิดขึ้นเพราะการหันกลับไปสู่ “ชาติ”
กรณีของไทย แม้ว่าเราไม่ได้เป็น “เสรีนิยมใหม่จริงๆ” แต่ระบบเศรษฐกิจที่กดดันเรา จนกระทั่งเรากลายเป็น “อณู” ไปหมด รวมทั้งการเคลื่อนไหวของเยาวชนด้วย เยาวชนถูกกดทับ จนกระทั่งเขารู้สึกว่าตัวเองเป็น “อณู” เขาไม่สามารถจะเคลื่อนไหวได้ ทำอะไรก็ไม่ได้ ทั้งหมดจึงทำให้พอเกิดกรณี “กัมพูชา” ทุกคนก็หันกลับไปสู่ “ชาติ”
“ชาติ” จึงกลายเป็นความคิดเก่า ที่สามารถยึดโยงให้ “อณู” แต่ละ “อณู” เชื่อมโยงกัน และทำให้เกิดความหมายว่าเรามีค่ามากกว่าการเป็น “อณู” ดังนั้น ถามว่าเราสามารถจะเป็น “อณู” เชื่อมโยงกับ “ชาติ” แล้วนำไปสู่สิ่งอื่นๆ ได้ไหม?
ผมหวังว่า ภาวนาว่า ลุ้นว่า “ฝ่ายขวา” จะคิดกันให้มากขึ้น ถ้าคุณสามารถคิด มี “ปัญญาญาณ” ในการที่จะคิดถึง “ระบบเศรษฐกิจแบบใหม่ของชาติ” ที่เอื้ออำนวยให้ “แต่ละอณู” สามารถดำรงอยู่ได้ดีขึ้น เชื่อมโยงขึ้นอย่างมีความหมาย ก็เอาเลย ลองดูซิว่า คุณคิดได้ไหม
ในสังคมวันนี้ สังคมโลกเลยนะครับ ผมคิดว่า เราต้องคิดถึง “ระบบเศรษฐกิจใหม่” อีกเยอะแยะ ที่จะทำให้เราสามารถต่อสู้กับระบบทุนนิยมหรือทุนนิยมเสรีนิยมใหม่ ได้อย่างที่เราซึ่งเป็น “แต่ละอณู” มีความหมายในตัวเอง
ไม่อย่างนั้นแล้ว “ชาตินิยม” มันกลับมา และกลายเป็นตัวผนวกกลืน ตัวเชื่อมพวกเราทั้งหมดให้เคลื่อนไหวแบบ “ชาตินิยม”
เป็น “ชาตินิยม” ที่ไม่มี “โครงการทางการเมือง” ชัดๆ นอกจาก “คลั่งชาติ” หวังว่าคุณจะมี “โครงการทางการเมือง” ที่ชัด และมีประโยชน์ แล้วเราค่อยมาดีเบตกัน
: โลกออนไลน์ก็มีส่วนด้วยในการเชื่อมคน ที่ต่างคนก็เป็นปัจเจก แล้วรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่า เป็นคนตัวเล็กตัวน้อยที่ไม่ได้มีความสำคัญอะไร พอ “ชาตินิยม” มันผนึกขึ้นมา ด้วย “ความเกลียดเขมร” คนในโลกออนไลน์เหล่านี้ก็ได้ผนึกเข้าด้วยกันแล้วดูมีความหมาย อย่างนี้ใช่ไหม?
ใช่ครับ โลกโซเชียลเป็นโลกที่ดึงเอา “ชาติ” กลับมาได้แรงมาก อาจจะเป็นเครื่องมือที่สำคัญเลย ในการที่ทำให้แต่ละคนรู้สึกว่าตัวเองมีความหมาย เมื่อเชื่อมกับ “ชาติ” “รัฐ-ชาติ” “การด่าเขมร” และอื่นๆ
(แล้วมันก็เป็นพลัง? – ใบตองแห้ง) ครับ อย่างมาก แต่ถามว่า มันสามารถที่จะปูทางไปสู่อนาคตจริงๆ ได้ไหม? เหมือนกับว่า สมมุติเราไล่ต่างชาติออกไป แล้วกลับมาดูแลสวัสดิการ (คนในชาติ) มี “โครงการทางการเมือง” อื่นๆ ไหมที่จะบอกกับเราว่า อนาคตที่ดีของสังคมไทยมันอยู่ตรงนี้นะ เดินไปตรงนี้ มันไม่มี
โลกโซเชียลเองมันจึงสร้าง “การเชื่อมต่อทางอารมณ์ความรู้สึก”
แต่ไม่ได้สร้าง “ปัญญาญาณที่ทำให้เรามองเห็นอนาคต”
: เมื่อปี 2566 พลังหรือคนส่วนที่ก้าวหน้าที่สุดเลือกพรรคก้าวไกล/ประชาชน 14 ล้านเสียง แต่เวลาผ่านไป กลายเป็นว่ามีคนชุดเดียวกันจำนวนหนึ่งที่คล้อยตามกระแส “ชาตินิยม” แม้แต่คนรุ่นใหม่ แล้วความคิดที่เราคิดว่ามัน “เปลี่ยน” เมื่อปี 2566 มันเปลี่ยนจริงหรือเปล่า หรือว่ามันฉาบฉวย สุดท้าย ถ้ามองจากมุมนี้ แสดงว่าสังคมเราไม่เปลี่ยนเลยเหรอ?
