bg-single

‘ผีใช้ได้ค่ะ’ การเมืองไทยในทฤษฎี ‘ผีนิยม’

16.09.2025

ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

ในที่สุดหมากรุกการเมืองไทยก็ยุติการเล่นในรอบของนายกรัฐมนตรีหญิงคนที่สอง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ซึ่งอายุน้อยที่สุด (38 ปี) ไปด้วยเวลาในทำเนียบไทยคู่ฟ้าเพียง 320 วัน

สาเหตุของการหมดอายุมาจากคำตัดสินของศาลรัฐธรรมนูญต่อข้อกล่าวหาว่า “ผิดจริยธรรมร้ายแรง” ทำให้ความเป็นนายกรัฐมนตรีเฉพาะตัวเป็นอันสิ้นสุด

เมื่อเพื่อนเก่าจากอเมริกาปีเตอร์และคลาราโทร.คุยกับเราเมื่อคืนนี้ เขาถามว่าอ่านข่าวจากสำนักข่าวอัลจาซีราแล้วก็ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องการเปลี่ยนและเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่ของไทย

ผมจึงค่อยๆ ลำดับความและทำคำอธิบายที่ง่ายๆ และเข้าใจได้ด้วยสามัญสำนึกของคนทั่วไป

แต่เมื่อทำแล้วก็พบว่าทั้งคำอธิบายและเหตุผลที่ให้ไปนั้นไม่ง่ายและเข้าใจได้ในสามัญสำนึกของคนอื่นทั่วไป

ปฏิเสธไม่ได้ว่าคนทั่วไปต่างก็มีวิธีคิดและวิธีรับรู้รวมถึงอธิบายพฤติกรรมและการกระทำของคนอื่นในสังคมที่ถูกกำหนดและกล่อมเกลามาด้วยโลกทรรศน์และชีวทรรศน์อันเป็นลักษณะร่วมของสังคมนั้นๆ

บางเรื่องบางคำอธิบายก็อาจเหมือนหรือคล้ายกับของสังคมอื่นๆ ในโลก

แต่หลายเรื่องและหลายคำอธิบายก็ไม่สอดคล้องหรือเข้ากันได้กับกรอบอธิบายของสังคมอื่นๆ

เรื่องการยุติตำแหน่งนายกรัฐมนตรีและอีกหลายตำแหน่งทางการเมืองโดยเฉพาะที่มาจากการเลือกตั้งทั่วไปของประชาชน เป็นเรื่องที่เข้าใจยากสำหรับคนในสังคมการเมืองประชาธิปไตยเสรีอย่างในอเมริกาและยุโรป

เพราะด้วยหลักการอันเดียวคือผู้แทนที่ประชาชนเลือกตั้ง ควรออกจากตำแหน่งด้วยอำนาจของประชาชนเท่านั้น

แน่นอนย่อมไม่อาจมาจากอำนาจของสถาบันตุลาการโดยเฉพาะที่มาจากการแต่งตั้งโดยอำนาจนอกระบบอีก

ผมลองคิดเป็นการบ้านว่า หากต้องไปสอนและบรรยายให้นักศึกษาฟังเรื่องประวัติศาสตร์การเมืองไทย ควรจะเล่าและเดินเรื่องอย่างไร

ที่ผ่านมาเรามักใช้แนวพินิจแบบการสร้างระบอบประชาธิปไตยเป็นแกนเรื่อง

เริ่มจากการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 เหตุปัจจัยอะไรนำไปสู่การสร้างและสถาปนาระบอบประชาธิปไตย และเหตุปัจจัยอะไรที่ขัดขวางกระทั่งทำลายการสร้างนั้นลงไป

แนวการบรรยายและศึกษาแบบนี้ทำมาหลายปี จนเบื่อเพราะยิ่งพูดไปก็ยิ่งไม่น่าเชื่อถือ เนื่องจากหลักฐานอันเป็นที่ประจักษ์ส่วนใหญ่เดินหน้าไปในทิศทางตรงกันข้ามกับแกนเรื่องของเราตลอดมา

ผมหันไปมองเพื่อนนักวิชาการที่ทำวิจัยและศึกษาในด้านอื่นๆ เช่น มานุษยวิทยา สังคมวิทยา รัฐศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ เพศสภาพและปรัชญาภาษาวรรณคดี

พวกเขาไม่มีปัญหาในเรื่องแกนกลางในการศึกษาเพราะไม่ต้องยุ่งเกี่ยวกับหมากรุกการเมืองรวมทั้งผลของมันแต่อย่างใด

จะพูดจะคิดอะไรก็ฟังดูน่าตื่นเต้นและน่าติดตามฟัง ทั้งยังสนทนาแลกเปลี่ยนกับนักวิชาการต่างประเทศได้อย่างไร้รอยต่อ

เลยทำให้คิดว่าอาจถึงเวลาต้องเลิกวิธีการศึกษาแบบมีแกนเรื่องในการสร้างระบอบประชาธิปไตยเสียที

เร็วๆ นี้ผมอ่านเจอความคิดเห็นในหน้าโซเชียลมีเดียซึ่งถูกส่งเข้ามาโดยอัลกอริธึ่มที่ผมไม่ได้มีส่วนดำเนินการ

แต่มันมาโดยการอาศัยความเป็น “เจ้าของ” ข้อมูลส่วนตัวของผมที่แสดงปรากฏอยู่ในหน้าเฟซบุ๊กและทวิตเตอร์ทุกครั้งที่ผมแสดงทรรศนะลงไป แล้วจากนั้นก็ส่งข้อความที่เกี่ยวเนื่องกับทรรศนะผมมาให้แทบทุกวัน

คราวนี้เป็นข้อคิดเห็นเรื่องระบอบการเมืองไทยของ HNELSON ซึ่งผมรู้จักว่าเป็นอาจารย์ชาวต่างชาติสอนรัฐศาสตร์ในมหาวิทยาลัยในไทย

ผมชอบความคิดเขาเลยขอยืมมาเป็นตัวอย่างในบทความผม

เขาเสนอแนวคิดที่ท้าทายการพินิจการเมืองไทยให้ต่างไปจากกรอบจารีตเดิมที่ไม่มีใครเชื่ออีกแล้ว

นั่นคือว่าปัญหาหลักของระบอบการเมืองไทยอยู่ที่ปัญหาความมั่นคง (security) และเสถียรภาพ (stability) ใช่หรือไม่

ถ้ารับว่าใช่มันแสดงออกอย่างไร

ตรงนี้คือคำอธิบายที่พิสดารของเขาซึ่งแตกต่างจากของคนอื่น

กล่าวคือ ภายในระบอบการเมืองเอง อันได้แก่ การต่อสู้ทางการเมือง ความไม่ต่อเนื่องทางนโยบาย ความเชื่อถือของประชาชนในระบบ ความเชื่อถือของคนในนักการเมืองและพรรคการเมือง ความเชื่อมั่นว่าประชาธิปไตยเป็นรูปแบบการปกครองที่ดีที่สุดเป็นต้น

ในการปฏิบัติการระบอบการเมืองจำเป็นต้องมีระบบปฏิบัติการมาช่วยงานด้วย เช่น ระบบเศรษฐกิจ กฎหมาย หรือในทางระหว่างประเทศ เช่น ความสัมพันธ์กับกัมพูชา ภาษีทรัมป์ การลงทุนจากต่างชาติ

ปัญหาเหล่านี้ไม่อาจปฏิบัติการได้อย่างดีหากกระบวนการทางการที่เป็นสถาบันถูกแทรกแซงโดยผู้เล่นที่เป็นฝ่ายชนชั้นนำจารีต หรือการที่บทบาทของสถาบันตัวช่วยที่ไม่อาจทำหน้าที่ในทางปฏิบัติได้อย่างแท้จริงด้วยเหตุปัจจัยในตัวมันเอง

ทั้งหมดนั้นคือการมีช่องว่างระหว่างโครงสร้างที่เป็นทางการที่ไม่อาจปฏิบัติหน้าที่ได้กับฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้งในด้านหนึ่ง และการปฏิเสธการกลับมาของความสัมพันธ์ที่ไม่เป็นทางการระหว่างผู้เล่นจากกลุ่มผู้นำจารีตในอีกด้านหนึ่ง

ผมสรุปและแปลข้อคิดข้างบนนี้ออกมาดังนี้ว่า ปัญหาระบอบการเมืองไทยคือมาจาก ด้านหนึ่งการที่เกิดช่องว่างระหว่างโครงสร้างที่เป็นทางการ เช่น ระบบเศรษฐกิจ กฎหมาย การระหว่างประเทศ ไม่อาจทำงานและทำตามหน้าที่ได้ในความสัมพันธ์กับฝ่ายที่มาจากการเลือกตั้ง เช่น ระบบการเลือกตั้ง ระบบรัฐสภา

อีกด้านหนึ่งมาจากการที่ประชาชนไม่ยอมรับจนถึงปฏิเสธการกลับมาครองอำนาจอีกของฝ่ายอำมาตย์และชนชั้นนำจารีต

ก็นับว่าน่าสนใจไม่น้อยในข้อคิดดังกล่าว ซึ่งพูดให้ถึงที่สุดก็ยังไม่ฉีกออกจากกรอบพินิจเดิมที่ผมพูดไว้แต่แรก ว่าคือการมองที่การสถาปนาระบอบประชาธิปไตยในระบอบการเมืองไทย ข้อคิดนี้มองไปที่สถาบันทั้งที่เป็นทางการและไม่ทางการ ว่ามันทำงานและหน้าที่ของมันได้หรือไม่ หากทำได้ก็หมายความว่าระบอบการเมืองนั้นเริ่มปฏิบัติการได้และหากให้ดำเนินต่อไปก็จะสถาปนาเป็นสถาบันเป็นทางการเหมือนกับประเทศที่ระบอบประชาธิปไตยมั่นคงและสถาพร

การมีนายกรัฐมนตรีสองคนภายในเวลาสองปีก็จะไม่เกิดขึ้น

รวมถึงการสรรหานายกรัฐมนตรีคนใหม่ก็จะไม่ต้องเสียเวลาทะเลาะและประณามกันเป็นชั่วโมงต่อหน้าประชาชน

ซึ่งล้วนเป็นการเผยให้เห็นจุดอ่อนและด้อยวุฒิภาวะของฝ่ายการเมืองทั้งหลายไปโดยปริยาย อันยิ่งนำไปสู่การเปิดช่องให้แก่การหวนกลับคืนมาของอำนาจเก่าและชนชั้นนำจารีตอีกต่อไป

ซึ่งก็จะไปตอกย้ำทฤษฎีที่เพิ่งเสนอข้างต้นว่า ยิ่งสร้างช่องว่างระหว่างโครงสร้างสถาบันการบริหารปกครองกับฝ่ายการเมืองเลือกตั้งให้อ่อนแอลงไปอีก

ล่าสุด ผมไปดูหนังชื่อแปลกว่า “ผีใช้ได้ค่ะ” ทำให้ได้ข้อคิดในการมองการเมืองไทยอีกมิติ

นั่นคือจากมุมของผี ที่ผมคิดว่าผีน่าจะนำมาใช้ในการอธิบายการเมืองไทยได้ นั่นมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า การเมืองไทยนั้นดำเนินไปเหมือนประชาชนดำรงอยู่ในโลกสองโลก

ระหว่างโลกที่เป็นจริงตามความรับรู้ทางสรีระสามัญคือประสาทสัมผัสทั้งห้าโดยเฉพาะหูตาและสมอง

กับในอีกโลกที่เป็นจริงตามความต้องการของอำนาจที่มองไม่เห็น หรือโลกทางวิญญาณหรือผีในคำของชาวบ้าน

ดังนั้น การเข้าใจในความเป็นไปของการเมืองไทยโดยเฉพาะในขณะนี้ที่มีการห้ำหั่นพันตูกันอย่างหนักหน่วงระหว่างพรรคแดงกับพรรคน้ำเงินและส้ม จึงต้องเข้าใจและตีความให้ถูกว่า ภาพและความจริงที่เราได้ยินและเห็นนั้น เป็นภาพจากโลกวัตถุหรือจากโลกของผี

การต่อสู้ทางการเมืองในหนังมาจากคนที่ตายไปแล้วในเหตุการณ์ปราบของทางการ ที่เหลือแค่ความทรงจำ “คนตายกลับมามีสองสาเหตุ หนึ่ง วิญญาณยังจำได้ว่าใครได้ทำอะไรกับมันไว้ สอง มีคนเป็นยังจำคนตายคนนั้นได้” หน้าที่ของรัฐมนตรีคือคอยลบความจำออกไป ทำให้สังคมมีแต่ “คนดี” กับ “คนที่ถูกลบ” และเครื่องมือหนึ่งคือกฎหมาย

จึงฝากแนวพินิจการเมืองไทยด้วยทฤษฎีผีนิยม



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์
เคปเวิร์ด ‘ซินเดอเรลล่า’ ฟุตบอลโลก ผู้ชนะหัวใจคนทั้งโลก
คำถามเชิงซ้อน : คำถามลวงให้เราตอบ
จากเวทีปราศรัยสู่หน้าฟีด : อ่านยุทธศาสตร์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ผ่านโซเชียลมีเดีย
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (14)
ทบ.ร้อน ชิง ‘ทบ.1’ ‘บิ๊กเต้-แม่ทัพไก่’ จับตา หมาก ‘แม่ทัพคอแดง’ มองข้ามช็อต ทัพใต้ ‘รองคิ้ว-รองด้วง’
จากแหวนทองคำ 2 พันปี สู่ใจคนเมืองเพชร ทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ อยากมี ‘มิวเซียมท้องถิ่น’