พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
พระธาตุพนมในประวัติศาสตร์ชาติ (2)
กรณีพิพาทอินโดจีน เริ่มเห็นเค้าลางความขัดแย้งมาตั้งแต่ปลาย พ.ศ. 2482 และตึงเครียดขึ้นในกลางปี พ.ศ. 2483 เป็นต้นมา
ในประเทศไทยเกิดการปลุกกระแสเรียกร้องดินแดนคืนผ่านสื่อทั้งของรัฐและเอกชนมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ จุดสูงสุดของกระแสนี้คือการเดินขบวนของนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และการเมืองในวันที่ 8 ตุลาคม พ.ศ. 2483 หน้ากระทรวงกลาโหมและอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย
หลวงพิบูลสงคราม นายกรัฐมนตรี ออกมาต้อนรับผู้ชุมนุมด้วยตนเอง และทำการปฏิญาณตนร่วมกับผู้ชุมนุมต่อหน้าพระแก้วมรกต ในการเรียกร้องดินแดนคืนที่หน้ากระทรวงกลาโหม (อ้างถึงในหนังสือ ไทยในสมัยสร้างชาติที่ระลึกงานฉลองวันชาติ พ.ศ. 2484)
จังหวัดนครพนม โดยเฉพาะในพื้นที่บริเวณพระธาตุพนม ไทยและฝรั่งเศสต่างมองว่าเป็นหนึ่งในจุดยุทธศาสตร์สำคัญทางทหาร และจากหลักฐานฝั่งไทยได้มีการบันทึกเอาไว้ว่า จุดเริ่มต้นของการปะทะกันทางทหารนั้นเริ่มต้นจากการที่ฝรั่งเศสนำเครื่องบินมาทิ้งระเบิดที่จังหวัดนครพนมในวันที่ 28 พฤศจิกายน 2483
นอกจากนี้ยังมีเรื่องเล่าอีกมากมายที่พูดถึงการทิ้งระเบิดลงในบริเวณไม่ห่างเท่าไรนักจากพระธาตุพนม ซึ่งไม่ว่าเรื่องเล่าเหล่านี้จะเป็นจริงมากน้อยแค่ไหนก็ตาม แต่สิ่งที่สะท้อนชัดจากข้อมูลชุดนี้ก็คือ ทำให้เราเห็นว่าพื้นที่บริเวณโบราณสถานนั้นมีนัยเชิงสัญลักษณ์ที่มักกลายเป็นชนวนเหตุตั้งต้นของการสงคราม
กรณีชวนให้ย้อนคิดถึงความขัดแย้งล่าสุดระหว่างไทยกับกัมพูชาที่มีประเด็นวนเวียนอยู่กับพื้นที่โบราณสถานต่างๆ เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น ปราสาทตาควาย ปราสาทตาเมือนธม เป็นต้น หรือแม้แต่ย้อนกลับไปที่ความขัดแย้งเมื่อปี พ.ศ. 2554 ก็มีประเด็นอยู่ที่ปราสาทพระวิหารเช่นกัน
ทั้งหมดแสดงให้เห็นถึงความสัมพันธ์ที่พิเศษระหว่างโบราณสถาน ความเป็นชาติ และอุดมการณ์ชาตินิยม ได้อย่างชัดเจน


ภาพเปรียบเทียบ พระธาตุพนม ก่อนการบูรณะต่อยอดเพิ่มในปี พ.ศ. 2483 (ภาพซ้าย) กับ พระธาตุพนม เมื่อทำการเสริมความสูงยอดแล้ว (ภาพขวา)
ที่มา : จดหมายเหตุการบูรณะปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุพนม ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม พ.ศ. 2518-2522
ย้อนกลับมาที่ พ.ศ. 2483 ภายใต้บรรยากาศที่ถูกโหมกระพืออย่างหนัก พลโทประยูร ภมรมนตรี ได้เสนอความเห็นในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีว่า พระธาตุพนมเป็นปูชนียสถานอันเป็นที่เคารพสักการะของประชาชนในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ หากรัฐบาลบูรณะต่อเติมเสริมส่วนยอดให้สูงตระหง่านขึ้นจนมองเห็นได้ทั้งสองฝั่งโขง จะเป็นการชักจูงจิตใจประชาชนในแถบอินโดจีนให้เข้าร่วมในราชอาณาจักรไทยได้มากขึ้น (อ้างถึงในหนังสือ จอมเจดีย์)
