จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร
วิถีชีวิตของคนไทยกับ ‘ใบตอง’ หรือ ‘ใบกล้วย’ ผูกพันใกล้ชิดมาโดยตลอด
ใบตองแทรกอยู่ในภาษาและวรรณคดีมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้ว
“ไตรภูมิพระร่วง” เล่าถึงสภาพทารกในครรภ์มารดา เอาหลังมาต่อหนังท้องแม่ นั่งยองๆ อยู่กลางท้องแม่ กำมือน้อยๆ ทั้งสอง งอตัวลงกับหัวเข่าทั้งสอง เอาหัววางไว้เหนือหัวเข่า มีเลือดและน้ำหนองย้อยหยดลงเต็มตัวตลอดเวลา
สภาพครือๆ กันกับลิงตอนฝนตก นั่งหลบฝนกำมือจับเจ่าอยู่ในโพรงไม้
“เบื้องหลังกุมารนั้นต่อหนังท้องแม่ แลนั่งยองอยู่ในท้องแม่ แลกำมือทั้งสองต่อหัวเข่าตัว คู้หัวเข่าทั้งสอง เอาหัวไว้เหนือหัวเข่าเมื่อนั่งอยู่นั้น เลือดแลน้ำเหลืองย้อยลงเต็มตนยะหยดทุกเมื่อแล ดุจดั่งลิงเมื่อฝนตก แลนั่งกำมือเซาเจ่าอยู่ในโพรงไม้นั้นแล ในท้องแม่นั้นร้อนนักหนาดุจดั่งเราเอาใบตองเข้าจูดแลต้มในหม้อนั้นไส้” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
ข้อความว่า ‘ในท้องแม่นั้นร้อนนักหนาดุจดั่งเราเอาใบตองเข้าจูดแลต้มในหม้อนั้นไส้’ คือการเปรียบว่าภายในท้องแม่ร้อนจัดไม่ต่างอะไรกับหม้อร้อนๆ ที่เอาใบตองไปเผาและต้มไว้ในนั้น
นอกจากนี้ “ไตรภูมิพระร่วง” ยังเล่าถึง ‘สัตติหตนรก’ ที่ลงโทษบรรดาคนลักขโมยทรัพย์สินของผู้อื่น ร่วมกันใส่ความผู้อื่นว่าเป็นโจร และเบียดบังเอาของผู้อื่นย่อมได้รับผลการกระทำบาป ดังนี้
“คนฝูงนั้นตายได้ไปเกิดในนรกนั้นแล ยมพะบาลผู้รักษานรกนั้น ยืนอยู่รอบคนทั้งหลายหมู่ตกนรกนั้น ดังคนแวดวังขับเนื้อทั้งหลายในกลางป่าทุกแห่งทุกภาย แลบ่มิให้หนีให้รอดได้นั้น ฝูงยมพะบาลเอาหอกชะนักไล่แทงไล่พุ่งเขาทั้งหลายหลายที ก็ถูกบาดเจ็บทั่วตัวคนฝูงนั้นหลายแห่งดุจดังใบตองแห้งอันท่านเอามาสับให้แหลกนั้น แลฝูงคนนรกทั้งหลายนั้นก็แหลกไปดุจดั่งนั้นแล” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)
เราจะเห็นภาพริ้วรอยบาดแผลจำนวนมากที่เกิดจากการถูกหอกและชนัก (หรือเครื่องมือใช้แทงสัตว์ ทำด้วยเหล็ก มีปลายเป็นเงี่ยงหรือปลายลูกศร) ทิ่มแทงตามเนื้อตัวจนมีสภาพไม่ต่างกับใบตองแห้งที่ถูกสับจนแหลกอย่างไรอย่างนั้น
ทั้ง ‘ใบตองเข้าจูด’ (ใบตองที่ถูกเผา) และ ‘ใบตองแห้งอันท่านเอาสับให้แหลกนั้น’ ล้วนเป็นใบกล้วยที่พระมหาธรรมราชาที่ 1 พญาลิไทย กวีสมัยสุโขทัยนำมาเปรียบเทียบกับความร้อน และความแห้งกรอบ
ความเปรียบที่นำใบตอง หรือใบกล้วยมาเทียบเคียงบอกให้รู้ว่ากล้วยน่าจะเป็นต้นไม้เก่าแก่ที่อยู่ในวิถีชีวิตของคนไทยมาช้านาน
น่าสังเกตว่าไทยเรามีถ้อยคำสำนวนเกี่ยวกับกล้วยใช้ในชีวิตประจำวัน เช่น ‘ปอกกล้วยเข้าปาก’ เป็นสำนวนหมายความว่า ง่ายหรือทำได้ง่ายๆ กาญจนาคพันธุ์อธิบายไว้ในหนังสือ “สำนวนไทย” ว่า
“กล้วยเป็นผลไม้ที่มีอยู่ดาษดื่นทั่วไป หาได้ง่ายราคาก็ถูก คำว่า ‘กล้วย’ จึงเอามาใช้เป็นสำนวนเกี่ยวกับความง่าย ความไม่มีค่า ความเลว ฯลฯ อะไรที่ราคาถูก ก็ว่า ‘ถูกเป็นกล้วยน้ำว้า’ อะไรที่เป็นธรรมดาสามัญ ไม่แปลก ไม่น่าสนใจก็ว่า ‘ของกล้วยๆ พรรณอย่างนี้’ อะไรที่ทำได้ง่ายก็ว่า ‘ปอกกล้วยเข้าปาก'”
นอกจากนี้ ยังมีสำนวน ‘หมาเห่าใบตองแห้ง’ ที่กาญจนาคพันธุ์อธิบายไว้โดยละเอียดว่า
“เป็นสำนวนหมายความว่า พูดเอะอะเป็นทีว่าเก่งกล้าไปกระนั้นเอง ไม่มีทางทำอะไรได้ ใบตองแห้งคือใบตองกล้วยที่ตายแห้งติดอยู่กับต้น เวลาลมพัดจะเสียดสีกัน มีเสียงดังแกรกกราก หมาได้ยินเสียงมักจะเห่า เลยเกิดเป็นคำพูดว่า ‘หมาเห่าใบตองแห้ง’ เป็นสำนวนใช้หมายความว่า พูดเอะอะไปกระนั้นเอง”
คือเก่งแต่ปาก พูดจาเอะอะโผงผาง เอาเข้าจริงก็ไม่กล้า
ใบตองยังสัมพันธ์กับความงดงาม วรรณคดีสมัยอยุธยานำสีเขียวสดของใบตองมาเปรียบกับสีผ้าสไบเขียวขลิบทองของนางผู้เป็นที่รักว่าช่างงามตามองแล้วสดชื่นยิ่งนัก ดังที่เจ้าฟ้าธรรมธิเบศรทรงพรรณนาไว้ใน “กาพย์ห่อโคลงนิราศธารโศก” ตอนหนึ่งว่า
“๏ ไม้มะพูดผ้าสาวสวัสดิ์ หน้าสีรัดติดครุยทอง
สดชื่นพื้นใบตอง พี่ชมสมเจ้าห่มรวย ฯ
๏ มะพูดถวิลพ่าเจ้า นวลลออง (พ่า = ผ้า)
หน้าสีรัดครุยทอง ก่ำเนื้อ
สดชื่นพื้นใบตอง ขลิบมาศ
เรียมย่อมเชยชมเหมื้อ ห่มเหล้นตามวัน ฯ” (เหมื้อ = เมื่อ / เหล้น = เล่น)
สังเกตไหมว่า ‘ใบตอง’ และ ‘บายศรี’ หรือ ‘ใบศรี’ เกี่ยวข้องกันโดยตรง คนไทยสมัยก่อนถือกันว่ากล้วยเป็นต้นไม้มงคลประจำบ้าน
ใบตองเป็นใบไม้มงคลที่ใช้ทำบายศรี (ใบศรี) ซึ่งเป็นเครื่องเชิญขวัญ หรือรับขวัญ ทำด้วยใบตอง รูปคล้ายกระทง เป็นชั้นๆ มีขนาดใหญ่เล็กสอบขึ้นไปตามลำดับ เป็น 3 ชั้น 5 ชั้น 7 ชั้น หรือ 9 ชั้น มีเสาปักตรงกลางเป็นแกน มีเครื่องสังเวยวางอยู่ในบายศรีและมีไข่ขวัญเสียบอยู่บนยอดบายศรี (พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน)
