วิรัตน์ แสงทองคำ | www.viratts.com
ว่าด้วยธุรกิจครอบครัวเก่าแก่แห่งหนึ่ง กำลังเข้าใกล้ศตวรรษ จากเดินหน้ามาอย่างโฟกัส สู่ทางแยกใหม่ๆ ที่ตื่นเต้น
เคยกล่าวไว้มาบ้างอย่างกว้างๆ ว่า บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ กับธุรกิจเบียร์ ถือว่าไม่ได้เข้าไปอยู่ในวงจรแห่งวิกฤตการณ์ทางเศรษฐกิจปี 2540
วงจรซึ่งเปิดฉาก ด้วยภาวะล่มสลายของสถาบันการเงินจำนวนมากอย่างไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน เป็นไปรวดเร็วและรุนแรง ส่งผลกระทบกว้างและลึก โดยเฉพาะอย่างยิ่งโยงไปถึงตระกูลธุรกิจเก่าทรงอิทธิพล ว่าไปแล้ว บางตระกูลตั้งหลักตั้งแต่หลังสงครามโลกครั้งที่หนึ่ง เช่นเดียวกับ ตระกูลภิรมย์ภักดี
ในที่สุด กระทบถึงแกนกลางสังคมธุรกิจไทย มีการปรับโครงสร้างครั้งใหญ่ระบบธนาคารพาณิชย์ ผลกระทบเชิงลบต่อรากฐานธุรกิจ ครอบคลุมและเกี่ยวข้องเครือข่ายธุรกิจดั้งเดิมจำนวนมาก ไม่เว้นแม้บริษัทรากฐานดั้งเดิม อย่าง ธนาคารไทยพาณิชย์ และเครือซิเมนต์ไทยหรือ เอสซีจี ต้องเผชิญปัญหาไม่น้อยเช่นกัน
ธุรกิจครอบครัวไทยหนึ่งซึ่งก่อตั้งมานาน เข้าใกล้ศตวรรษแล้ว บุญรอดบริวเวอรี่กับตระกูลภิรมย์ภักดี เครือข่ายธุรกิจใหญ่ คงอยู่อย่างมั่นคง ภายใต้แนวทางธุรกิจดั้งเดิมอย่างโฟกัส เป็นมาอย่างนั้น มาแล้วหลายทศวรรษ
อันที่จริงในช่วงที่ผ่านมา ว่าด้วยเฉพาะส่วนบุคคลในตระกูลภิรมย์ภักดี บางคนเริ่มขยับขยายลงสู่สนามธุรกิจอื่นๆ กันแล้ว สำเร็จบ้างล้มเหลวบ้าง อย่างที่เห็น
ส่วนที่อ้างอิงกับรากฐานอย่างจริงจังโดยเฉพาะกับบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้
หากพิจารณาข้อมูลที่เปิดเผย (http://www.boonrawd.co.th ปัจจุบัน ไม่ปรากฏ) ในเวลานั้น (พึงสังเกตข้อมูลทางการผ่าน official website มีการปรับปรุงเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ) จังหวะก้าวสำคัญ เกิดขึ้นเมื่อทศวรรษที่ผ่านมา เป็นไปอย่างกระชับกระชั้นทีเดียว
ปี 2557 ช่วงเวลาฉลองครบรอบ 8 ทศวรรษ บุญรอดบริวเวอรี่ กับช่วงเวลาสังคมไทยเกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ด้วยการรัฐประหารอีกครั้ง (20 พฤษภาคม 2557) ได้มาซึ่งรัฐบาลทหาร จะด้วยตั้งใจหรือไม่ก็ตาม อาจสะท้อนถึงความมั่นใจหรือถือเป็นจังหวะเวลาที่ควร อาจตามรอยบทเรียนในอดีตด้วยก็เป็นได้ การก่อตั้งบุญรอดบริวเวอรี่ เมื่อเกือบศตวรรษ อยู่ในช่วงเวลาผันแปรทางการเมืองเช่นกัน
“ก่อตั้งบริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) เป็นการขยายธุรกิจเข้าไปสู่ด้านอสังหาริมทรัพย์ นอกจากนี้ ได้เริ่มขยายธุรกิจไปทางด้านอาหารและเครื่องดื่มอื่นๆ และธุรกิจพลังงานด้วยเช่นกัน” (อ้างแล้ว http://www.boonrawd.co.th เวลานั้น)
