บทความพิเศษ | ธเนศวร์ เจริญเมือง
มุมมองแบบกรัมชี่ต่อประเทศโลกที่ 3
3 มิติต่อการเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้น คือ
1. การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ
2. การแบ่งแยกทางชนชั้นเพิ่มสูงขึ้น
และ 3. การเปลี่ยนแปลงทางการเมืองที่เข้มข้น
กรัมชี่มองสภาวะดังกล่าว และเห็นว่าได้เกิด “ความสัมพันธ์อันไม่คงที่ระหว่างกลุ่มสังคมที่รู้สึกเสียเปรียบ (Subaltern) และขาดเอกภาพ (Disunited subordinate social groups) กับโครงสร้างอำนาจทางเศรษฐกิจ-การเมืองที่ครอบงำสังคม (Dominant political economic power structure)
กระบวนการนี้เริ่มต้นด้วยการพึ่งพิงโครงสร้างอำนาจเก่าอย่างเต็มที่ และแล้วก็เกิดความขัดแย้งกัน โดยกลุ่มต่างๆ ที่พึ่งพิงนั้นก็พยายามที่จะแสวงหาความเป็นอิสระ (Struggle to assert their autonomy)
การต่อสู้เพื่อความเป็นอิสระ (Struggle for autonomy) คือการเติบใหญ่ของจิตสำนึกทางการเมือง ที่กรัมชี่เห็นคือ พัฒนาการของสามัญสำนึก เป็นการพัฒนาจากแนวคิดในโลกที่กลุ่มทางสังคมที่ครอบงำไว้ ไปสู่ “สามัญสำนึกที่ดี” (good sense หมายถึงสำนึกในสังคมที่เห็นว่าตนเองควรมีทิศทางที่ตัวเขาเองควรเป็นผู้กำหนด ไม่ใช่ให้คนอื่นมากำหนด)
นี่ก็คือ ภารกิจของพรรคการเมืองที่ค้นหาและสร้างผู้นำรุ่นใหม่ขึ้นมาจากมวลชนที่ใช้แรงงาน ซึ่งก็คือ การเสริมสร้างแนวคิดที่สูงขึ้นต่อโลกใบนี้ให้แพร่กระจายออกไปสู่วงกว้าง
ในแง่นี้ ปรัชญา ก็คือ การต่อสู้ทางวัฒนธรรมที่จะเปลี่ยนจิตใจของผู้คนให้หันไปหาและเปลี่ยนสิ่งแวดล้อมในสังคม และนี่ก็คือ กระบวนการที่เรียกว่า “catharsis” อันหมายถึงการเปลี่ยนจากเศรษฐกิจ (ล้วนๆ) ไปเป็นด้าน “การเมืองและจริยธรรม”
การจับมือกันเป็น 3 ประสานระหว่างนักศึกษา, กรรมกร กับชาวนาเพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงนโยบายต่างๆ ที่ควรจะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนมากกว่านั้นในช่วง 1974-1976
แต่เนื่องจากรัฐสภาไม่อาจผลักดันการเปลี่ยนแปลงได้ ขณะที่การเปลี่ยนแปลงไปสู่สังคมนิยมที่อินโดจีนได้คืบหน้าไปทุกที พร้อมๆ กับแรงหนุนอย่างน้อยทางจิตใจก็เคลื่อนเข้ามาทางทิศตะวันออกเป็นลำดับ
ในที่สุดรัฐประหาร 6 ตุลาคม 1976 ก็เกิดขึ้นโดยชนชั้นนำทุกฝ่ายให้การสนับสนุน นั่นคือ การรื้อฟื้น “รัฐราชการ” ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง
แต่สถานการณ์หลายอย่างก็เปลี่ยนไป ผลพวงของการผสมผสานกลุ่มพลังทางสังคม คือ 1. รัฐราชการแบบจารีต (traditional bureaucratic) 2. ทันสมัย-ทุนนิยม (modernist-capitalist) และ 3. ประชานิยม-ก้าวหน้า (populist-progressive)
จากที่กล่าวมา ในทัศนะของกรัมชี่ การปฏิวัติ (Revolution) ได้เกิดขึ้นเพื่อการเปลี่ยนแปลงในปี 1973 แต่แล้วก็ได้เกิดการถอยหลังกลับ (Restoration) ในปี 1976 จากนั้นได้เกิดการประนีประนอมระหว่างระบบราชการกับรัฐสภา (the bureaucratic-parliamentary compromise) โดย พล.อ.เกรียงศักดิ์ ชมะนันทน์ ในปี 1977 และ พล.อ.เปรม ติณสูลานนท์ ในปี 1980
นี่คือปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นในอิตาลี และกรัมชี่เรียกว่า “การปฏิวัติ-การรื้อฟื้นของเก่า” (Revolution-Restoration) หรือการปฏิวัติที่เฉื่อยชา (passive revolution) นั่นคือ อาการป่วยไข้ของอิตาลีที่ประเทศถูกแบ่งออกเป็น 2 ฝ่าย คือ เหนือเป็นอุตสาหกรรม และใต้ที่เป็นภาคเกษตร
ผิดกับฝรั่งเศส ที่ได้ “สร้างชาติขึ้นมา” เสียใหม่ภายใต้การนำปฏิวัติของชนชั้นนายทุน (Bourgeois Revolution)
ผลก็คือ อิตาลีปฏิวัติทุนนิยมไม่สำเร็จ แต่เป็นได้เพียงนำเอาอิตาลี 2 ภาค คือเหนือกับใต้ มารวมกัน ชนชั้นนายทุนทำได้เพียงเดินตามรัฐ การพัฒนาของอิตาลีจึงจบลงที่การชะงักงันทางการเมือง (political stagnation) และความคับแค้น-โกรธขึ้งในสังคม (social frustration) ซึ่งไทยได้เดินตาม
การปฏิวัติที่เฉื่อยชาของอิตาลีเป็นความพยายามเอาใจประชาชนด้วยการให้ยาเม็ดเล็กๆ ที่มีลักษณะปฏิรูป เพื่อรักษาตำแหน่งทางการเมืองและเศรษฐกิจของชนชั้นเจ้าที่ดินเก่า จำกัดประสบการณ์ทางการเมืองของคนส่วนใหญ่ และหลีกเลี่ยงการปฏิรูปภาคเกษตร
กรัมชี่เห็นว่า การแบ่งสรรที่ดินเสียใหม่และปลดปล่อยเกษตรกรให้เป็นอิสระเป็นหนทางเดียวที่จะปลดปล่อยเกษตรกรออกจากอำนาจนำของเจ้าที่ดิน และสร้างอิตาลีขึ้นมาเป็นรัฐที่รวมกันได้อย่างแท้จริงและเป็นรัฐสมัยใหม่ (a truly united and modern Italy)
ที่อิตาลี แทนที่ผลประโยชน์ทางชนชั้นจะขยายออกเป็นผลประโยชน์ของชาติด้วยการพัฒนาพรรคการเมืองให้เป็นองค์กรนำ กระบวนการดังกล่าวกลับต้องยุติลง (เช่นเดียวกับไทย) การเปลี่ยนแปลงที่ค่อยเป็นค่อยไปแบบนี้ (ที่เรียกว่า transformism) ส่งผลให้ชนชั้นปกครองเติบโตออกไปมากขึ้นด้วยการดูดเอาปัจจัยจากกลุ่มสังคมรอบๆ ภายในกรอบของชนชั้นนำ กลุ่มที่เคยอยู่ปีกซ้ายหรือขวาในอดีตก็มีแนวโน้มจะเข้ามาหา เพื่อมิให้เกิดความแตกต่าง พรรคก็จะถดถอยลงเหลือเพียงกลุ่มย่อยๆ
