bg-single

พระธาตุพนมในประวัติศาสตร์ชาติ (2)

18.09.2025

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

พระธาตุพนมในประวัติศาสตร์ชาติ (2)

กรณีพิพาทอินโดจีน เริ่มเห็นเค้าลางความขัดแย้งมาตั้งแต่ปลาย พ.ศ. 2482 และตึงเครียดขึ้นในกลางปี พ.ศ. 2483 เป็นต้นมา

ในประเทศไทยเกิดการปลุกกระแสเรียกร้องดินแดนคืนผ่านสื่อทั้งของรัฐและเอกชนมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จุดสูงสุดของกระแสนี้คือการเดินขบวนของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองในวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2483 หน้ากระทรวงกลาโหมและอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย

หลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ออกมาต้อนรับผู้ชุมนุมด้วยตนเอง และทำการปฏิญาณตนร่วมกับผู้ชุมนุมต่อหน้าพระแก้วมรกต ในการเรียกร้องดินแดนคืนที่หน้ากระทรวงกลาโหม (อ้างถึงในหนังสือ ไทยในสมัยสร้างชาติที่ระลึกงานฉลองวันชาติ พ.ศ. 2484)

จังหวัดนครพนม โดยเฉพาะในพื้นที่บริเวณพระธาตุพนม ไทยและฝรั่งเศสต่างมองว่าเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางทหาร และจากหลักฐานฝั่งไทยได้มีการบันทึกเอาไว้ว่า จุดเริ่มต้นของการปะทะกันทางทหารนั้นเริ่มต้นจากการที่ฝรั่งเศสนำเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่จังหวัดนครพนมในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2483

นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าอีกมากมายที่พูดถึงการทิ้งระเบิดลงในบริเวณไม่ห่างเท่าไรนักจากพระธาตุพนม ซึ่งไม่ว่าเรื่องเล่าเหล่านี้จะเป็นจริงมากน้อยแค่ไหนก็ตาม แต่สิ่งที่สะท้อนชัดจากข้อมูลชุดนี้ก็คือ ทำให้เราเห็นว่าพื้นที่บริเวณโบราณสถานนั้นมีนัยเชิงสัญลักษณ์ที่มักกลายเป็นชนวนเหตุตั้งต้นของการสงคราม

กรณีชวนให้ย้อนคิดถึงความขัดแย้งล่าสุดระหว่างไทยกับกัมพูชาที่มีประเด็นวนเวียนอยู่กับพื้นที่โบราณสถานต่างๆ เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ปราสาทตาควาย ปราสาทตาเมือนธม เป็นต้น หรือแม้แต่ย้อนกลับไปที่ความขัดแย้งเมื่อปี พ.ศ. 2554 ก็มีประเด็นอยู่ที่ปราสาทพระวิหารเช่นกัน

ทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่พิเศษระหว่างโบราณสถาน ความเป็นชาติ และอุดมการณ์ชาตินิยม ได้อย่างชัดเจน

ภาพเปรียบเทียบ พระธาตุพนม ก่อนการบูรณะต่อยอดเพิ่มในปี พ.ศ. 2483 (ภาพซ้าย) กับ พระธาตุพนม เมื่อทำการเสริมความสูงยอดแล้ว (ภาพขวา)

ที่มา : จดหมายเหตุการบูรณะปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุพนม ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม พ.ศ. 2518-2522

ย้อนกลับมาที่ พ.ศ. 2483 ภายใต้บรรยากาศที่ถูกโหมกระพืออย่างหนัก พลโทประยูร ภมรมนตรี ได้เสนอความเห็นในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า พระธาตุพนมเป็นปูชนียสถานอันเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หากรัฐบาลบูรณะต่อเติมเสริมส่วนยอดให้สูงตระหง่านขึ้นจนมองเห็นได้ทั้งสองฝั่งโขง จะเป็นการชักจูงจิตใจประชาชนในแถบอินโดจีนให้เข้าร่วมในราชอาณาจักรไทยได้มากขึ้น (อ้างถึงในหนังสือ จอมเจดีย์)

รัฐบาลคล้อยตามความคิดนี้ และมอบหมายให้กรมศิลปากรดำเนินการต่อเติมส่วนยอดองค์พระธาตุพนมเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10 เมตร จนทำให้รูปทรงเปลี่ยนแปลงไปจากทรงบัวเหลี่ยมแบบศิลปะล้านช้างเป็นบัวเหลี่ยมที่เพรียวสูงมากขึ้น (รูปทรงพระธาตุพนมในปัจจุบัน) พร้อมทั้งประดับลวดลายพุ่มข้าวบิณฑ์ที่ออกแบบเป็นช่อลดหลั่นกันตามเส้นของของเรือนธาตุซึ่งมีความคาบเกี่ยวกับลวดลายไทยในแบบศิลปะภาคกลาง

