bg-single

ปรีดี แปลก อดุล : คุณธรรมน้ำมิตร (81)

10.09.2025

บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

ปรีดี แปลก อดุล

: คุณธรรมน้ำมิตร (81)

นับถอยหลัง

15 กันยายน พ.ศ.2500 สถานทูตสหรัฐอเมริการายงานว่า จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อขอให้พระองค์ทรงไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ กับ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการเมืองให้กับรัฐบาลต่อไป พระองค์ทรงปฏิเสธข้อเสนอ

ต่อมา พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ได้รายงานให้จอมพล ป.พิบูลสงคราม ทราบว่า จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้เคลื่อนย้ายหน่วยทหารเข้ามาภายในและรอบๆ กรุงเทพฯ เพื่อเตรียมการรัฐประหารแล้ว จอมพล ป.พิบูลสงคราม ไม่มีฐานกำลังอื่นใดในการต่อต้านการรัฐประหารนอกจากกำลังของกรมตำรวจ จึงสั่งการให้ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ในฐานะอธิบดีกรมตำรวจ เตรียมการจับกุมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และผู้นำทางทหารบางคน ด้วยข้อหากบฏ และในตลอดคืน 15 กันยายน พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ได้สั่งการทางลับให้เตรียมเคลื่อนย้ายกำลังตำรวจพลร่มและตำรวจตระเวนชายแดนเพื่อต่อต้านการรัฐประหารที่จะเกิดขึ้น

ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในกรุงเทพฯ สถานทูตสหรัฐรายงานว่ามีความเป็นไปได้ที่จะเกิดความรุนแรงจากการปะทะกันระหว่างกองกำลังทั้งสองฝ่าย โดยท่าทีของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ไม่ต้องการประนีประนอมกับจอมพล ป.พิบูลสงคราม อีกต่อไป

ขณะที่รัฐบาลและสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรของพรรคเสรีมนังคศิลาสนับสนุนให้ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ จับกุมจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และกลุ่มทหารด้วยข้อหากบฏ ส่วนกลุ่มรอยัลลิสต์และพรรคประชาธิปัตย์ก็ผลักดันให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เดินหน้าตามแผนการรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ต่อไป

16 กันยายน พ.ศ.2500

จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เรียกร้องให้ จอมพล ป.พิบูลสงคราม มาพบตนและกลุ่มทหารที่หอประชุมกองทัพบกในเช้าวันที่ 16 กันยายน แต่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ปฏิเสธเนื่องจากไม่มั่นใจในความปลอดภัย จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ จึงเดินทางเข้าพบ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ที่ทำเนียบรัฐบาลด้วยตนเองพร้อมยื่นคำขาดให้รัฐบาลทั้งคณะลาออก แต่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ขอเลื่อนการให้คำตอบออกไปในวันรุ่งขึ้น จากนั้นได้เดินทางไปเข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวอีกครั้ง โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ให้สัมภาษณ์ถึงการเข้าเฝ้าฯ ดังกล่าวว่า พระองค์คงจะทรงให้ “ข้อคิดดีๆ”แก่จอมพล ป.พิบูลสงคราม

ปรากฏเอกสารทั้งของไทยและสหรัฐอเมริกาให้รายละเอียดเกี่ยวกับการเข้าเฝ้าฯ ซึ่งจะเป็นครั้งสุดท้ายนี้ว่า จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้ขอให้มีพระบรมราชโองการปลดจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ออกจากผู้บัญชาการทหารบกในความผิดฐานขู่บังคับด้วยกำลังให้รัฐบาลลาออกเข้าข่ายกบฏ

กระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริการายงานต่อรักษาการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศว่า พระมหากษัตริย์ไทยได้มีพระราชดำรัสให้ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ปรึกษาจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และฝ่ายทหารเพื่อหาทางออกทางการเมือง จากนั้นมีพระบรมราชวินิจฉัยให้ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเสีย แต่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ปฏิเสธ เนื่องจากขัดต่อวิถีทางตามรัฐธรรมนูญ

เมื่อไม่อาจพึ่งพระบารมีได้ รัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม จึงเตรียมต่อต้านรัฐประหารด้วยการขอมติจากที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนัดพิเศษเพื่อดำเนินการปราบปราม โดย พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ เสนอให้ใช้ตำรวจพลร่มและตำรวจตระเวนชายแดนเป็นกำลังหลัก อย่างไรก็ตาม ฝ่ายทหารสามารถดักจับรหัสวิทยุของฝ่ายตำรวจได้และล่วงรู้ว่า พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ได้สั่งการให้ตำรวจตระเวนชายแดนทุกค่ายและหน่วยพลร่มทุกหน่วยเตรียมพร้อมรอฟังคำสั่ง

กลางดึกของคืนวันที่ 16 กันยายน เวลาประมาณ 22.00 น. ที่ค่ายนเรศวร หัวหิน ซึ่งเป็นฐานที่ตั้งของตำรวจพลร่ม ค่ายนเรศวร กองกำลังสำคัญของฝ่ายตำรวจได้มีความเคลื่อนไหวเตรียมความพร้อมโดยรถแลนด์โรเวอร์ของตำรวจได้โบกธงสีเหลืองส่งสัญญาณระดมพลที่หน้าตลาดฉัตรชัย มีการแจกอาวุธปืนกลประจำตัว เพิ่มเวรยามรักษาการณ์และรอฟังคำสั่งให้ลงมือปฏิบัติการ ขณะเดียวกันฝ่ายทหารก็ให้ทุกหน่วยเตรียมความพร้อมรอฟังคำสั่งเพื่อยึดอำนาจและตอบโต้แผนการใช้กำลังของ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้รับการคุ้มกันความปลอดภัยอย่างหนาแน่นป้องกันการลอบสังหาร