เป้าหมายของระบบราชการจะโดดเด่นมากขึ้น ไม่ใช่เป้าหมายของพรรคการเมือง อีกเรื่องหนึ่งที่จะเกิดตามมาก็คือ ภาคประชาสังคมจะขาดความเป็นอิสระ สะท้อนออกมาให้เห็นที่ความไม่เข้มแข็งขององค์กรวิชาชีพ, กลุ่มพลเมืองต่างๆ, สหภาพแรงงาน และองค์กรเอกชนทั้งหลายเมื่อต้องเผชิญกับผลประโยชน์ของชนชั้น หรืออำนาจของระบบราชการ ก็เพราะชนชั้นนายทุนฝั่งที่ก้าวหน้าขยับตัวลำบาก พรรคคอมมิวนิสต์อิตาลีเองก็แสดงบทนำมวลชนไม่ได้
สรุปแล้ว ทั้งทุนนิยมและระบบราชการก็เติบโตได้มากกว่า
จากประสบการณ์ของอิตาลีและแนวคิดของกรัมชี่ เมื่อนำมาเปรียบกับกรณีของไทย พคท. (พรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย, ก่อตั้งปี พ.ศ.2485) ใช้เวลาส่วนใหญ่ในฐานะพรรคที่ผิดกฎหมายและดำเนินการต่อสู้ด้วยอาวุธในเขตป่าเขา) ไม่อาจสร้างโอกาสเป็นขบวนการนำที่มีฐานการสนับสนุนที่กว้างใหญ่โดยเฉพาะในเขตเมืองที่กำลังขยายตัวอย่างมาก โดยเฉพาะตั้งแต่ พ.ศ.2504 เป็นต้นมาที่เศรษฐกิจทุนนิยมขยายตัวนับแต่แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมฉบับแรก และภาคประชาสังคมก็ขยายตัวตามอย่างรวดเร็วตั้งแต่ปลายทศวรรษ 1960 รวมทั้งการเติบโตของระบบรัฐสภาในช่วงปี 1973-1976
ปัจจัยเศรษฐกิจ, การเมืองและอุดมการณ์ที่ผสมผเสกันอย่างซับซ้อนเช่นนี้ในรัฐบาลยุคอำนาจนิยม ย่อมมีความเป็นไปได้เสมอที่จะมีการใช้ความรุนแรงด้วยกลไกรัฐ — แม้แต่ในช่วงที่สถาบันของฝ่ายประชาสังคม ได้แก่ สภาผู้แทนราษฎร สภาสูง พรรคการเมือง ศาล มหาวิทยาลัยและโรงเรียน สหภาพแรงงาน และสื่อมวลชนจะดูเติบโตขึ้นมากก็ตาม…
ในอนาคต…การคลี่คลายทางการเมืองของสังคมไทยมีความเป็นไปได้หลายทาง พลังทางการเมืองที่เด่นที่สุดก็คือ “รัฐราชการ” แต่ตัวแทนการเมืองของชนชั้นทุนนิยมก็มีบทบาทท้าทายอยู่ ขณะที่ขบวนการแรงงานและชาวนาที่เป็นรองก็พยายามที่จะกลับมา
ข้อน่าสังเกตคือ ขณะที่อิตาลีมีกลุ่มพลังต่างๆ ในภาคใต้ แต่ที่รัฐไทย ชนชั้นนำทั้งหลายอยู่ในเขตเมืองหลวงเป็นส่วนใหญ่
อนึ่ง การที่โครงสร้างสังคมของไทยมีลักษณะไม่แตกต่างกันนัก จึงมีความเป็นไปได้ที่ทางเลือกจะเป็นระบอบที่ไม่ใช้ความรุนแรงนักทางการเมือง ได้แก่ ระบบรัฐสภาที่มีการปฏิรูปและช่างเทคนิคนำ อย่างไรก็ตาม ในชนบท กลุ่มชาวนารวยและกลุ่มทุนอาจร่วมกันผลักดันให้เกิดการปกครองแบบอำนาจนิยมที่แรงกว่าเดิมได้
ในความเห็นของเกอร์ลิ่ง เขาพบว่า มีความขัดแย้ง 2 อย่าง และสถานการณ์ (dilemma) 1 อย่างที่ตัดสินใจยากว่า จะเลือกไปทางใด