ซึ่งในแง่นี้ นอกจากเป้าหมายเรื่องความสูงเด่นแล้ว อาจตีความได้ว่าเป็นการปรับแปลงศิลปะล้านช้าง (ศิลปะลาว) ให้ผสมผสานกลมกลืนเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันกับศิลปะไทยแบบกรุงเทพฯ อันเป็นมาตรฐาน “ความเป็นไทย” ที่ชนชั้นนำสยาม/ไทย นิยามมาโดยตลอด

ความคิดนี้สอดคล้องกับความพยายามของรัฐไทยในการอธิบายว่าชนชาติอันแท้จริงของ “คนลาว” ก็คือ “คนไทย” ดังปรากฏอยู่ในหนังสือ “การปกครองแคว้นลาวและแคว้นเขมรของฝรั่งเศส” พ.ศ. 2484 ซึ่งเรียบเรียงขึ้นโดย กรมยุทธศึกษาทหารบก ซึ่งในส่วนคำนำหนังสือเขียนข้อความเอาไว้อย่างชัดเจนว่า

“…เชื้อชาติของพลเมืองในเขตต์ลาวคือไทย มีเชื้อสายสืบมาแต่โบราณร่วมกับไทยในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา หากแต่ฝรั่งเศสมาเรียกชื่อให้เพี้ยนไปจากไทย จึงทำให้คิดเห็นไปว่าคนละพวกคนละเหล่า คำว่า “ลาว” เอง ความจริงก็เป็นชื่อไทยในสมัยเมื่อยังอยู่ในประเทศจีน…”

เมื่อคนลาวคือคนไทย ศิลปะลาวก็คือส่วนหนึ่งของศิลปะไทย และจึงไม่แปลกที่จะเกิดงานเขียนที่เริ่มอธิบายยกย่องศิลปะลาว โดยเฉพาะพระธาตุพนมให้สูงเด่นขึ้นในฐานส่วนหนึ่งของศิลปะของชาติไทย ทั้งๆ ที่ในยุคก่อนหน้าเราจะไม่พบงานเขียนในทำนองนี้

ใครที่อ่าน “ตำนานพุทธเจดีย์สยาม” ก็จะเห็นชัดนะครับว่า สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ นั้นแทบไม่ทรงกล่าวถึง “ศิลปะลาว” เลย

อาจกล่าวได้ว่า สถานะทางความหมายแบบใหม่ของพระธาตุพนมเริ่มเปลี่ยนไปภายใต้แนวคิด “มหาอาณาจักรไทย” ในช่วงราว พ.ศ. 2483-2484 ตัวอย่างที่ยืนยันได้ดีคือ ปาฐกถาเรื่อง “ของดีภาคอีสาน” โดย หลวงวิจิตรวาทการ เมื่อ พ.ศ. 2484 ที่กล่าวยกย่องพระธาตุพนมอย่างมากในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของชาติไทย ความตอนหนึ่งว่า

“…พระธาตุพนมเป็นเจดีย์รุ่นเก่าที่สุดของประเทศไทย สอบสวนได้ความแน่ชัดเป็นที่เชื่อได้ว่าสร้างใน พ.ศ. 1007 คือมีอายุนับถึงบัดนี้ได้ 1400 ปีเศษ…เป็นสถาปัตยกรรมแบบภาคอีสานประกอบด้วยความงามซึ่งจะหาที่ใดเปรียบได้ยาก พระธาตุพนมในเวลานี้สูง 53 เมตร์ เมื่อเปรียบเทียบกับถาวรวัตถุสูงๆ ในประเทศไทย – บรรดาที่สร้างจากพื้นดินแล้ว พระธาตุพนมก็เป็นที่ 4 คือ พระปฐมเจดีย์ เป็นที่ 1 สูง 120 เมตร์ ภูเขาทอง เป็นที่ 2 สูง 63 เมตร์ พระปรางค์วัดอรุณเป็นที่ 3 สูง 56 เมตร์ พระธาตุพนม เป็นที่ 4 สูง 53 เมตร์…ความงามของพระธาตุพนมในเวลานี้เป็นความงามซึ่งสามารถจะอวดแก่คนได้ทุกชาติทุกภาษา เป็นงานอันหนึ่งซึ่งกรมศิลปากรจะพูมใจไปตลอดกาล…”