มันน่าตกใจเหมือนกันว่ากรณี “กัมพูชา” ทำให้สังคมไทยเราเหมือนกับ “ย้อนหลัง” ไปสมัย “สฤษดิ์ (ธนะรัชต์)” ที่ต่อสู้เรื่องเขาพระวิหารกับเขมร
ผมคิดว่า 14 ล้านคนไม่ได้หาย เพียงแต่ว่า 14 ล้านคน แน่นอนอาจจะเปลี่ยนมาเป็น “ชาตินิยม” ในช่วงนี้ สมมุติว่าเทิร์นมา 4 ล้านคน อยากจะบอมบ์ “บ้านฮุน เซน” เลย แต่ผมเชื่อว่าจากวันนี้ไปจนถึงเลือกตั้ง กระแสทั้งหมดมันจะทบทวน “ชาตินิยม”
ผมไม่คิดว่า “พลังชาตินิยม” แบบที่เราเห็นอยู่วันนี้มันจะคงที่ ยกเว้นว่ากัมพูชาบ้าดีเดือด ถึงขนาดบอมบ์เข้ามาอีกหนักหน่วงเลย อันนั้นเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าขัดแย้งกันอยู่ระดับนี้ ทะเลาะกันบ้าง ระเบิดกันนิดๆ หน่อยๆ ยิงกันไปยิงกันมา ผมเชื่อว่า “ชาตินิยม” มันจะลดลง หรือมันจะเป็น “ชาตินิยมที่มีปัญญา” มากขึ้น
หมายความว่า 4 ล้านเสียงที่สะวิงไป จะกลับมาสู่พรรคประชาชน แต่นั่นหมายความว่าพรรคประชาชนก็ต้องฉลาดกว่านี้ด้วย หรือว่า 14 ล้านคนอาจจะเบนไปสู่พรรคใหม่ ถ้าพรรคใหม่ที่ตั้งขึ้นมีเสน่ห์ขึ้นมา
แต่ไม่ว่าจะเป็นพรรคใหม่หรือพรรคประชาชนที่ต้องฉลาดมากขึ้น ทั้งหมดจะต้องทำงานทางความคิดกับสังคมที่ผ่าน “ชาตินิยมแบบคลั่งชาติ” นี้มาให้ได้
เช่น เสนอว่าเราจะอยู่กับทหารอย่างไร เราจะอยู่กับเพื่อนบ้านอย่างเขมร-กัมพูชาอย่างไร เราจะแก้ไขปัญหาแรงงานอย่างไร คือจะต้องมีแพ็กเกจของคำอธิบายที่จะนำเสนอไปสู่สังคมได้ชัดขึ้น เหมือนกับที่ก้าวไกลเคยทำ
สิ่งที่ก้าวไกลเสนอ คือเสนอภาพสังคมที่ถูกรื้อโครงสร้างชุดหนึ่ง ดังนั้น พรรคประชาชนเองหรือพรรคใหม่ที่ตั้ง รวมทั้งพรรคคุณทักษิณ (ชินวัตร) พรรคภูมิใจไทย ถ้าหากคุณอยากจะได้เสียงนอกเหนือจากวงอุปถัมภ์และบ้านใหญ่ คุณจะต้องสร้างชุดของความหวังและอุดมคติของสังคมไทย ที่จะเดินไปได้
ผมเชื่อว่า “ชาตินิยม” ก็จะเปลี่ยน และจะกลายเป็นพลังอันหนึ่งที่ถูกหยิบยกขึ้นมาใช้ในการหาเสียงเลือกตั้ง หรือคิด “โครงการทางการเมือง” ที่ชัดมากขึ้น
ผมก็ลุ้นให้พรรคภูมิใจไทย พรรคเพื่อไทย พรรคลุง ทุกพรรคคิดสิ ว่าคุณจะสร้างอนาคตสังคมไทยอย่างไร จากฐาน “ชาตินิยม” ที่มาจากการรุกรานของกัมพูชา
ถ้าทุกพรรคร่วมสร้างอันนี้ ประชาชนก็จะลงคะแนน ว่าพรรคไหนที่จะนำเราไปสู่อนาคตที่เราคิดว่าเป็นไปได้
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