กาญจนาคพันธุ์ให้รายละเอียดเกี่ยวกับบายศรีไว้ในหนังสือ “เด็กคลองบางหลวง เล่ม 1” ว่า
“บายศรีที่ข้าพเจ้าเคยเห็นที่บ้านและที่อื่นๆ บ้างทำด้วยใบตองสดเป็นชั้นๆ ชั้นยอดเสียบไข่ปอก ใช้ในพิธีทำขวัญ ข้าพเจ้าเคยดูเวลาเขาทำบายศรีตองสด บางคราวก็เคยช่วยม้วนใบตองให้เป็นรูปแหลมๆ ให้เขาบ้าง การจัดจานเชิงให้เป็นชั้นอย่างบายศรีตองสดเห็นจะมีมูลเดิมมาอย่างเดียวกัน คือจัดอาหารให้เป็นชั้นให้ดูงามสำหรับพิธี แต่อย่างไหนเกิดก่อนไม่รู้ ฯลฯ
ใบตองสดหาง่าย เพราะทุกบ้านมักมีต้นกล้วยกันทั้งนั้น บายศรีตองสดออกจะเป็น primitive ไปสักหน่อย แต่ใบตองก็เคยถือกันว่าเป็นของมงคลเหมือนใบไม้บางอย่างที่ใช้ในการพิธีเหมือนกัน
บายศรีที่เล่ามานี้เป็นบายศรีใหญ่…ฯลฯ…บายศรีใหญ่ทำด้วยใบตอง ประดับประดากันอย่างงดงาม บายศรีปากชามก็มีใบตองเสียบสี่ด้าน คำว่า ‘พิธี’ มักมีคำ ‘รีตอง’ ต่ออยู่เสมอ เป็น ‘พิธีรีตอง’ ใบตองเห็นจะเป็นของสำคัญจริง คือใช้ใบตองตัดมาเจียนมารีให้มีรูปตามต้องการ
ซึ่งคงถือว่าทำให้ขลัง ศักดิ์สิทธิ์ขึ้น”
แม้ใบตองจะเป็นวัสดุสำคัญที่ใช้ในการทำบายศรี หรือใบศรี ซึ่งใช้ในพิธีกรรมต่างๆ แต่การให้คุณค่าระหว่าง ‘ใบตอง’ และ ‘บายศรี’ (ใบศรี) ต่างกันโดยสิ้นเชิง ดังที่วรรณคดีสมัยรัตนโกสินทร์ เรื่อง “รำพันพิลาป” ของสุนทรภู่บรรยายว่า
“เหมือนใบศรีมีงานท่านสนอม เจิมแป้งหอมน้ำมันจันทน์ให้หรรษา
พอเสร็จการท่านเอาลงทิ้งคงคา ต้องลอยมาลอยไปเป็นใบตอง”
หมายความว่า คนจะมีคุณค่าเมื่อยังมีประโยชน์ เมื่อหมดประโยชน์ก็ไร้ค่าไม่ผิดอะไรกับใบตองที่ถูกโยนทิ้งน้ำไป
บทกวี ‘ใบศรี’ จากหนังสือรวมบทกวีนิพนธ์เรื่อง “คำหยาด” ของอาจารย์เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ ศิลปินแห่งชาติและกวีซีไรต์ เทียบความแตกต่างระหว่าง ‘ใบศรี’ และ ‘ใบตอง’ เช่นเดียวกัน โดยเตือนสาวที่พึงใจให้ถนอมรักษาคุณค่าตนเองให้ยั่งยืนยาวนาน อย่ามีคุณค่าเพียงช่วงเวลาสั้นๆ เช่น ใบศรี ในเวลาไม่นานก็กลายเป็นใบตอง ไม่มีคุณค่าในสายตาใครๆ อีกต่อไป
“อย่าให้เหมือนใบศรีที่เบิกขวัญ พอเสร็จพลันเป็นใบตองนะน้องเอ๋ย
ถนอมหน่อยอย่าลอยร้างไปอย่างเคย เก็บไว้เชยเมื่อช้ำเช็ดน้ำตา”
เรื่องน่าสนใจของ ‘ใบตอง’ ยังมีอีกมาก ติดตามฉบับหน้า
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
