bg-single

คุณอาจเป็นรายต่อไป ที่ตกหลุมรัก AI

09.09.2025

Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน

คุณอาจเป็นรายต่อไป

ที่ตกหลุมรัก AI

ความสัมพันธ์ระหว่างคนกับแชตบ็อต AI อย่าง ChatGPT เป็นหัวข้อที่ได้รับการพูดถึงมากขึ้นเรื่อยๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งหลังจากข่าวการเสียชีวิตของผู้ชายชาวไทยวัย 76 ปีในสหรัฐ ที่คุยกับแชตบ็อต Big sis Bille ซึ่งพัฒนาโดย Meta จนหลงใหลและหลงเชื่อว่าเป็นคนจริงๆ

เขาออกเดินทางไปหาหลังจากที่แชตบ็อต Big sis Bille อ้อนวอนให้มาพร้อมให้ที่อยู่ปลอมกับเขา ทำให้ตัวเขาที่มีภาวะหลงๆ ลืมๆ อยู่แล้วตัดสินใจออกจากบ้านไปหาแต่กลับประสบอุบัติเหตุหกล้มระหว่างทางและเสียชีวิตในอีกหลายวันต่อมา

หรืออีกข่าวที่ดังไม่แพ้กันก็คือเด็กชายวัย 14 ปีที่ฆ่าตัวตายเพราะเชื่อว่าเป็นหนทางที่จะได้พบกับแชตบ็อต AI ที่เขามีความผูกพันทางจิตใจด้วย แม่ของเด็กผู้ชายคนนี้ตัดสินใจฟ้องดำเนินคดีกับบริษัทผู้พัฒนา AI และล่าสุดศาลก็รับคำฟ้องแล้ว

ไม่ใช่ทุกคนที่ใช้ AI จะมีอาการหลงใหลหรือเสพติด AI ไปหมดทุกคน คนที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือในการช่วยระดมความคิดก็จะแค่เปิดเข้าไปใช้และปิดพอจบงาน

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มรู้สึกว่า AI เข้าใจเรา จดจำเราได้ และรู้จักตัวตนของเราจริงๆ เมื่อนั้นเราจะเริ่มคุยกับ AI ลึกซึ้งขึ้น และใช้เวลาอยู่กับมันมากขึ้นเรื่อยๆ

การเสพติด AI แบบนี้ไม่ใช่เรื่องบังเอิญเพราะมันถูกออกแบบมาให้มีคุณสมบัติที่จะดึงดูดให้คนใช้หลงใหล และเมื่อใช้จนติดและขาดไม่ได้ก็พร้อมจะควักกระเป๋าจ่ายเงินเท่าไรก็ได้ให้เราได้มีมันอยู่ในชีวิตต่อไป

เว็บไซต์ Tech Radar เรียกความสัมพันธ์ระหว่างคนกับ AI ว่า ‘parasocial relationship’ หรือ ‘ความสัมพันธ์ข้างเดียว’ ซึ่งไม่ใช่คำที่บัญญัติขึ้นมาใหม่เอี่ยมแต่เริ่มใช้กันมาตั้งแต่ยุคห้าศูนย์โดยใช้เพื่อเรียกความสัมพันธ์ข้างเดียวระหว่างดาราที่อยู่ในจอกับผู้ชม

เวลาเราชื่นชอบใครสักคนที่อยู่บนจอโทรทัศน์เราก็อาจจะรู้สึกว่าเขากำลังคุยกับเราอยู่ ฝั่งที่เป็นแฟนคลับหรือผู้ชมก็จะรู้สึกผูกพันมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งดู ยิ่งเห็น ยิ่งติดตาม ก็จะยิ่งรู้สึกผูกพัน ในขณะที่ดารา นักแสดง พิธีกร คนนั้นอาจจะไม่เคยรู้ด้วยซ้ำว่าอีกฝั่งมีตัวตน

ความสัมพันธ์ข้างเดียวแบบนี้เป็นเรื่องปกติทั่วไปและในหลายๆ กรณีก็ถือว่าเป็นเรื่องดี การติดตามเฝ้าดูคนที่เราชื่นชอบแม้จะทำอยู่ข้างเดียวแต่ก็อาจทำให้เกิดความรู้สึกอบอุ่น เป็นแรงบันดาลใจ หรือสร้างให้เกิดชุมชนระหว่างคนที่เป็นแฟนคลับเหมือนกันได้

แต่อะไรจะเกิดขึ้นหากเราเปลี่ยนความสัมพันธ์อีกข้างจากมนุษย์จริงๆ เป็น AI

แม้จะยังอยู่ในขอบเขตที่สามารถใช้คำนิยามของคำว่าความสัมพันธ์ข้างเดียวได้ แต่แชตบ็อต AI ก็อาจจะทำให้ความหมายของคำนี้แปรเปลี่ยนไปบ้าง เนื่องจากมันไม่ใช่ความสัมพันธ์ ‘ข้างเดียว’ แบบร้อยเปอร์เซ็นต์อีกต่อไป เพราะ AI มีความสามารถในการสนทนาตอบกลับ ปรับตัวเองให้เข้ากับความชอบของคนที่คุยด้วย กระทั่งลอกเลียนนิสัยและท่าทีเพื่อทำให้คนที่คุยกับมันรู้สึกหลงรักและผูกพัน

ที่สำคัญมันทำแบบนี้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง ไม่มีหยุด