จากข้อความดังกล่าวเป็นการแสดงให้เห็นว่า พระธาตุพนม (ศิลปะลาว) ได้ถูกผนวกรวมเข้ามาอยู่ภายใต้โครงสร้างทางประวัติศาสตร์ศิลปะไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เป็นรูปธรรมของการนิยามของสิ่งที่เรียกว่า “ศิลปะไทย” และ “ความเป็นไทย” ที่แยกไม่ออกจาก “พรมแดนของชนชาติไทย”

พระธาตุพนมกับชาติไทย ถูกยึดโยงทางความหมายเข้าหากันแนบแน่นยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อมีการสร้างวัตถุมงคล “เหรียญพระธาตุพนมช่วยไทย” ในช่วงเวลาคาบเกี่ยวกันระหว่างการซ่อมแปลงองค์พระธาตุกับช่วงกรณีพิพาทอินโดจีน ระหว่าง พ.ศ. 2483-2484 สร้างขึ้นเพื่อมอบให้ผู้ร่วมบริจาคทรัพย์ในการบูรณะซ่อมแปลงยอดพระธาตุ

เหรียญดังกล่าว เชื่อกันว่าออกแบบโดยช่างจากโรงเรียนเพาะช่าง และมีหลวงวิจิตรวาทการ อธิบดีกรมศิลปากร ณ ขณะนั้น เป็นผู้ตรวจและแก้ไขแบบ ด้านหน้าออกแบบเป็นรูปพระธาตุพนมองค์ใหม่หลังการซ่อมแปลงเสริมยอด (บางท่านอธิบายว่าเป็นรูปพระธาตุพนมองค์เดิมก่อนการซ่อมแปลง แต่ผมคิดว่าน่าจะเป็นรูปพระธาตุพนมองค์ใหม่มากกว่า สังเกตจากลวดลายที่ปรากฏบนฐานบัวเหลี่ยมที่มีลักษณะของลวดลายแบบใหม่ มิใช่ลวดลายของเดิม) ส่วนด้านหลังของเหรียญออกแบบเป็นตัวอักษรเขียนข้อความว่า “พระธาตุพนมช่วยไทย”

เหรียญรุ่นนี้ พระครูวิโรจน์รัตโนบล เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี วัดทุ่งศรีเมือง เป็นผู้ปลุกเสก พร้อมด้วยพระเถระอีกหลายรูป มีเรื่องเล่าต่อมาอีกเช่นกันว่า เหรียญนี้ส่วนหนึ่งถูกนำไปแจกให้ทหารที่ทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยตามแนวชายแดนสองฝั่งโขง เพราะมีพุทธคุณโดดเด่นด้านมหาอุด

ดังนั้น พระธาตุพนม (ผ่านรูปลักษณ์วัตถุมงคล) จึงขยายความหมายของตนเองมาสู่การเป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องอธิปไตยของชาติไทยจากศัตรูผู้มารุกราน

จากทั้งหมดที่กล่าวมา ผมอยากตั้งข้อสังเกตต่อไปว่า ความสำคัญของพระธาตุพนมกับชาติไทยที่เพิ่งถูกสร้างความสัมพันธ์กันทางความหมายขึ้นใหม่ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2483-2484 นี้เองที่น่าจะส่งผลต่อทัศนะของ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในเวลาต่อมา จากที่พระองค์มิได้ให้ความสนพระทัยต่อพระธาตุองค์นี้เท่าไรนัก (แม้ว่าจะทรงเคยชื่นชมว่างามก็ตามที) มาสู่การยกย่องมากขึ้นอย่างพิเศษ

ในปี พ.ศ. 2489 เมื่อทางวัดเบญจมบพิตรประสงค์จะเขียนภาพจิตรกรรมภายในช่องคูหาทั้ง 8 ภายในพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรที่ยังค้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ให้เสร็จ และได้ไปปรึกษากับ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ โดยพระองค์ได้ประทานความเห็นว่า ควรจะเขียนภาพเป็น “จอมเจดีย์” 8 องค์ที่สำคัญของสยาม

ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ พระธาตุพนม โดยทรงอธิบายว่า เป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นก่อนพระเจดีย์องค์อื่นทั้งหมดในภาคอีสาน

ภาพเปรียบเทียบ พระธาตุพนม ก่อนการบูรณะต่อยอดเพิ่มในปี พ.ศ. 2483 (ภาพซ้าย) กับ พระธาตุพนม เมื่อทำการเสริมความสูงยอดแล้ว (ภาพขวา)

ที่มา : จดหมายเหตุการบูรณะปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุพนม ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม พ.ศ. 2518-2522



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร