จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร
คําว่า ‘ใจ’ นอกจากมีความหมายตรงไปตรงมา เช่น ดีใจ เศร้าใจ กลุ้มใจ แค้นใจ ฯลฯ
ยังมีความหมายโดยนัย หรือความหมายเปรียบเทียบ ต้อง ‘ตีความ’ หรือหาความหมายแท้จริงซึ่งแฝงเร้นในข้อความที่อ่านหรือฟังนั้นเสียก่อน จึงจะเข้าใจ
วรรณคดีเรื่อง “ลิลิตพระลอ” สมัยอยุธยา ใช้คำว่า ‘ใจแจ่มฟ้า’ ตอนที่สองพี่เลี้ยง คือ นางรื่นนางโรยเชิญพระเพื่อนพระแพงเสด็จเข้าที่ แล้วให้นางกำนัลทั้งหลายไปชมนกชมไม้ในสวน โดยอ้างว่าถ้าขืนพวกนางอยู่ต่อไปจะรบกวนการบรรทมของพระราชธิดา นางทั้งคู่จะอยู่เฝ้าเอง
เมื่อบรรดานางกำนัลไปแล้ว นางรื่นนางโรยก็ปิดประตูทุกบาน และทูลเชิญพระเพื่อนพระแพงเสด็จเข้าชั้นในไปพบชายที่นางต่างตั้งตารอ
ถึงจะสมใจปรารถนา แต่เกิดความขัดแย้งละอายใจว่าไม่เหมาะสม
สภาพของพระราชธิดาทั้งสองจึงเป็นดังที่กวีบรรยายว่า
“๏ สองอ่อนใจแจ่มฟ้า ฟังพี่เลี้ยงเชิญช้า
ซ่อนช้าอายใจ ฯ”
ความหมายคือ ทันทีที่พระเพื่อนพระแพงได้ฟังคำเชิญของสองพี่เลี้ยงให้เสด็จเข้าไปข้างในซึ่งเป็นที่ไม่สมควร เนื่องจากมีพระลอ ชายในดวงใจรออยู่ (คำว่า ‘ช้า’ ในที่นี้ หมายถึง ชั่วช้า ต่ำช้า เลวทราม) ทั้งสองนางแม้มี ‘ใจแจ่มฟ้า’ หรือใจใสสว่างดังท้องฟ้าที่ปราศจากเมฆ หมายถึงรู้สึกสุขสมหวังอย่างสุดประมาณได้ ก็ยังละอายใจ พยายามซ่อนความยินดีไว้โดยบ่ายเบี่ยงว่า น้องไม่เคยรู้เรื่องอย่างนี้ ทั้งอายทั้งกลัวระคนกัน
“๏ พี่เอยแต่น้อยเกิด ตนมา
บห่อนเคยเดียงสา สักน้อย
จักไป่ดั่งฤๅนา วานช่วย ราพี่
อายเร่งอายค้อยค้อย หนึ่งไสร้เผือกลัว ฯ”
น่าสังเกตว่า ‘ไข้ใจ’ เป็นคำที่กวีหลายสมัยนิยมใช้ เนื่องจากสั้นกระชับ ความหมายจับใจ
ดังจะเห็นได้จาก “ลิลิตพระลอ” ตอนที่พระเพื่อนพระแพงรู้ข่าวความสง่างามของกษัตริย์หนุ่มเมืองสรวงจากเสียงร่ำลือยอโฉม ‘ดินฟ้าชมบรู้แล้ว โฉมพระลอเลิศแก้ว กว่าท้าวแดนดิน แลนา ฯ’ ใจก็ปรารถนาอย่างแรงกล้าอยากพบพระลอ สองนางเอาแต่เก็บตัว ไม่ยอมออกจากห้องเลย นางรื่นนางโรยพี่เลี้ยงจึงพากันไปเยี่ยม พบว่าพระราชธิดาทั้งสองหน้าตาหม่นหมองไม่สดชื่นราวป่วยไข้ก็ไม่ปาน จึงทูลถามถึงสาเหตุ ‘หมองดั่งนี้ข้าไหว้ บอกข้าขอฟัง หนึ่งรา ฯ’
พระเพื่อนพระแพงตอบว่า
“๏ ผิวไข้พูนพยาธิไซร้ ยาหาย ง่ายนา
ไข้หลากทั้งหลายใคร ช่วยได้
ไข้ใจแต่จักตาย ดีกว่า ไส้นา
สองพี่นึกในไว้ แต่ถ้าเผาเผือ ฯ”
ความหมายคือ ถ้าเป็นไข้ธรรมดา แม้จะมากมายแค่ไหนก็สามารถรักษาให้หายได้ง่าย แต่ไข้นี้ใครก็ช่วยไม่ได้ เพราะเป็น ‘ไข้ใจ’ มีแต่จะตายสถานเดียว พี่จงคิดเตรียมการคอยเผาศพเราทั้งสองเถิด
คำว่า ‘ไข้ใจ’ คือ อาการไม่สบายเนื่องจากผิดหวังเรื่องรัก รักไม่สมหวังดังต้องการ จะเรียกว่า ตรอมใจเพราะรักเป็นพิษ หรือระทมใจเพราะผิดหวังจากความรักก็ได้เช่นกัน ในที่นี้เปรียบความรักกับพิษไข้ที่สามารถกระจายทั่วร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ไข้ใจอันเนื่องมาจากโรครักยิ่งทวีความร้อนรนกระวนกระวายให้เพิ่มขึ้นมากมายหลายเท่า ทั้งยังมีระยะเวลายาวนาน ทำให้พระเพื่อนพระแพงต้องทนทรมานอยู่กับความทุกข์อันยาวนานนั้น
วรรณคดีเรื่องนี้ใช้ทั้งคำว่า ‘ไข้ใจ’ และ ‘ใจไข้’ ดังตอนที่พระลอถามนางรื่นนางโรยถึงพระเพื่อนพระแพงว่าทรงอยู่เป็นสุขหรืออย่างไร สองพี่เลี้ยงทูลว่าพระราชธิดาทั้งสองนั้นร่างกายไม่เจ็บไข้ก็จริง แต่ทรงเป็นไข้ใจ เศร้าสร้อยคิดถึงแต่พระลอ
“๏ สองจอมใจอ่อนไท้ องค์บ่ไข้ใจไข้
ละห้อยโหยหา ท่านนา ฯ”
คําว่า ‘ไข้ใจ’ นอกจากวรรณคดีสมัยอยุธยาแล้ว ยังมีสมัยรัตนโกสินทร์ ดังจะเห็นได้จากพระราชนิพนธ์บทละครรำเรื่อง “อิเหนา” ดังตอนที่สังคามาระตาเหน็บแนมกระทบย่าหรันเรื่องนางเกนหลงหนึ่งหรัดที่ย่าหรันหลงรัก
“ดูน้องก็น่าปรานี ผ่ายผอมดังมีโรคา
แม้นว่าเป็นโรคอื่นไกล จะไม่พอเป็นไรนักหนา
อันไข้ใจนี้สุดปัญญา ที่จะรักษาพยาบาล”
ความรักเมื่อเกิดขึ้นแก่ผู้ใด ย่อมทำให้ผู้นั้นร้อนรนกระวนกระวาย ยิ่งถ้าเป็นความรักที่ดูแล้วยากจะสมหวัง ความทุกข์กังวล ความหวาดระแวง ขาดความมั่นใจ ยิ่งทำให้กลัดกลุ้มใจไร้สุข อาการของผู้ตกในห้วงรักเช่นย่าหรันจึงเปรียบได้กับอาการของคนที่เป็นไข้ใจ ไม่มียาใดแก้ไขให้ทุเลาได้ นอกจากนางเกนหลงผู้เป็นต้นเหตุให้เกิดความรักนั้น
‘ไข้ใจ’ จึงเกิดแก่คนได้ไม่จำกัดเพศ ไม่ว่าจะเป็นพระเพื่อนพระแพง หรือย่าหรันก็ตาม
อย่างไรก็ดี ถ้อยคำสำนวนเกี่ยวกับ ‘ใจ’ ไม่จำเป็นต้องเกี่ยวกับ ‘คน’ เท่านั้น ที่เกี่ยวกับ ‘เมือง’ ก็มี อย่างคำว่า ‘ใจเมือง’ คำนี้มีความหมายลึกซึ้งจับใจ เปรียบว่าบ้านเมืองมีจิตใจมีความรู้สึกเหมือนกับคน ดังจะเห็นได้จากตอนที่ปู่เจ้าสมิงพรายทำพิธีปราบผีและเทพยดาเมืองสรวงของพระลอ ขณะที่ผีข้าศึกทำให้เกิดไฟไหม้ ท้องฟ้ามีแต่ควัน เกิดผลตามมาคือ
“ผีแดนทนทานยาก จึ่งฝากข่าวแก่ลม กึกก้องอมพรมี่ ลัดพลัดปรี่ปรึงมา บอกแก่เทพดาเสื้อเมือง ฟ้าหล้าเหลืองอุบาทว์ อากาศคลุ้มเป็นควัน ฟ้าเครงครรชิตผ่า”
เมื่ออำนาจเวทมนตร์ร้ายกาจเสียจนผีรักษาแดนสรวงมิอาจต้านทานไหวจึงฝากข่าวไปกับลม เกิดเสียงดังก้องฟ้า ลมรีบนำข่าวมาแจ้งพระเสื้อเมือง ขณะนั้นท้องฟ้าและแผ่นดินแลดูเหลือง เป็นเครื่องหมายอุบาทว์บอกถึงความจัญไร อากาศหม่นมัวเกิดควันคลุ้มไปทั่ว ทันทีที่ฟ้าผ่าเสียงก้องกัมปนาท สิ่งที่เกิดขึ้นแก่บ้านเมืองเป็นดังที่กวีบรรยายว่า
“ใจเมืองบ่าดังจะผก หัวอกเมืองดังจะพัง เทพดาฟังฟฟั่น ตกใจสั่นระรัว กลัวฤทธิ์พระปู่ ผู้มีเดชเกรียงไกร” (ผก = ตก หกลง)
หมายความหมายว่า หัวใจเมืองดังจะพลิกคว่ำ อกเมืองราวกับจะพังทลาย เทพยดารักษาเมืองได้ฟังก็หวาดกลัวตัวสั่นงันงก ตื่นตระหนกจนใจไหวระรัว เกรงกลัวฤทธานุภาพของปู่เจ้าสมิงพรายผู้มีพลังอำนาจยิ่งใหญ่
ทั้ง ‘ใจเมือง’ และ ‘อกเมือง’ คือสิ่งเดียวกัน สื่อถึงบ้านเมืองว่ามีชีวิตจิตใจ มีอารมณ์ความรู้สึกไม่ต่างจากผู้คน เมื่อใดมีเหตุร้ายเกิดขึ้น เมื่อนั้นบ้านเมืองก็หวั่นไหวจากผลกระทบนั้นอย่างไม่มีทางหลีกเลี่ยง
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
