bg-single

กรัมชี่มองรัฐและสังคมไทย (จบ)

10.09.2025

บทความพิเศษ | ธเนศวร์ เจริญเมือง

มุมมองแบบกรัมชี่ต่อประเทศโลกที่ 3

3 มิติต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้น คือ

1. การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ

2. การแบ่งแยกทางชนชั้นเพิ่มสูงขึ้น

และ 3. การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เข้มข้น

กรัมชี่มองสภาวะดังกล่าว และเห็นว่าได้เกิด “ความสัมพันธ์อันไม่คงที่ระหว่างกลุ่มสังคมที่รู้สึกเสียเปรียบ (Subaltern) และขาดเอกภาพ (Disunited subordinate social groups) กับโครงสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจ-การเมืองที่ครอบงำสังคม (Dominant political economic power structure)

กระบวนการนี้เริ่มต้นด้วยการพึ่งพิงโครงสร้างอำนาจเก่าอย่างเต็มที่ และแล้วก็เกิดความขัดแย้งกัน โดยกลุ่มต่างๆ ที่พึ่งพิงนั้นก็พยายามที่จะแสวงหาความเป็นอิสระ (Struggle to assert their autonomy)

การต่อสู้เพื่อความเป็นอิสระ (Struggle for autonomy) คือการเติบใหญ่ของจิตสำนึกทางการเมือง ที่กรัมชี่เห็นคือ พัฒนาการของสามัญสำนึก เป็นการพัฒนาจากแนวคิดในโลกที่กลุ่มทางสังคมที่ครอบงำไว้ ไปสู่ “สามัญสำนึกที่ดี” (good sense หมายถึงสำนึกในสังคมที่เห็นว่าตนเองควรมีทิศทางที่ตัวเขาเองควรเป็นผู้กำหนด ไม่ใช่ให้คนอื่นมากำหนด)

นี่ก็คือ ภารกิจของพรรคการเมืองที่ค้นหาและสร้างผู้นำรุ่นใหม่ขึ้นมาจากมวลชนที่ใช้แรงงาน ซึ่งก็คือ การเสริมสร้างแนวคิดที่สูงขึ้นต่อโลกใบนี้ให้แพร่กระจายออกไปสู่วงกว้าง

ในแง่นี้ ปรัชญา ก็คือ การต่อสู้ทางวัฒนธรรมที่จะเปลี่ยนจิตใจของผู้คนให้หันไปหาและเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมในสังคม และนี่ก็คือ กระบวนการที่เรียกว่า “catharsis” อันหมายถึงการเปลี่ยนจากเศรษฐกิจ (ล้วนๆ) ไปเป็นด้าน “การเมืองและจริยธรรม”

การจับมือกันเป็น 3 ประสานระหว่างนักศึกษา, กรรมกร กับชาวนาเพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างๆ ที่ควรจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่านั้นในช่วง 1974-1976

แต่เนื่องจากรัฐสภาไม่อาจผลักดันการเปลี่ยนแปลงได้ ขณะที่การเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมนิยมที่อินโดจีนได้คืบหน้าไปทุกที พร้อมๆ กับแรงหนุนอย่างน้อยทางจิตใจก็เคลื่อนเข้ามาทางทิศตะวันออกเป็นลำดับ

ในที่สุดรัฐประหาร 6 ตุลาคม 1976 ก็เกิดขึ้นโดยชนชั้นนำทุกฝ่ายให้การสนับสนุน นั่นคือ การรื้อฟื้น “รัฐราชการ” ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

แต่สถานการณ์หลายอย่างก็เปลี่ยนไป ผลพวงของการผสมผสานกลุ่มพลังทางสังคม คือ 1. รัฐราชการแบบจารีต (traditional bureaucratic) 2. ทันสมัย-ทุนนิยม (modernist-capitalist) และ 3. ประชานิยม-ก้าวหน้า (populist-progressive)

จากที่กล่าวมา ในทัศนะของกรัมชี่ การปฏิวัติ (Revolution) ได้เกิดขึ้นเพื่อการเปลี่ยนแปลงในปี 1973 แต่แล้วก็ได้เกิดการถอยหลังกลับ (Restoration) ในปี 1976 จากนั้นได้เกิดการประนีประนอมระหว่างระบบราชการกับรัฐสภา (the bureaucratic-parliamentary compromise) โดย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ในปี 1977 และ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในปี 1980

นี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในอิตาลี และกรัมชี่เรียกว่า “การปฏิวัติ-การรื้อฟื้นของเก่า” (Revolution-Restoration) หรือการปฏิวัติที่เฉื่อยชา (passive revolution) นั่นคือ อาการป่วยไข้ของอิตาลีที่ประเทศถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ เหนือเป็นอุตสาหกรรม และใต้ที่เป็นภาคเกษตร

ผิดกับฝรั่งเศส ที่ได้ “สร้างชาติขึ้นมา” เสียใหม่ภายใต้การนำปฏิวัติของชนชั้นนายทุน (Bourgeois Revolution)

ผลก็คือ อิตาลีปฏิวัติทุนนิยมไม่สำเร็จ แต่เป็นได้เพียงนำเอาอิตาลี 2 ภาค คือเหนือกับใต้ มารวมกัน ชนชั้นนายทุนทำได้เพียงเดินตามรัฐ การพัฒนาของอิตาลีจึงจบลงที่การชะงักงันทางการเมือง (political stagnation) และความคับแค้น-โกรธขึ้งในสังคม (social frustration) ซึ่งไทยได้เดินตาม

การปฏิวัติที่เฉื่อยชาของอิตาลีเป็นความพยายามเอาใจประชาชนด้วยการให้ยาเม็ดเล็กๆ ที่มีลักษณะปฏิรูป เพื่อรักษาตำแหน่งทางการเมืองและเศรษฐกิจของชนชั้นเจ้าที่ดินเก่า จำกัดประสบการณ์ทางการเมืองของคนส่วนใหญ่ และหลีกเลี่ยงการปฏิรูปภาคเกษตร

กรัมชี่เห็นว่า การแบ่งสรรที่ดินเสียใหม่และปลดปล่อยเกษตรกรให้เป็นอิสระเป็นหนทางเดียวที่จะปลดปล่อยเกษตรกรออกจากอำนาจนำของเจ้าที่ดิน และสร้างอิตาลีขึ้นมาเป็นรัฐที่รวมกันได้อย่างแท้จริงและเป็นรัฐสมัยใหม่ (a truly united and modern Italy)

ที่อิตาลี แทนที่ผลประโยชน์ทางชนชั้นจะขยายออกเป็นผลประโยชน์ของชาติด้วยการพัฒนาพรรคการเมืองให้เป็นองค์กรนำ กระบวนการดังกล่าวกลับต้องยุติลง (เช่นเดียวกับไทย) การเปลี่ยนแปลงที่ค่อยเป็นค่อยไปแบบนี้ (ที่เรียกว่า transformism) ส่งผลให้ชนชั้นปกครองเติบโตออกไปมากขึ้นด้วยการดูดเอาปัจจัยจากกลุ่มสังคมรอบๆ ภายในกรอบของชนชั้นนำ กลุ่มที่เคยอยู่ปีกซ้ายหรือขวาในอดีตก็มีแนวโน้มจะเข้ามาหา เพื่อมิให้เกิดความแตกต่าง พรรคก็จะถดถอยลงเหลือเพียงกลุ่มย่อยๆ

เป้าหมายของระบบราชการจะโดดเด่นมากขึ้น ไม่ใช่เป้าหมายของพรรคการเมือง อีกเรื่องหนึ่งที่จะเกิดตามมาก็คือ ภาคประชาสังคมจะขาดความเป็นอิสระ สะท้อนออกมาให้เห็นที่ความไม่เข้มแข็งขององค์กรวิชาชีพ, กลุ่มพลเมืองต่างๆ, สหภาพแรงงาน และองค์กรเอกชนทั้งหลายเมื่อต้องเผชิญกับผลประโยชน์ของชนชั้น หรืออำนาจของระบบราชการ ก็เพราะชนชั้นนายทุนฝั่งที่ก้าวหน้าขยับตัวลำบาก พรรคคอมมิวนิสต์อิตาลีเองก็แสดงบทนำมวลชนไม่ได้