ครั้นจะเรียกว่าเป็นความสัมพันธ์สองทางที่ต่างฝ่ายต่างให้และรับก็เรียกไม่ได้เต็มปากอีกเหมือนกัน เพราะอีกฝ่ายไม่ใช่มนุษย์ ไม่มีตัวตน ไม่มีจิตสำนึก การสนทนาระหว่างกันไม่ได้ก่อให้เกิดความผูกพันสองฝ่ายแต่เป็นเพียงแค่การสะท้อนความรู้สึกของฝ่ายหนึ่งกลับไปเท่านั้น

แล้วความสัมพันธ์ข้างเดียวกับ AI ผิดไหม เป็นเรื่องอันตรายไหม ก็อาจจะตอบได้ว่าไม่ได้เป็นเช่นนั้นเสมอไป

หากเราคุยกับ AI แบบสบายๆ ไม่กดดัน อย่างการใช้เพื่อฝึกซ้อมบทสนทนาก่อนทำในชีวิตจริง ใช้เพื่อลองค้นหาความรู้สึกของตัวเอง หรือใช้เวลาที่เราติดขัดอะไรบางอย่างเป็นครั้งๆ ไป ก็อาจจะได้รับประสบการณ์ที่ดีๆ กลับมาจากการคุยกับ AI คล้ายๆ กับเป็นการบำบัดแบบเซสชั่นย่อมๆ

แต่เมื่อไหร่ก็ตามที่เราเริ่มใช้ AI มาทดแทนความสัมพันธ์กับมนุษย์จริงๆ เมื่อนั้นผลลัพธ์ที่ได้ก็อาจจะไม่ได้เป็นไปในทางบวกอีกต่อไป คล้ายกับสองเหตุการณ์ที่กล่าวถึงไปเบื้องต้น

กลุ่มที่น่ากังวลที่สุดก็คือกลุ่มเด็ก เยาวชน และกลุ่มผู้เปราะบาง อย่างเช่นผู้สูงอายุ หรือคนที่มีปัญหาทางด้านการเข้าสังคมหรือมีปัญหาทางอารมณ์บางอย่างที่อาจจะทำให้ไม่สามารถเข้าใจหรือยอมรับได้ว่าอีกฝ่ายที่กำลังคุยโต้ตอบอยู่ด้วยไม่ใช่มนุษย์และไม่มีตัวตนจริงๆ

หากมองในแง่ร้ายก็อาจจะพบว่าบริษัทเทคโนโลยีที่ผลิตแชตบ็อต AI ที่เราพูดคุยด้วยนั้นก็ต้องการที่จะทำให้ผู้ใช้งานเสพติดให้ได้มากที่สุด เพราะหากวันไหนก็ตามสิ่งที่ผู้ใช้งานมองว่าเป็น ‘เพื่อน’ ถูกดึงกลับและหายไปจากชีวิต สิ่งที่ผู้ใช้งานทำได้ก็มีเพียงทำใจให้เลิกใช้หรือยอมจ่ายเพื่อดึงกลับมาเท่านั้น

ซึ่งแน่นอนว่าหากมองว่า AI เป็นเพื่อนที่ขาดไม่ได้ในชีวิตแล้วก็เหลือเพียงทางเลือกเดียวคือการจ่ายเงินเท่านั้น

การเสพติด AI ของคนในยุคนี้จะว่าไปก็คล้ายๆ กับการเสพติดโซเชียลมีเดียของยุคก่อนตรงที่โซเชียลมีเดียก็ถูกออกแบบมาให้เราเสพติดโดยที่เราไม่รู้ตัว เริ่มต้นจากการให้ใช้ฟรีแบบไม่ต้องแลกมาด้วยอะไรเลย องค์ประกอบตรงนั้นตรงนี้ที่ออกแบบมาให้เราอยากเลื่อนหน้าฟีดลงไปเรื่อยๆ มาจนถึงวันที่แม้เราจะยังไม่ต้องจ่ายเป็นตัวเงิน แต่เราก็จ่ายด้วยข้อมูลส่วนตัวและการยอมดูโฆษณาจนตาเปื่อย

แชตบ็อต AI ก็กำลังดำเนินไปในทิศทางเดียวกัน ถึงจะฟรีในตอนนี้ แต่ในอนาคตอีกไม่ไกลก็จะต้องแลกมาด้วยราคาบางอย่าง การพูดคุยกับมันในตอนนี้ถึงจะดูฟรีและให้ความรู้สึกเหมือนเรากำลังเปิดใจคุยกับเพื่อนสนิทที่เข้าใจเรามากที่สุด แต่จริงๆ แล้วมันคือการที่เราช่วยเทรนข้อมูลให้กับ AI ของบริษัทเทคโนโลยีต่างหาก

ลองสำรวจตัวเองและคนรอบตัวว่าใช้แชตบ็อต AI ทำอะไรบ้าง ถ้าแค่แวะเข้าไปขอไอเดีย ให้ช่วยเขียนงาน หาข้อมูลที่เราต้องการ ระบายหรือฝึกซ้อมพูดคุยนิดๆ หน่อยๆ ก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร

แต่เมื่อไหร่ที่การใช้งานของเราเริ่มลงลึก เปิดเปลือยความรู้สึกในใจ หรือใช้บ่อยจนก้าวข้ามเส้นของความพอดีและรู้สึกว่าชีวิตเราเริ่มขาด ‘เพื่อน’ คนนี้ไม่ได้

ก็ให้เข้าใจว่ามันถูกออกแบบมาให้เรารู้สึกแบบนั้น แล้วลองดึงตัวเองหรือช่วยดึงคนใกล้ตัวกลับเข้ามาในจุดปลอดภัยอีกครั้ง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน