กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น
แผนที่ภาษีทรัมป์นี้
สำหรับรัฐบาลอนุทิน
ผมเห็น “แผนที่โลกว่าด้วยภาษีทรัมป์” นี้แล้วก็ต้องนั่งลงพินิจพิเคราะห์อย่างจริงจัง
เพื่อตอบคำถามว่าไทยเราจะเอายังไงดี?
และเป็นโจทย์ใหญ่สำหรับรัฐบาลที่มีนายกฯ ชื่ออนุทิน ชาญวีรกูล
ทีมเศรษฐกิจในคณะรัฐมนตรีใหม่จะวางยุทธศาสตร์สู้ทรัมป์อย่างไรเป็นเรื่องใหญ่
สัจธรรมแต่ไหนแต่ไรบอกว่าในโลกนี้มีสองสิ่งที่แน่นอน : ความตายกับภาษี
แต่พอเป็น “ภาษีทรัมป์” มันไม่ใช่แค่เรื่องเก็บเงินเข้าคลัง
แต่มันกลายเป็นอาวุธประจำกายที่เจ้าของผมทองใช้สะบัดไปทั่วโลก
เสมือนขวานฟ้าฟาดดินที่ฟันลงมาเมื่อไหร่ มีแต่คนต้องก้มหน้าแบกรับกันจ้าละหวั่น
“แผนที่ภาษีศุลกากร” ที่สหรัฐ ภายใต้โดนัลด์ ทรัมป์ เพิ่งปล่อยออกมา ก็ทำให้หลายประเทศอ้าปากค้างเหมือนเห็นบิลค่าไฟพุ่งขึ้น 5 เท่าในคืนเดียว
เพราะมันไม่ใช่แค่ตัวเลขบนกระดาษ แต่มันคือ “แผนผังใหม่ของระเบียบเศรษฐกิจโลก”

พอค่อยๆ ไล่ไปทีละประเทศก็สรุปได้อย่างน่าตกใจว่า ศัตรูโดนหนักแต่เพื่อนก็ไม่เว้น!
บราซิลกับอินเดีย โดนไปเต็มๆ 50%
นี่ไม่ใช่ภาษีแล้ว แต่มันคือ “ค่าปรับ” มากกว่า
เรียกว่าเจ็บจุกจนต้องคิดใหม่ว่าจะยังส่งออกเข้าสหรัฐอยู่ไหม
แคนาดา เพื่อนใกล้ชิดสนิทสนมจนเคยเรียกเป็นคนบ้านเดียวกันก็โดนเข้าไป 35%
อารมณ์ประมาณว่า “อยู่บ้านเดียวกันแต่ขอเก็บค่าเช่าแพงหน่อยนะ”
ส่วนจีน คู่แข่งหมายเลขหนึ่ง โดนจัดไป 30% เต็มๆ แบบล็อกเป้า
ยุโรปโดยเฉลี่ย 15% แต่สวิตเซอร์แลนด์โดนพิเศษ 39% แบบไม่รู้ว่าผิดใจเรื่องอะไร
สงสัยเพราะนาฬิกาสวิสในสหรัฐแพงเกิน?
เม็กซิโกนี่ก็น่าขัน โดน 25% แต่ได้ “ยกเว้นชั่วคราว”
เหมือนร้านค้าเปิดใหม่ที่เจ้าของตลาดให้เช่าฟรีเดือนแรก เดือนหน้าค่อยว่ากัน
เท่ากับว่าโลกกลายเป็นตลาดนัดที่ทรัมป์เป็นเจ้าของ
ลองจินตนาการว่าโลกทั้งใบเหมือนตลาดนัดยักษ์ ทรัมป์คือเจ้าของตลาด เขียนป้ายค่าเช่าตามอารมณ์แต่ละวัน
ใครอยากตั้งร้านก็ต้องทำใจ บางร้านโดนเก็บหนัก บางร้านได้โปรโมชั่น แต่ไม่มีใครรู้ว่าอาทิตย์หน้าป้ายราคาจะเปลี่ยนเป็นเท่าไร
บราซิลกับอินเดียคือร้านใหญ่หน้าโซน โดนค่าเช่าแพงสุด
แคนาดาคือร้านข้างๆ ที่เคยคิดว่าซี้กับเจ้าของตลาด สุดท้ายก็ไม่รอด
ยุโรปเหมือนร้านขายของแบรนด์หรู โดนบวกเพิ่มเพราะ “เอ็งรวยไปหน่อย”
เม็กซิโกได้สิทธิเปิดบูธฟรี แต่เดี๋ยวอีกไม่นานอาจถูกเก็บย้อนหลัง
คำถามใหญ่ของคนทั้งโลกคือ : โลกจะเดินไปทางไหน?
สัญญาณแรกคือโลกอาจกลับสู่ยุคสงครามเย็นการค้า
ทุกคนต้องเลือกข้าง จะเอาฝั่งสหรัฐ หรือฝั่งจีน-รัสเซีย-อินเดีย
ที่ชัดเจนก็คือห่วงโซ่อุปทานถูกรื้อครั้งใหญ่
โลกกลายเป็นโต๊ะเจรจาถาวร – ทุกประเทศต้องกลายเป็นเซียนต่อรอง ไม่งั้นของจะขายไม่ออก
คำถามใหญ่สำหรับเราคือแล้วไทยอยู่ตรงไหน?
ไทยไม่ใช่เป้าหมายตรง ๆ ของทรัมป์ แต่อย่าได้ตายใจเพราะแรงสะเทือนจากห่วงโซ่อุปทานกระแทกเต็มๆ
ข้อดี คือเราอยู่ในภูมิภาคที่กำลังเป็นที่โปรดปราน นักลงทุนอยากย้ายโรงงานหนีจีนมาอาเซียน
ข้อเสีย คือเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการส่งออกมากเกินไป (กว่า 60% ของ GDP)
ถ้าโดนลูกหลงก็มีสิทธิ์วูบ
ถ้างั้น ไทยควรวางตัวอย่างไรในตลาดนัดทรัมป์?
ทางเลือกแรกคือเหยียบเรือสองแคม – จับมือทั้งสหรัฐและจีน อย่าเทไปฝั่งเดียว
รีบขายจุดแข็งเป็น “โรงงานสำรอง” – ถ้าใครไม่อยากเจอภาษีจีน ก็ชวนมาเปิดโรงงานในไทย
และต้องไม่เร่งทำ FTA เป็นเกราะกำบัง – ต้องเร่งเจรจาข้อตกลงการค้าเสรีมากขึ้น เพื่อเป็นกันชนแรงกระแทก
แต่ที่ต้องไม่ลืมเป็นอันขาดคือต้องปั้นนักการทูตเศรษฐกิจรุ่นใหม่
เพราะนักเจรจาต้องเก่งกว่าเดิม ไม่ใช่แค่อ่านโพย แต่ต้องเข้าใจเกมโลก
ยุทธศาสตร์ที่พลาดไม่ได้คือต้องเชื่อมภูมิภาค – สร้างตลาดกันชนกับ CLMV และอาเซียนให้แน่น
เพราะไม่ว่าจะมองอย่างไร กำแพงภาษีของทรัมป์คือระเบิดที่โยนลงกลางโต๊ะอาหารโลก
ใครนั่งโต๊ะเดียวกันก็โดนเศษชิ้นส่วนไปตามๆ กัน ไม่ว่าคุณจะเป็นเพื่อนแท้หรือศัตรูตัวฉกาจ
ไทยไม่ควรนั่งรอให้เศษชิ้นส่วนปลิวมาหา ต้องรีบลุกขึ้นหาที่ใหม่ หาทางต่อรอง และจัดทัพเศรษฐกิจให้พร้อม
เพราะตลาดนัดทรัมป์ไม่ได้มีวันปิด ทุกเช้าจะมีป้ายราคาใหม่แขวนอยู่เสมอ
ใครปรับตัวไวก็ขายของได้ ใครมัวแต่บ่นว่า “เมื่อก่อนมันไม่ใช่แบบนี้” ก็คงต้องเก็บร้านกลับบ้าน
อีกทั้งต้องไม่ลืมว่าตัวเลข 19% นั้นเป็นแค่หน้ากาก แต่เบื้องหลังคือ “ไม้บรรทัดทรัมป์” ที่ยืดหดได้
เรื่องของเรื่องจึงไม่ได้จบที่ตัวเลข 19% แต่มันอาจจะเป็นเกมโชว์ที่พิธีกรชื่อทรัมป์มีสิทธิ์เปลี่ยนกติกากลางอากาศได้ทุกวินาที
ตัวเลขคือของหวาน แต่ของจริงคือ “เงื่อนไข”
เอาเข้าจริงๆ 19% ที่เห็นนั่นคือ “อาหารเรียกน้ำย่อย” เท่านั้น
ของจริงคือเมนูหลักหรือ main course ที่เรียก “สินค้าสวมสิทธิ์” หรือ transshipments และ “ถิ่นกำเนิดสินค้า” หรือ Rules of Origin
ถ้าส่งออกจากไทยเผลอมีน็อตสักตัวมาจากจีน สหรัฐก็พร้อมจะชูป้ายแดงขึ้นมาแล้วบอกว่า “เฮ้ย นี่มันของจีนในคราบไทยนะครับคุณผู้ชม เพิ่มภาษีอีกทีเป็น 40%”
ถ้ามีหลักฐานไม่ชัดเจนว่า Made in Thailand จริงๆ ท่านผู้ยิ่งใหญ่ทรัมป์ก็สามารถกดปุ่ม “X” แล้วบังคับให้เราไปต่อคิวใหม่
แล้วยังมีประเด็นเปิดทางให้สินค้าสหรัฐเข้าไทยด้วยภาษี 0% แต่ต้องระวัง “ของฟรี” อาจแพงที่สุด
การที่ไทยยอมเปิดประตูให้สินค้าหลายชนิดจากสหรัฐเข้ามาแบบภาษี 0% ฟังดูดีใช่ไหม?
แต่ลองวาดภาพ : ข้าวโพดสหรัฐ รถแทรกเตอร์ยักษ์ หรืออาหารสุนัขนำเข้าบุกตลาดแบบไร้ภาษี แล้วลองถามว่าเกษตรกรไทย คนเลี้ยงวัว หรือผู้ผลิตอาหารสัตว์บ้านเรา จะยิ้มออกหรือเปล่า
มันเหมือนเรายกเวทีหมอลำให้วงอเมริกันคันทรีขึ้นมาเล่นฟรี แล้วให้หมอลำบ้านเรายืนตบมืออยู่ข้างเวทีเฉยๆ
คําถามใหญ่ที่ไม่มีใครตอบได้คือ รัฐบาลไทยจะทำยังไงต่อ ถ้าอุตสาหกรรมบางกลุ่มโดนถล่มเละ? จะมีเงินอุดหนุน? จะปรับโครงสร้างการผลิต?
หรือจะปล่อยให้ชาวบ้านเอาตัวรอดแบบ “อดทนไว้ เดี๋ยวก็ชิน”
เพราะถ้าปล่อยไปเรื่อยๆ ไม่แน่ว่าอีกไม่กี่ปี สินค้าไทยบางอย่างอาจเหลืออยู่แค่ใน “งานวัด” แต่ในห้างสรรพสินค้าจะเต็มไปด้วยป้าย “Made in USA – Tax Free”
อีกประเด็นที่มองข้ามไม่ได้เลยคือ ภาษีทรัมป์ไม่ได้แค่บังคับให้เราจ่ายแพงขึ้น แต่ยังแฝงคำถามว่า “คุณอยู่ข้างใคร?”
ถ้าไทยยังเดินเชือกคาบลูกคาบดอกระหว่างจีนกับสหรัฐ สุดท้ายทรัมป์ก็จะใช้ภาษีเป็นปืนกดขมับว่า “เลือกเลย จะเอาภาษีถูก หรือจะคบเพื่อนจีนต่อ?”
นี่คือการเมืองโลกแบบ reality show
ถ้าไทยยังอยากนั่งร่วมในรายการ ก็ต้องยอมเล่นตามบท แม้บทนั้นอาจจะไม่ถูกใจผู้ชมบ้านเราเลยก็ตาม
ทางออกเฉพาะหน้าคือเราจึงต้องสร้างความสามารถในการต่อรองให้หนัก โดยไม่ยอมให้ทรัมป์ “เขียนโจทย์ใหม่” โดยที่เราไม่ได้อ่านข้อสอบ
ระยะกลางๆ เราต้องหาของที่ไทยทำได้เองจริงๆ แล้วบอกทั้งโลกว่า “ของไทยแท้ ไม่แอบเอาจากจีน”
แต่ระยะยาวเราต้องกระจายตลาด ไม่ทุ่มหมดหน้าตักกับสหรัฐหรือจีนอย่างเดียว
ภาษีทรัมป์ไม่ใช่ “สมการง่ายๆ” ว่าประเทศนี้โดนกี่เปอร์เซ็นต์ แต่มันคือ ละครเวที ที่ผู้กำกับฯ ชื่อทรัมป์สามารถเปลี่ยนบท เปลี่ยนฉาก หรือไล่นักแสดงออกกลางคันได้ตลอดเวลา
ไทยจึงต้องหยุดคิดแค่ว่า “เราจะเสียกี่เปอร์เซ็นต์” แล้วหันมาถามว่า “เราจะอยู่บนเวทีนี้ต่อไปยังไง โดยไม่โดนนักเลงหัวไม้ระดับโลกไล่ลง?”