สรุปแล้ว ทั้งทุนนิยมและระบบราชการก็เติบโตได้มากกว่า

จากประสบการณ์ของอิตาลีและแนวคิดของกรัมชี่ เมื่อนำมาเปรียบกับกรณีของไทย พคท. (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย, ก่อตั้งปี พ.ศ.2485) ใช้เวลาส่วนใหญ่ในฐานะพรรคที่ผิดกฎหมายและดำเนินการต่อสู้ด้วยอาวุธในเขตป่าเขา) ไม่อาจสร้างโอกาสเป็นขบวนการนำที่มีฐานการสนับสนุนที่กว้างใหญ่โดยเฉพาะในเขตเมืองที่กำลังขยายตัวอย่างมาก โดยเฉพาะตั้งแต่ พ.ศ.2504 เป็นต้นมาที่เศรษฐกิจทุนนิยมขยายตัวนับแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับแรก และภาคประชาสังคมก็ขยายตัวตามอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1960 รวมทั้งการเติบโตของระบบรัฐสภาในช่วงปี 1973-1976

ปัจจัยเศรษฐกิจ, การเมืองและอุดมการณ์ที่ผสมผเสกันอย่างซับซ้อนเช่นนี้ในรัฐบาลยุคอำนาจนิยม ย่อมมีความเป็นไปได้เสมอที่จะมีการใช้ความรุนแรงด้วยกลไกรัฐ — แม้แต่ในช่วงที่สถาบันของฝ่ายประชาสังคม ได้แก่ สภาผู้แทนราษฎร สภาสูง พรรคการเมือง ศาล มหาวิทยาลัยและโรงเรียน สหภาพแรงงาน และสื่อมวลชนจะดูเติบโตขึ้นมากก็ตาม…

ในอนาคต…การคลี่คลายทางการเมืองของสังคมไทยมีความเป็นไปได้หลายทาง พลังทางการเมืองที่เด่นที่สุดก็คือ “รัฐราชการ” แต่ตัวแทนการเมืองของชนชั้นทุนนิยมก็มีบทบาทท้าทายอยู่ ขณะที่ขบวนการแรงงานและชาวนาที่เป็นรองก็พยายามที่จะกลับมา

ข้อน่าสังเกตคือ ขณะที่อิตาลีมีกลุ่มพลังต่างๆ ในภาคใต้ แต่ที่รัฐไทย ชนชั้นนำทั้งหลายอยู่ในเขตเมืองหลวงเป็นส่วนใหญ่

อนึ่ง การที่โครงสร้างสังคมของไทยมีลักษณะไม่แตกต่างกันนัก จึงมีความเป็นไปได้ที่ทางเลือกจะเป็นระบอบที่ไม่ใช้ความรุนแรงนักทางการเมือง ได้แก่ ระบบรัฐสภาที่มีการปฏิรูปและช่างเทคนิคนำ อย่างไรก็ตาม ในชนบท กลุ่มชาวนารวยและกลุ่มทุนอาจร่วมกันผลักดันให้เกิดการปกครองแบบอำนาจนิยมที่แรงกว่าเดิมได้

ในความเห็นของเกอร์ลิ่ง เขาพบว่า มีความขัดแย้ง 2 อย่าง และสถานการณ์ (dilemma) 1 อย่างที่ตัดสินใจยากว่า จะเลือกไปทางใด

ความขัดแย้งอย่างแรก คือ ที่ผ่านมาระบอบผสมระหว่างข้าราชการกับรัฐสภาได้รับการสนับสนุนอย่างดีโดยสถาบันชั้นสูง แต่หากความขัดแย้งยังคงต่อไป ก็อาจจะต้องอาศัยบทบาทเช่นนั้นอีกต่อไป ซึ่งก็อาจจะเป็นปัญหาในอนาคต