ความขัดแย้งอย่างแรก คือ ที่ผ่านมาระบอบผสมระหว่างข้าราชการกับรัฐสภาได้รับการสนับสนุนอย่างดีโดยสถาบันชั้นสูง แต่หากความขัดแย้งยังคงต่อไป ก็อาจจะต้องอาศัยบทบาทเช่นนั้นอีกต่อไป ซึ่งก็อาจจะเป็นปัญหาในอนาคต
ความขัดแย้งที่สอง คือ บทบาททางการเมืองของทหารที่มีลักษณะสร้างสรรค์ (เช่น กลุ่ม Young Turks) และลดผลประโยชน์ส่วนตัวลง สังคมเรียกร้องอยากจะมีกลุ่มแบบนี้
และสาม สถานการณ์ที่ตัดสินใจยาก คือการแทรกแซงทางการเมืองของกองทัพ จะมีปัจจัยใดที่สามารถควบคุมการแทรกแซงนั้นได้
สุดท้าย สังคมไทยก็จะเหลือทางเลือกอีก 2 แนว นั่นคือ 1. การร่วมมือระหว่างข้าราชการกับนายทุน (Bureaucratic-capitalist partnership) โดยรัฐสภาเล่นบทรองลงไป โดยให้ข้าราชการและผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้านมีบทบาทในการพัฒนาประเทศให้ดี
และ 2. ประชาธิปไตยทางสังคม (Social democracy) ที่จะต้องมีพรรคการเมืองที่เข้มแข็งได้รับการสนับสนุนอย่างเพียงพอจากทั้งคนในเมืองและชนบท นำสังคมไทยไปสู่ความเป็นสังคมสมัยใหม่ ซึ่งน่าจะเป็นทางเลือกที่น่าปรารถนามากที่สุด
แต่ก็ดูจะมีความเป็นไปได้น้อยที่สุด
บทส่งท้าย
น่ายินดีนักที่นักวิชาการตะวันตกช่วยนำมุมมองต่างๆ มาใช้อธิบายสังคมไทย จากงานของกรัมชี่และเกอร์ลิ่ง เราไม่เพียงแต่รู้ว่าลัทธิมาร์กซ์มองสังคมอย่างไร แถมด้วยมุมมองของกรัมชี่และเกอร์ลิ่งที่ช่วยให้เรามองเห็นสังคมอื่นๆ โดยเฉพาะสังคมไทยได้ชัดเจนขึ้นอย่างไร
คำถามข้อแรก การวิเคราะห์ของกรัมชี่ที่มองสังคมอิตาลี เมื่อนำมาพิจารณาประวัติศาสตร์และวัฒนธรรมของสังคมไทยโดยเฉพาะตั้งแต่ยุคล่าอาณานิคมเป็นต้นมาที่เกอร์ลิ่งนำเสนอ ท่านคิดว่ามีจุดใดที่เห็นต่างหรือควรเพิ่มเติม?
คำถามข้อที่สอง ในช่วงสถานการณ์ป่าแตกจนถึงช่วง พล.อ.เปรมเข้ามามีอำนาจ (ค.ศ.1979-1983) สถานการณ์และความเป็นไปได้ของทางออกสังคมไทยเป็นดังที่เกอร์ลิ่งได้เขียนไว้หรือไม่ อย่างไร
และคำถามสุดท้าย บัดนี้ เวลาได้ผ่านไปแล้ว 4 ทศวรรษ (1984-2025) รัฐและสังคมไทยได้ผ่านอะไรที่กรัมชี่และเกอร์ลิ่งได้กล่าวถึง และคาดการณ์ได้ถูกต้อง มีสิ่งใดที่ผิดพลาด หรือตกหล่น สมควรยิ่งที่จะพูดถึงและอธิบายเพิ่มเติม ตลอดจนทางเลือกของสังคมไทยในปัจจุบัน (40 ปีหลังการคาดคะเนครั้งนั้น) ว่ามีกี่ทาง
และมีสิ่งใดที่ควรเป็นบทเรียนและเสนอมุมมองสำคัญสำหรับการวิเคราะห์สังคมและรัฐไทยในอนาคตบ้าง…??
