จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร

ถ้อยคำสำนวนเกี่ยวกับ ‘ใจ’ ทั้งความหมายดีและร้าย มีอยู่มากมายในภาษาและวรรณคดีไทยตั้งแต่สมัยสุโขทัยเป็นต้นมา

ความหมายว่า เดือดร้อน หรือ เดือดร้อนใจ ที่ใช้ใน “ไตรภูมิพระร่วง” มีตั้งแต่ ‘เดือดเนื้อร้อนใจ – ร้อนเนื้อเดือดใจ – เดือดเนื้อเดือดใจ’ ดังตอนหนึ่งเล่าถึงเปรตเปล่าเปลือยที่ไม่มีแม้ผ้าขี้ริ้วห่มคลุมกาย ตัวเหม็นสาบ อดอยากยากแค้นไม่มีอะไรกิน

“มาตราว่าผ้าร้ายน้อยหนึ่งก็ดีแลจะมีปกกายเขานั้นก็หาบ่มิได้เลย เทียรย่อมเปลือยอยู่ชั่วตน ตัวเขานั้นเหม็นสาบพึงเกลียดนักหนาแล เขานั้นเทียรย่อมเดือดเนื้อร้อนใจเขาแลเขาร้องไห้ร้องครางอยู่ทุกเมื่อแลเพราะว่าเขาหยากอาหารนักหนาแล” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

เปรตอีกพวกหนึ่งหิวน้ำแต่ไม่มีน้ำกิน เห็นน้ำใสรีบเอามือกอบขึ้นมากิน น้ำกลายเป็นไฟไหม้ทั่วตัว นอนกลิ้งเกลือกไปมาจนตาย เป็นผลจากความโลภของตน ประพฤติมิชอบ ใส่ความผู้บริสุทธิ์ ผลจากบาปกรรมที่กระทำต่อผู้ยากไร้

“เปรตฝูงนี้เมื่อก่อนโพ้น เขาย่อมข่มเหงคนเข็ญใจด้วยอันหาความกรุณาปรานีบ่มิได้ แลเห็นของท่านจะใคร่ได้แก่ตน เห็นสินท่านจะใคร่เกียดเอา ท่านหาความผิดบ่มิได้ไส้ตนว่าท่านผิด ครั้นว่าตายก็เป็นเปรตอยู่ช้าหึงนาน ด้วยบาปกรรมเขาอันเขาได้กระทำข่มเหงผู้เข็ญใจให้เขาร้อนเนื้อเดือดใจเขาดั่งนั้นแล”

(อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

นอกจากนี้ “ไตรภูมิพระร่วง” บรรยายถึงสภาพของทารกในครรภ์ว่าอยู่ในที่แคบๆ จึงอยู่อย่างไม่สบายเนื้อสบายตัวสักเท่าไร โดยใช้คำว่า ‘เดือดเนื้อเดือดใจ’ เมื่อกายไม่สบาย ใจก็พลอยไม่สบายไปด้วย ‘แค้นเนื้อแค้นใจ’ ที่ใช้ในที่นี้หมายความว่า คับแค้นใจ

“กุมารนั้นอยู่ในท้องแม่ บ่ห่อนจะได้หาใจเข้าออกเลย บ่ห่อนได้เหยียดตีนมือออกดั่งเราท่านทั้งหลายนี้สักคาบหนึ่งเลยแลกุมารนั้นเจ็บเนื้อเจ็บตัวดั่งคนอันท่านขังไว้ในไหอันคับแคบนักหนา แค้นเนื้อแค้นใจ แลเดือดเนื้อเดือดใจนักหนา เหยียดตีนมือบ่มิได้ ดั่งท่านเอาใส่ไว้ในที่คับ ” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ / หาใจเข้าออก = หายใจเข้าออก)

ยิ่งไปกว่านั้นก่อนจะถือกำเนิดในครรภ์มารดา การมาจากภพภูมิต่างกันมีส่วนกำหนดสภาพทารกในครรภ์และมีผลต่อผิวเนื้อมารดาโดยตรง ดังที่ “ไตรภูมิพระร่วง” บรรยายว่า