ความขัดแย้งที่สอง คือ บทบาททางการเมืองของทหารที่มีลักษณะสร้างสรรค์ (เช่น กลุ่ม Young Turks) และลดผลประโยชน์ส่วนตัวลง สังคมเรียกร้องอยากจะมีกลุ่มแบบนี้

และสาม สถานการณ์ที่ตัดสินใจยาก คือการแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพ จะมีปัจจัยใดที่สามารถควบคุมการแทรกแซงนั้นได้

สุดท้าย สังคมไทยก็จะเหลือทางเลือกอีก 2 แนว นั่นคือ 1. การร่วมมือระหว่างข้าราชการกับนายทุน (Bureaucratic-capitalist partnership) โดยรัฐสภาเล่นบทรองลงไป โดยให้ข้าราชการและผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านมีบทบาทในการพัฒนาประเทศให้ดี

และ 2. ประชาธิปไตยทางสังคม (Social democracy) ที่จะต้องมีพรรคการเมืองที่เข้มแข็งได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอจากทั้งคนในเมืองและชนบท นำสังคมไทยไปสู่ความเป็นสังคมสมัยใหม่ ซึ่งน่าจะเป็นทางเลือกที่น่าปรารถนามากที่สุด

แต่ก็ดูจะมีความเป็นไปได้น้อยที่สุด

บทส่งท้าย

น่ายินดีนักที่นักวิชาการตะวันตกช่วยนำมุมมองต่างๆ มาใช้อธิบายสังคมไทย จากงานของกรัมชี่และเกอร์ลิ่ง เราไม่เพียงแต่รู้ว่าลัทธิมาร์กซ์มองสังคมอย่างไร แถมด้วยมุมมองของกรัมชี่และเกอร์ลิ่งที่ช่วยให้เรามองเห็นสังคมอื่นๆ โดยเฉพาะสังคมไทยได้ชัดเจนขึ้นอย่างไร

คำถามข้อแรก การวิเคราะห์ของกรัมชี่ที่มองสังคมอิตาลี เมื่อนำมาพิจารณาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของสังคมไทยโดยเฉพาะตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคมเป็นต้นมาที่เกอร์ลิ่งนำเสนอ ท่านคิดว่ามีจุดใดที่เห็นต่างหรือควรเพิ่มเติม?

คำถามข้อที่สอง ในช่วงสถานการณ์ป่าแตกจนถึงช่วง พล.อ.เปรมเข้ามามีอำนาจ (ค.ศ.1979-1983) สถานการณ์และความเป็นไปได้ของทางออกสังคมไทยเป็นดังที่เกอร์ลิ่งได้เขียนไว้หรือไม่ อย่างไร

และคำถามสุดท้าย บัดนี้ เวลาได้ผ่านไปแล้ว 4 ทศวรรษ (1984-2025) รัฐและสังคมไทยได้ผ่านอะไรที่กรัมชี่และเกอร์ลิ่งได้กล่าวถึง และคาดการณ์ได้ถูกต้อง มีสิ่งใดที่ผิดพลาด หรือตกหล่น สมควรยิ่งที่จะพูดถึงและอธิบายเพิ่มเติม ตลอดจนทางเลือกของสังคมไทยในปัจจุบัน (40 ปีหลังการคาดคะเนครั้งนั้น) ว่ามีกี่ทาง

และมีสิ่งใดที่ควรเป็นบทเรียนและเสนอมุมมองสำคัญสำหรับการวิเคราะห์สังคมและรัฐไทยในอนาคตบ้าง…??



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เรื่องต้องรู้ของฟุตบอลโลก 2026 ศึกเวิลด์คัพฉบับ ‘มหึมา’
ฉบับประจำวันที่ 12-18 มิ.ย. 2569 ฉบับที่ 2391
E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี