1 ใน 4 ภารกิจด่วนนายกฯ คนที่ 32 โจทย์ ‘ปธ.บอร์ดตำรวจ’ ถึงบิ๊ก ตร. สยบภัยสังคม-ปราบยา-แก้สแกมเมอร์
บทความโล่เงิน
1 ใน 4 ภารกิจด่วนนายกฯ คนที่ 32
โจทย์ ‘ปธ.บอร์ดตำรวจ’ ถึงบิ๊ก ตร.
สยบภัยสังคม-ปราบยา-แก้สแกมเมอร์
ทันทีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล รับพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 32 เสร็จเมื่อเที่ยงเศษ วันที่ 7 กันยายน
ได้แถลงครั้งแรกถึง 4 ปัญหาที่ต้องเร่งแก้ไข ภายใต้ข้อจำกัดเวลาการทำงาน 4 เดือนตามบันทึกข้อตกลงที่ให้ไว้กับพรรคประชาชน
1 ใน 4 ปัญหาที่รัฐบาลใหม่จะต้องเร่งทำ คือแก้ภัยสังคม จะปราบปรามขบวนการค้ายาเสพติด ค้ามนุษย์ สแกมเมอร์ การพนัน และการพนันออนไลน์อย่างจริงจัง
โดยสร้างความร่วมมือกับเพื่อนบ้านและมิตรประเทศ เพื่อกำจัดภัยสังคมทุกรูปแบบ
ปัญหาภัยสังคมนี้อยู่ในความรับผิดชอบสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) เต็มๆ
โดยประธานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ประธาน ก.ตร.) คือนายกรัฐมนตรี นั่นเอง
นโยบายนี้นำไปสู่การปฏิบัติ เป็นโจทย์ที่ตำรวจต้องรับไปแก้ไข
ยิ่งกระแสจากประเทศมหาอำนาจได้รับผลกระทบจาก “ดินแดนแห่งสแกมเมอร์” ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านไทย ทำให้เกิดแนวร่วมขับเคลื่อนทลายปัญหานี้ได้ง่ายขึ้น
ล่าสุด กระทรวงการคลังสหรัฐ ได้ประกาศคว่ำบาตรบริษัทและบุคคลเกือบ 20 ราย ทั้งในกัมพูชา-เมียนมา ที่อยู่เบื้องหลังศูนย์กลางโจรไซเบอร์แห่งอาเซียน
ต้นเหตุให้ชาวอเมริกันสูญเงินมากกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์ เมื่อปีที่แล้ว
จากปฏิบัติการไซเบอร์สแกมผ่านการบังคับใช้แรงงานและความรุนแรงที่มาจากภูมิภาคนี้
โดยคำสั่งดังกล่าวมีผลต่อเป้าหมาย 10 แห่งที่กำลังปฏิบัติการอยู่ในเมืองชเวก๊กโก จ.เมียวดี รัฐกะเหรี่ยง ประเทศเมียนมา
และฐานปฏิบัติการอีก 10 แห่งที่ตั้งอยู่ในเมืองสีหนุวิลล์ จ.พระสีหนุ ประเทศกัมพูชา
เมืองชเวก๊กโกอยู่ภายใต้การควบคุมของกองทัพแห่งชาติกะเหรี่ยง หรือเคเอ็นเอ นำโดย พ.อ.ชิต ตู
สำหรับผู้ที่โดนคว่ำบาตรในเมียนมา มีนายติน วิน (Tin Win), นายซอ มิน มิน อู (Saw Min Min Oo), นายชิต ลินน์ เมียง โก (Chit Linn Myaing Co)
นอกจากนี้ ยังรวมถึงนายเช่อ จื้อเจียง (She Zhijiang) ผู้ก่อตั้ง “ย่านเมืองใหม่หย่าไถ้” (Yatai New City) ในเมืองชเวก๊กโก และบริษัทอีกหลายแห่งที่เกี่ยวข้องถูกคว่ำบาตรเช่นกัน
ส่วน “กัมพูชา” ทางสหรัฐได้คว่ำบาตรต่อ มีนายตง เล่อเฉิง (Dong Lecheng), นายซู อ้ายหมิน (Xu Aimin), นายเฉิน อัล เหลิน (Chen Al Len) และนายซู เหลียงเซิง (Su Liangsheng) และบริษัทอีก 6 แห่งที่คนเหล่านี้เกี่ยวข้อง
เนื่องจากมีบทบาทในการเปลี่ยนโรงแรม อาคารสำนักงาน และกาสิโนหลายแห่งให้กลายเป็นแหล่งอาชญากรรมไซเบอร์สแกม และยังมีแรงงานถูกบังคับให้หลอกการลงทุนในสกุลเงินดิจิทัล
ทั้งนี้ กฎหมายแมกนิตสกี (Magnitsky Act) ของสหรัฐ ลงโทษบุคคลต่างชาติที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรงและการทุจริต
โดยห้ามมิให้บุคคลและบริษัทเหล่านี้เดินทางเข้าสหรัฐ และห้ามทำธุรกรรมทางการเงิน
นอกจากนี้ สำนักข่าวต่างประเทศยังระบุด้วยว่า การเคลื่อนไหวครั้งนี้เป็นปฏิบัติการล่าสุดของรัฐบาลทรัมป์ เพื่อจัดการการฉ้อโกงทางไซเบอร์ขนาดใหญ่ที่แพร่หลายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ข้อมูลของกระทรวงการคลังระบุว่า ผู้ที่กำลังหางานมักถูกล่อลวงไปและถูกใช้ความรุนแรงข่มขู่ให้ดำเนินการฉ้อโกงทางออนไลน์
ผู้ดำเนินการแหล่งสแกมเมอร์เหล่านี้ต่างบังคับให้คนทำงานด้วยสัญญาหนี้ ความรุนแรง และขู่ว่าจะบังคับค้าประเวณี เพื่อบีบบังคับให้บุคคลเหล่านี้ไปหลอกลวงคนแปลกหน้าทางออนไลน์ ผ่านแอพพลิเคชั่น หรือเอสเอ็มเอสโดยตรงไปยังโทรศัพท์ของเหยื่อ
ที่ผ่านมามีการปราบปรามอย่างต่อเนื่องในภูมิภาคนี้ มีการจับกุมผู้ที่เกี่ยวข้องไปหลายพันคนแล้ว
บรรดานักเคลื่อนไหวด้านสิทธิมนุษยชนได้ตำหนิ “รัฐบาลกัมพูชา” ที่ไม่มีการดำเนินการใดๆ
โดยเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา องค์การแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชั่นแนลกล่าวหาเจ้าหน้าที่ในกรุงพนมเปญว่า จงใจเพิกเฉยต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชนที่เกี่ยวข้องกับแหล่งสแกมเมอร์เหล่านี้
สําหรับยุค ผบ.ตร.คนที่ 15 พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ได้กำชับในการประชุมบริหารสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อวันที่ 8 สิงหาคม โดยมีตำรวจเฝ้าฟังทั่วประเทศ ใช้เวลา 6 ชั่วโมง
กำชับการปฏิบัติ 9 ข้อ ทั้งแก้ปัญหายาเสพติด อาชญากรรมออนไลน์ แก้แรงงานต่างด้าวผิดกฎหมาย กวดขันสถานบริการ แก้ปัญหาคดีเกี่ยวกับทรัพย์ ติดตามปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา ตำรวจทำหน้าที่พิทักษ์ส่วนหลัง สืบสวนตามหมายจับ และขับเคลื่อนวินัยจราจร
ขณะที่ พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร จเรตำรวจแห่งชาติ ในฐานะผู้อำนวยการศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) ระบุว่า ตร.จะเสนอให้บังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศ เพื่อปราบแก๊งคอลเซ็นเตอร์ฝั่งกัมพูชา เนื่องจากทั้งไทยและกัมพูชาเป็นสมาชิกขององค์การสหประชาชาติ และองค์กรตำรวจระหว่างประเทศ
ล่าสุด การประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา หรือจีบีซี สมัยพิเศษ เมื่อวันที่ 10 กันยายน ที่ จ.ตราด ได้เห็นชอบร่วมกันในการปราบปรามอาชญากรรมออนไลน์ หรือสแกมเมอร์
โดยมอบหมายให้กระทรวงมหาดไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติทั้งไทยและกัมพูชา ตั้งคณะทำงานภายใน 1 สัปดาห์เพื่อจัดทำแผนปฏิบัติงานร่วมกัน
ฝ่ายไทยได้ส่งมอบข้อมูลพิกัดที่ตั้งสแกมเซ็นเตอร์กว่า 60 แห่งให้กัมพูชาไปปราบปรามขั้นเด็ดขาด
คณะทำงานประกอบด้วยผู้แทนตำรวจไทยและรองผู้บัญชาการตำรวจกัมพูชา จะได้นัดหารือนอกรอบ ในวันที่ 16 กันยายน ที่ จ.สระแก้ว
ทั้งหมดนำมาซึ่งการแก้ปัญหาให้คนไทยและคนทั่วโลกได้นอนตาหลับเสียที
ต้องรอดูว่ากัมพูชามีความจริงใจแค่ไหน?