หากตรวจสอบช่วงเวลา พบว่าบริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S เข้าซื้อกิจการซึ่งจดทะเบียนกับตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย หรือที่เรียกกันว่า Backdoor Listing เข้าทำการซื้อขายหุ้นตามปกติอีกครั้ง (เมื่อ 26 กันยายน 2557)
เนื่องจากบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ไม่ได้อยู่ในตลาดหุ้น ดูเหมือนไม่มีความพยายาม หรือเกรงว่าจะซ้ำรอย กรณีคล้ายกันก่อนหน้านั้น ด้วยเผชิญแรงต้าน
อย่างไรก็มีการลงทุนในบริษัทสำคัญอื่นๆ ซึ่งจดทะเบียนในตลาดหุ้นอยู่ด้วย อยู่บ้าง พอจะให้ภาพพัฒนาการบุญรอดบริวเวอรี่ในอีกบางมิติ
กรณีหนึ่งควรกล่าวถึง เป็นผู้ถือหุ้นรายสำคัญฝ่ายไทยในบริษัท ฝาจีบ จำกัด (มหาชน) หรือ CSC (ก่อตั้งปี 2511 เข้าตลาดหุ้นปี 2520) ร่วมทุนกับ Toyo Seikan Group แห่งญี่ปุ่น เป็นผู้ผลิตและจำหน่ายฝาสำหรับปิดผนึกภาชนะประเภทขวด
มีอีกบริษัทหนึ่ง (เข้าตลาดหุ้น 2561) บริษัท บีจี คอนเทนเนอร์ กล๊าส จำกัด (มหาชน) หรือ BGC ผลิตและจำหน่ายบรรจุภัณฑ์แก้วที่ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องดื่ม อาหาร และยา ทั้งนี้ เมื่อพิจารณาโครงสร้างผู้ถือหุ้น และคณะกรรมการบริษัท ปรากฏร่องรอยคนในตระกูลภิรมย์ภักดี และบริษัท บุญรอดบริวเวอรี่อยู่ด้วย ยิ่งเมื่อเชื่อมโยงไปยังบริษัท บางกอกกล๊าส จำกัด ในฐานะผู้ถือหุ้นใหญ่ BGC ภาพนั้นยิ่งชัดขึ้น
บริษัท บางกอกกล๊าส จำกัด แม้ไม่ได้จดทะเบียนในตลาดหุ้น แต่ได้นำเสนอข้อมูลสำคัญไว้พอสมควร (www.bgiglass.com)
“บริษัท บางกอกกล๊าส จำกัด (มหาชน) ก่อตั้งขึ้นใน พ.ศ.2517 ด้วยทุนจดทะเบียน 50 ล้านบาท โดยดำเนินการก่อสร้างโรงงานแห่งแรกที่จังหวัดปทุมธานี ในปี พ.ศ.2522 ด้วยกำลังการผลิต 150 ตันต่อวัน จนกระทั่งปี พ.ศ.2525 บริษัท บุญรอดบริวเวอรี่ จำกัด เข้าเป็นผู้ถือหุ้นหลัก จึงได้ดำเนินการขยายศักยภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบัน บีจี มีกำลังการผลิตที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย”
นอกจากนี้ ข้อมูลคณะกรรมการบริษัท บ่งชัดเชื่อมโยงไปยังบุญรอดบริวเวอรี่ หากพิจารณาข้อมูลอื่นประกอบด้วย จะมองเห็นภาพพัฒนาการบริษัท บางกอกกล๊าส สัมพันธ์กับบุญรอดบริวเวอรี่
“2549 ก่อตั้ง บริษัท ขอนแก่นกล๊าส อินดัสทรี จำกัด โรงงานผลิตบรรจุภัณฑ์แก้ว จังหวัดขอนแก่น ปัจจุบันคือบริษัท บีจีซี กล๊าส โซลูชั่น จำกัด”
เชื่อว่าเป็นความสัมพันธ์กับแผนการผลิตเบียร์ลีโอ โดยก่อตั้งโรงงานที่ขอนแก่น ตั้งแต่ปี 2537 เป็นฐานการผลิตสำคัญ ในเวลาต่อมากลายเป็นแบรนด์เบียร์ผู้นำตลาด