สถานทูตสหรัฐอเมริกาเห็นว่าสถานการณ์การเผชิญหน้าดังกล่าวนั้น แม้กำลังฝ่ายตำรวจจะอยู่ในสภาวะเสียเปรียบฝ่ายทหาร แต่ พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ก็ตัดสินใจที่จะเสี่ยง

พระบรมราชโองการ

“ขุนศึก ศักดินา และพญาอินทรี” ของ ณัฐพล ใจจริง อ้างหลักฐานจากหนังสือพิมพ์และ NARA : สำนักงานบริหารเอกสารและบันทึกแห่งชาติ สหรัฐอเมริกา บันทึกเหตุการณ์สำคัญในคืนรัฐประหารดังนี้

“กลางดึกก่อนการรัฐประหารจะเริ่มต้นขึ้น หนังสือพิมพ์ไทยและรายงานทางการทูตของกระทรวงต่างประเทศสหรัฐอเมริกาบันทึกเหตุการณ์สำคัญดังกล่าวไว้ว่า จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ และจอมพลถนอม กิตติขจร ได้เข้าเฝ้าฯ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่พระที่นั่งอัมพรสถาน พร้อมกับร่างพระบรมราชโองการที่ประกาศแต่งตั้งให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร โดยจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ได้อธิบายเหตุผลและความจำเป็นให้พระองค์ทรงทราบ หลังจากที่พระองค์รับฟังการรายงานจากจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ แล้วเสร็จ รายงานทางการทูตของสหรัฐที่รับทราบรายละเอียดจากพลจัตวา วัลลภ โรจนวิสุทธิ์ ซึ่งได้บันทึกเรื่องราวนี้ว่าพระองค์มีพระราชดำรัสกับจอมพลสฤษดิ์ หัวหน้าคณะปฏิวัติว่า

You don’t have to explain things. I know. Give Me The decrees And let me sign them. I have only one things to say to you : From now on don’t do the things you don’t want the other to do.

จากนั้นจอมพลสฤษดิ์ได้กลับไปที่กองบัญชาการและแจ้งพระราชดำรัสดังกล่าวให้กลุ่มทหารทราบ เมื่อเวลา 23.00 น. คณะปฏิวัติสั่งการให้ทหารออกยึดจุดสำคัญในกรุงเทพฯ และธนบุรี แล้วการรัฐประหารครั้งสำคัญก็ได้เริ่มต้นขึ้นในเวลานั้นเอง”

ประกาศพระบรมราชโองการตั้งผู้รักษาพระนครฝ่ายทหารมีความว่า

“เนื่องด้วยปรากฏว่ารัฐบาลอันมีจอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรี ได้บริหารราชการแผ่นดินไม่เป็นที่ไว้วางใจของประชาชนทั้งไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองได้ คณะทหารซึ่งมีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นหัวหน้า ได้เข้ายึดอำนาจการปกครองไว้ได้และทำหน้าที่เป็นผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร ข้าพเจ้าจึงขอตั้งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร ขอให้ประชาชนทั้งหลายจงอยู่ในความสงบและให้ข้าราชการทุกฝ่ายฟังคำสั่งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศมา ณ วันที่ 16 กันยายน พุทธศักราช 2500″

ประกาศพระบรมราชโองการฉบับนี้จึงเป็นสัญญาณชัดเจนจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ที่ไม่ทรงประสงค์ให้คนไทยต้องประหัตประหารกันเอง เหตุการณ์นองเลือดกลางพระนครเหมือนเมื่อครั้งกบฏวังหลวง และกบฏแมนฮัตตันจึงไม่เกิดขึ้นอีก

พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์ ให้สัมภาษณ์ที่กรุงการาจีขณะเดินทางลี้ภัยไปสวิตเซอร์แลนด์เมื่อวันที่ 17 กันยายน ว่า “รัฐประหารครั้งนี้เป็นที่คาดแลทราบกันอยู่แล้ว เพียงแต่ว่าไม่มีใครคิดสู้ทหารแลกษัตริย์”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์
เคปเวิร์ด ‘ซินเดอเรลล่า’ ฟุตบอลโลก ผู้ชนะหัวใจคนทั้งโลก
คำถามเชิงซ้อน : คำถามลวงให้เราตอบ
จากเวทีปราศรัยสู่หน้าฟีด : อ่านยุทธศาสตร์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ผ่านโซเชียลมีเดีย
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (14)
ทบ.ร้อน ชิง ‘ทบ.1’ ‘บิ๊กเต้-แม่ทัพไก่’ จับตา หมาก ‘แม่ทัพคอแดง’ มองข้ามช็อต ทัพใต้ ‘รองคิ้ว-รองด้วง’
จากแหวนทองคำ 2 พันปี สู่ใจคนเมืองเพชร ทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ อยากมี ‘มิวเซียมท้องถิ่น’