รัฐบาลคล้อยตามความคิดนี้ และมอบหมายให้กรมศิลปากรดำเนินการต่อเติมส่วนยอดองค์พระธาตุพนมเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 10 เมตร จนทำให้รูปทรงเปลี่ยนแปลงไปจากทรงบัวเหลี่ยมแบบศิลปะล้านช้างเป็นบัวเหลี่ยมที่เพรียวสูงมากขึ้น (รูปทรงพระธาตุพนมในปัจจุบัน) พร้อมทั้งประดับลวดลายพุ่มข้าวบิณฑ์ที่ออกแบบเป็นช่อลดหลั่นกันตามเส้นของของเรือนธาตุซึ่งมีความคาบเกี่ยวกับลวดลายไทยในแบบศิลปะภาคกลาง
ซึ่งในแง่นี้ นอกจากเป้าหมายเรื่องความสูงเด่นแล้ว อาจตีความได้ว่าเป็นการปรับแปลงศิลปะล้านช้าง (ศิลปะลาว) ให้ผสมผสานกลมกลืนเข้าเป็นหนึ่งเดียวกันกับศิลปะไทยแบบกรุงเทพฯ อันเป็นมาตรฐาน “ความเป็นไทย” ที่ชนชั้นนำสยาม/ไทย นิยามมาโดยตลอด
ความคิดนี้สอดคล้องกับความพยายามของรัฐไทยในการอธิบายว่าชนชาติอันแท้จริงของ “คนลาว” ก็คือ “คนไทย” ดังปรากฏอยู่ในหนังสือ “การปกครองแคว้นลาวและแคว้นเขมรของฝรั่งเศส” พ.ศ. 2484 ซึ่งเรียบเรียงขึ้นโดย กรมยุทธศึกษาทหารบก ซึ่งในส่วนคำนำหนังสือเขียนข้อความเอาไว้อย่างชัดเจนว่า
“…เชื้อชาติของพลเมืองในเขตต์ลาวคือไทย มีเชื้อสายสืบมาแต่โบราณร่วมกับไทยในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา หากแต่ฝรั่งเศสมาเรียกชื่อให้เพี้ยนไปจากไทย จึงทำให้คิดเห็นไปว่าคนละพวกคนละเหล่า คำว่า “ลาว” เอง ความจริงก็เป็นชื่อไทยในสมัยเมื่อยังอยู่ในประเทศจีน…”
เมื่อคนลาวคือคนไทย ศิลปะลาวก็คือส่วนหนึ่งของศิลปะไทย และจึงไม่แปลกที่จะเกิดงานเขียนที่เริ่มอธิบายยกย่องศิลปะลาว โดยเฉพาะพระธาตุพนมให้สูงเด่นขึ้นในฐานส่วนหนึ่งของศิลปะของชาติไทย ทั้งๆ ที่ในยุคก่อนหน้าเราจะไม่พบงานเขียนในทำนองนี้
ใครที่อ่าน “ตำนานพุทธเจดีย์สยาม” ก็จะเห็นชัดนะครับว่า สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ นั้นแทบไม่ทรงกล่าวถึง “ศิลปะลาว” เลย
อาจกล่าวได้ว่า สถานะทางความหมายแบบใหม่ของพระธาตุพนมเริ่มเปลี่ยนไปภายใต้แนวคิด “มหาอาณาจักรไทย” ในช่วงราว พ.ศ. 2483-2484 ตัวอย่างที่ยืนยันได้ดีคือ ปาฐกถาเรื่อง “ของดีภาคอีสาน” โดย หลวงวิจิตรวาทการ เมื่อ พ.ศ. 2484 ที่กล่าวยกย่องพระธาตุพนมอย่างมากในฐานะที่เป็นสัญลักษณ์สำคัญของชาติไทย ความตอนหนึ่งว่า
“…พระธาตุพนมเป็นเจดีย์รุ่นเก่าที่สุดของประเทศไทย สอบสวนได้ความแน่ชัดเป็นที่เชื่อได้ว่าสร้างใน พ.ศ. 1007 คือมีอายุนับถึงบัดนี้ได้ 1400 ปีเศษ…เป็นสถาปัตยกรรมแบบภาคอีสานประกอบด้วยความงามซึ่งจะหาที่ใดเปรียบได้ยาก พระธาตุพนมในเวลานี้สูง 53 เมตร์ เมื่อเปรียบเทียบกับถาวรวัตถุสูงๆ ในประเทศไทย – บรรดาที่สร้างจากพื้นดินแล้ว พระธาตุพนมก็เป็นที่ 4 คือ พระปฐมเจดีย์ เป็นที่ 1 สูง 120 เมตร์ ภูเขาทอง เป็นที่ 2 สูง 63 เมตร์ พระปรางค์วัดอรุณเป็นที่ 3 สูง 56 เมตร์ พระธาตุพนม เป็นที่ 4 สูง 53 เมตร์…ความงามของพระธาตุพนมในเวลานี้เป็นความงามซึ่งสามารถจะอวดแก่คนได้ทุกชาติทุกภาษา เป็นงานอันหนึ่งซึ่งกรมศิลปากรจะพูมใจไปตลอดกาล…”