เรื่องราวข้างต้น สะท้อนพัฒนาการบุญรอดบริวเวอรี่ โฟกัสธุรกิจเบียร์ พร้อมๆ กับการขยายธุรกิจข้างเคียง เป็นห่วงโซ่สนับสนุน เกื้อกูลกัน ถ้าว่าเกี่ยวข้องกับบุคคล ดูจากร่องรอยโครงสร้างการถือหุ้นบริษัทข้างต้น เป็นคนในตระกูลภิรมย์ภักดี สายตรงจาก วิทย์ ภิรมย์ภักดี บุตรบุญธรรมพระยาภิรมย์ภักดี ถือเป็นพี่ของประจวบ ภิรมย์ภักดี มีบทบาทดูแลการผลิตเบียร์ต่อเนื่องมา จนสู่รุ่นต่อมา ทั้งวุฒา และวาปี
ข้างต้น ย่อมเป็นไปอย่างแตกต่าง จากความเคลื่อนไหวทางธุรกิจครั้งสำคัญ ในปี 2557 เกี่ยวกับสิงห์ เอสเตท ทำให้มุมมองกลุ่มบุญรอดบริวเวอรี่ ปรับเปลี่ยนไปจากเดิมพอสมควร
ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา สิงห์ เอสเตท เดินแผนเชิงรุกอย่างมากๆ เป็นหนึ่งในกิจการซึ่งจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ ดำเนินแผนการลงทุน ซื้อกิจการ เพื่อขยายสินทรัพย์อย่างรวดเร็ว เฉพาะสินทรัพย์ได้เติบโตกว่า 7 เท่าในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา (2557-2567) จากระดับ 11,288 ล้านบาท เป็น 72,540 ล้านบาท (รวบรวมจากข้อสนเทศตลาดหลักทรัพย์ฯ) รายได้ก็เพิ่มขึ้นมากทีเดียว แม้เป็นการเพิ่มจากฐานในระดับที่ต่ำมาก (เพียง 370 ล้านบาทในปี 2557 ไปทะลุ 15,000 ล้านบาทในปี 2567)
ตามหลังมาเพียง 5 ปี บริษัท เอส โฮเทล แอนด์ รีสอร์ท จำกัด (มหาชน) หรือ SHR ก่อตั้งขึ้น ตามแผนการปรับโครงสร้างธุรกิจ เพื่อเดินหน้าเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ (พฤศจิกายน 2562)
SHR “ประกอบธุรกิจโดยการถือหุ้นในบริษัทอื่น (Holding Company) ที่ดำเนินธุรกิจโรงแรมทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ” ลักษณะธุรกิจซึ่งระบุไว้ เน้นธุรกิจโรงแรม โฟกัสในแหล่งท่องเที่ยวสำคัญ
เป็นที่รู้กันว่า SHR คือกิจการซึ่งขยายตัวอย่างคึกคัก มีที่มาต่อเนื่องและแยกตัวมาจากบริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน)
หากย้อนกลับไปดูฉากแรกๆ บริษัท สิงห์ เอสเตท จำกัด (มหาชน) หรือ S เมื่อกระบวนการเข้าตลาดหุ้นเสร็จสิ้น มีดีลแรกๆ เป็นที่น่าสนใจ “มิถุนายน 2557 ที่ประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นบริษัทฯ มีมติอนุมัติแผนการรวมธุรกิจของบริษัทฯ กับ บริษัท สันติบุรี จำกัด … โดยการรับโอนกิจการทั้งหมด” (อ้างจากประวัติทางการ-www.singhaestate.co.th’)
สามารถเชื่อมโยงไปยังโรงแรมสันติบุรี เปิดบริการตั้งแต่ปี 2536 กิจการแรกๆ นอกเส้นทางบุญรอดบริวเวอรี่ ของสันติ ภิรมย์ภักดี เมื่อดูโครงสร้างผู้ถือหุ้น และคณะกรรมการ ทั้ง S และ SHR ร่องรอยเป็นมาตามนั้น
อักษรย่อ S ที่ว่า อาจหมายถึง สันติ ภิรมย์ภักดี ด้วยก็เป็นได้