“คนผู้ใดจากแต่นรกมาเกิดนั้น เมื่อคลอดออกตนกุมารนั้นร้อน เมื่อมันอยู่ในท้องแม่นั้น ย่อมเดือดเนื้อร้อนใจ แลกระหนกระหาย อีกเนื้อแม่นั้นก็พลอยร้อนด้วยโสด คนผู้จากแต่สวรรค์มาเกิดนั้นเมื่อจะคลอดออก ตนกุมารนั้นเย็น เย็นเนื้อเย็นใจ เมื่อยังอยู่ในท้องแม่นั้น อยู่เย็นเป็นสุขสำราญบานใจ แลเนื้อแม่นั้นก็เย็นด้วยโสด” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

จะเห็นได้ว่าคำว่า ‘ใจ’ ข้างต้นนี้มีความหมายต่างกัน ‘เดือดเนื้อร้อนใจ’ คือ เดือดร้อน หรือ ร้อนใจด้วยความทุกข์ ส่วน ‘เย็นเนื้อเย็นใจ’ คือ สุขกายสบายใจ ไร้ความทุกข์ร้อนใดๆ และ ‘สำราญบานใจ’ คือ มีความสุขเบิกบานใจ ใจปราศจากความทุกข์

คําสี่พยางค์ที่มีจังหวะเช่นนี้ดูจะ ‘ถูกจริตคนไทย’ มาตั้งแต่สมัยสุโขทัย

น่าสังเกตว่าคำที่เกี่ยวกับ ‘เนื้อ’ และ ‘ใจ’ มักใช้ควบคู่กันไป

ความหมายของ ‘เนื้อ’ คือ ‘กาย’ ความหมายของ ‘ใจ’ คือ ‘จิตใจ’

น่าคิดว่าคนสมัยก่อนตระหนักถึงความจริงที่ว่า คนเรามีกายกับใจเป็นของคู่กัน ไม่อาจแยกจากกันได้ อะไรที่ส่งผลต่อร่างกาย ย่อมส่งผลต่อจิตใจ

ในทางกลับกัน อะไรที่กระทบจิตใจ ย่อมกระทบร่างกายได้เช่นเดียวกัน

เช่น ‘เดือดเนื้อร้อนใจ – ร้อนเนื้อเดือดใจ – เดือดเนื้อเดือดใจ’ บอกให้รู้ว่าเมื่อกายไม่สบาย ใจก็ไม่ต่างกัน

ลองพิจารณาคำต่อไปนี้จาก “ไตรภูมิพระร่วง”

‘บาดเนื้อผิดใจ’ หมายความว่า บาดหมางใจผู้อื่น เป็นหนึ่งในสี่ของการกระทำบาปด้วยปาก คือ ‘ผรุสวาท’

“อันหนึ่งคือผรุสวาท กล่าวถ้อยคำติเตียนนินทา ท่านแลกล่าวคำอันบาดเนื้อผิดใจท่าน กล่าวถ้อยคำอันหยาบช้า” ‘บาดเนื้อ’ ในที่นี้คงจะหมายถึง ‘บาดหู’ ซึ่งเป็นอวัยวะส่วนหนึ่งของร่างกาย บาดหู คือ ได้ยินคำตำหนิติเตียน คำนินทาว่าร้าย คำหยาบคายต่ำช้าแล้วทำให้ขุ่นเคืองใจ ไม่พอใจ หรือ ‘ผิดใจ’ นั่นเอง

‘น้อยเนื้อน้อยใจ’ หมายความว่า น้อยเนื้อต่ำใจ น้อยใจ เสียใจ

ส่วน ‘ชื่นเนื้อชื่นใจ’ หมายถึง ชื่นใจ ดังตอนที่ “ไตรภูมิพระร่วง” เล่าถึงมหาจักรพรรดิราชปกครองแผ่นดินโดยธรรมว่า ไม่ข่มเหงรังแกผู้ใดให้พลัดพรากไปจากที่นาที่อยู่อาศัย ไม่ทำให้พวกเขาน้อยใจ เสียใจ ตรงกันข้ามกลับช่วยเหลือพวกเขาให้ชื่นอกชื่นใจ มีแต่ความสุข

“อันหนึ่งเล่า ท่านบ่มิถอดถ้อยร้อยความการงานท้าวพระญาทั้งหลายให้เขาพลัดที่นาคลาที่อยู่ ให้เขาน้อยเนื้อน้อยใจดังนั้นก็หามิได้เลย พระองค์เจ้าไส้ เทียรย่อมอนุเคราะห์เขาให้เขาชื่นเนื้อชื่นใจเขา ให้เขาได้ความสุขเกษมเปรมปรีดิ์ยินดีมิให้เป็นอันตรายแก่เขาเลย” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

น่าสังเกตว่า ‘บาดเนื้อผิดใจ’ ปัจจุบันใช้ว่า ‘บาดอกบาดใจ’ หรือ ‘บาดใจ’ ‘น้อยเนื้อน้อยใจ’ ใช้ว่า ‘น้อยอกน้อยใจ’ หรือ ‘น้อยใจ’ ‘ชื่นเนื้อชื่นใจ’ ใช้ว่า ‘ชื่นอกชื่นใจ’ หรือ ‘ชื่นใจ’ ‘ความหมายอยู่ที่คำหลัง คือ บาดใจ น้อยใจ และ ชื่นใจ คำหลังสามารถใช้ตามลำพังได้

ลักษณะคำสี่พยางค์เช่นนี้มีใช้ในสมัยอยุธยาเช่นกัน ดังจะเห็นได้จาก “บทดอกสร้อยสวรรค์ ครั้งกรุงเก่า” (กรมศิลปากรพิมพ์เผยแพร่พุทธศักราช 2541)

บทหญิง

ร้องลำย่องเหง็ด

“๏ จำเอยว่าจำเปน จะลองเล่นด้วยความเสน่หา

เกรงกรรมจะทำโทษมา ทั้งคนจะนินทาว่าร้าย

ทั้งสมณะพราหมณาจารย์ จะทายประมาณเปนมากมาย

จะว่าข้าเปนคนแสนร้าย แกล้งจะทำลายพรตกรรม์

อุส่าห์รักษากิจกรม ข่มเนื้อข่มใจกวดขัน

อดความโลกีย์ยินดีนั้น ผูกพันอยู่ไยไม่ต้องการ” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

‘ข่มเนื้อข่มใจ’ ในที่นี้คือ ‘ข่มอกข่มใจ’ หรือ ‘ข่มใจ’ นั่นเอง หมายถึงพยายามสะกดอารมณ์มิให้หวั่นไหวกับเหตุการณ์ที่ผ่านไปแล้วหรือกำลังเกิดขึ้น

นอกจากถ้อยคำสำนวนเกี่ยวกับ ‘ใจ’ ที่มีความหมายตรงไปตรงมาเข้าใจง่ายดังกล่าวมาแล้ว ยังมีความหมายเปรียบเทียบที่ต้องตีความจึงจะเข้าใจ ฉบับหน้ามาคุยต่อ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์
เคปเวิร์ด ‘ซินเดอเรลล่า’ ฟุตบอลโลก ผู้ชนะหัวใจคนทั้งโลก
คำถามเชิงซ้อน : คำถามลวงให้เราตอบ
จากเวทีปราศรัยสู่หน้าฟีด : อ่านยุทธศาสตร์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ผ่านโซเชียลมีเดีย
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (14)
ทบ.ร้อน ชิง ‘ทบ.1’ ‘บิ๊กเต้-แม่ทัพไก่’ จับตา หมาก ‘แม่ทัพคอแดง’ มองข้ามช็อต ทัพใต้ ‘รองคิ้ว-รองด้วง’
จากแหวนทองคำ 2 พันปี สู่ใจคนเมืองเพชร ทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ อยากมี ‘มิวเซียมท้องถิ่น’