จากข้อความดังกล่าวเป็นการแสดงให้เห็นว่า พระธาตุพนม (ศิลปะลาว) ได้ถูกผนวกรวมเข้ามาอยู่ภายใต้โครงสร้างทางประวัติศาสตร์ศิลปะไทยเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เป็นรูปธรรมของการนิยามของสิ่งที่เรียกว่า “ศิลปะไทย” และ “ความเป็นไทย” ที่แยกไม่ออกจาก “พรมแดนของชนชาติไทย”

พระธาตุพนมกับชาติไทย ถูกยึดโยงทางความหมายเข้าหากันแนบแน่นยิ่งขึ้นไปอีกเมื่อมีการสร้างวัตถุมงคล “เหรียญพระธาตุพนมช่วยไทย” ในช่วงเวลาคาบเกี่ยวกันระหว่างการซ่อมแปลงองค์พระธาตุกับช่วงกรณีพิพาทอินโดจีน ระหว่าง พ.ศ. 2483-2484 สร้างขึ้นเพื่อมอบให้ผู้ร่วมบริจาคทรัพย์ในการบูรณะซ่อมแปลงยอดพระธาตุ
เหรียญดังกล่าว เชื่อกันว่าออกแบบโดยช่างจากโรงเรียนเพาะช่าง และมีหลวงวิจิตรวาทการ อธิบดีกรมศิลปากร ณ ขณะนั้น เป็นผู้ตรวจและแก้ไขแบบ ด้านหน้าออกแบบเป็นรูปพระธาตุพนมองค์ใหม่หลังการซ่อมแปลงเสริมยอด (บางท่านอธิบายว่าเป็นรูปพระธาตุพนมองค์เดิมก่อนการซ่อมแปลง แต่ผมคิดว่าน่าจะเป็นรูปพระธาตุพนมองค์ใหม่มากกว่า สังเกตจากลวดลายที่ปรากฏบนฐานบัวเหลี่ยมที่มีลักษณะของลวดลายแบบใหม่ มิใช่ลวดลายของเดิม) ส่วนด้านหลังของเหรียญออกแบบเป็นตัวอักษรเขียนข้อความว่า “พระธาตุพนมช่วยไทย”
เหรียญรุ่นนี้ พระครูวิโรจน์รัตโนบล เจ้าคณะจังหวัดอุบลราชธานี วัดทุ่งศรีเมือง เป็นผู้ปลุกเสก พร้อมด้วยพระเถระอีกหลายรูป มีเรื่องเล่าต่อมาอีกเช่นกันว่า เหรียญนี้ส่วนหนึ่งถูกนำไปแจกให้ทหารที่ทำหน้าที่ปกป้องอธิปไตยตามแนวชายแดนสองฝั่งโขง เพราะมีพุทธคุณโดดเด่นด้านมหาอุด
ดังนั้น พระธาตุพนม (ผ่านรูปลักษณ์วัตถุมงคล) จึงขยายความหมายของตนเองมาสู่การเป็นสัญลักษณ์ของการปกป้องอธิปไตยของชาติไทยจากศัตรูผู้มารุกราน
จากทั้งหมดที่กล่าวมา ผมอยากตั้งข้อสังเกตต่อไปว่า ความสำคัญของพระธาตุพนมกับชาติไทยที่เพิ่งถูกสร้างความสัมพันธ์กันทางความหมายขึ้นใหม่ในช่วงระหว่าง พ.ศ. 2483-2484 นี้เองที่น่าจะส่งผลต่อทัศนะของ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ในเวลาต่อมา จากที่พระองค์มิได้ให้ความสนพระทัยต่อพระธาตุองค์นี้เท่าไรนัก (แม้ว่าจะทรงเคยชื่นชมว่างามก็ตามที) มาสู่การยกย่องมากขึ้นอย่างพิเศษ
ในปี พ.ศ. 2489 เมื่อทางวัดเบญจมบพิตรประสงค์จะเขียนภาพจิตรกรรมภายในช่องคูหาทั้ง 8 ภายในพระอุโบสถวัดเบญจมบพิตรที่ยังค้างมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 ให้เสร็จ และได้ไปปรึกษากับ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงฯ โดยพระองค์ได้ประทานความเห็นว่า ควรจะเขียนภาพเป็น “จอมเจดีย์” 8 องค์ที่สำคัญของสยาม
ซึ่งหนึ่งในนั้นคือ พระธาตุพนม โดยทรงอธิบายว่า เป็นเจดีย์ที่สร้างขึ้นก่อนพระเจดีย์องค์อื่นทั้งหมดในภาคอีสาน
ภาพเปรียบเทียบ พระธาตุพนม ก่อนการบูรณะต่อยอดเพิ่มในปี พ.ศ. 2483 (ภาพซ้าย) กับ พระธาตุพนม เมื่อทำการเสริมความสูงยอดแล้ว (ภาพขวา)
ที่มา : จดหมายเหตุการบูรณะปฏิสังขรณ์องค์พระธาตุพนม ณ วัดพระธาตุพนมวรมหาวิหาร อำเภอธาตุพนม จังหวัดนครพนม พ.ศ. 2518-2522
