bg-single

การเมืองไทยภายใต้ ‘ระบอบ’ ต่างๆ (1)

21.09.2025

ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

วันก่อนได้ฟังคุณวีระ ธีรภัทร ในรายการ “ฟังหูไว้หู” พูดถึงอนาคตของการเมืองไทยและคุณทักษิณ ชินวัตร หลังจากได้กลับจากดูไบและยอมรับผลของคำพิพากษาศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ว่าจะเป็นอย่างไร

คุณวีระซึ่งเป็นนักวิจารณ์และวิเคราะห์ข่าวการเมืองที่แม่นยำและลึกซึ้งคนหนึ่งให้ความเห็นที่ชวนให้ผมคิดต่อไป นั่นคือการเสนอว่าก่อนจะตัดสินว่าอนาคตคุณทักษิณซึ่งคนทั่วไปรู้จักกันดีในนามว่า “ระบอบทักษิณ” จะจบอย่างไรนั้น ก่อนอื่นเราควรทำความเข้าใจในความหมายของระบอบทักษิณก่อน นำไปสู่การกลับไปพินิจความเป็นมาของการเมืองไทยภายใต้ระบอบต่าง ๆ ก่อนจะถึงระบอบปัจจุบันคือระบอบทักษิณ

คุณวีระเริ่มต้นด้วย “ระบอบสฤษดิ์” ตามมาด้วย “ระบอบถนอม-ประภาส” แล้ว “ระบอบเปรม” ซึ่งลักษณะสำคัญคือการสร้างรูปแบบประชาธิปไตยที่ต่างจากของตะวันตก โดยเน้นการใช้อำนาจแบบพ่อขุนของคติไทยเดิม ดังนั้น ผู้กุมอำนาจปกครองในมือจึงได้แก่ทหารมากกว่าพลเรือน แม้ยังยอมให้มีการเลือกตั้งก็ตาม

จนเมื่อผ่านวิกฤตยุค รสช. นำไปสู่การสร้างรัฐธรรมฉบับประชาชนหรือปฏิรูปการเมืองในปี 2540 ผลลัพธ์ที่ฉีกไปจากกระบวนการปกครองเดิมคือการขึ้นมาสู่อำนาจรัฐโดยนายกรัฐมนตรีจากพลเรือนนายทักษิณ ชินวัตร แห่งพรรคไทยรักไทย

ตามมาด้วยความผันผวนจากนั้นมาพร้อมกับการต่อต้านคัดค้านรัฐบาลพรรคไทยรักไทยและโดยเฉพาะตัวนายกฯ ทักษิณจากกลุ่มพันธมิตรเพื่อประชาธิปไตย จนเกิดสิ่งที่เรียกต่อมาว่า “ระบอบทักษิณ”

ผมเลยคิดว่าหากขยับกรอบเวลาประวัติศาสตร์ให้ถอยออกไปอีกหน่อย เราก็จะได้เห็นความเป็นมาของการเกิดระบอบปกครองแบบต่างๆ ในไทยได้อย่างน่าสนใจ

แน่นอนแนวคิดมโนทัศน์เรื่องระบอบการปกครองนั้นเป็นแนวคิดใหม่ที่เกิดภายหลังการปฏิวัติประชาธิปไตยในโลกตะวันตก ที่หมายถึง “การควบคุม” หรือ “การจัดระเบียบ” และถูกนำมาใช้ในภาษาฝรั่งเศสและอังกฤษเพื่อหมายถึง “ระบอบการปกครอง” หรือ “รูปแบบการบริหารรัฐ” โดยเฉพาะในบริบทที่เน้นโครงสร้างอำนาจและความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชน

ลองร่างดูคร่าวๆ ว่าที่ผ่านมามีระบอบอะไรบ้างในการเมืองไทย คำตอบคือได้มา 6 ระบอบ ดังนี้

1) ระบอบรัฐธรรมนูญจาก 2475-2481
2) ระบอบพิบูลสงครามครั้งที่หนึ่ง (2481-2487)
2) ระบอบพิบูลสงครามครั้งที่สอง (2491-2500)
3) ระบอบสฤษดิ์ (2501-2506)
4) ระบอบถนอม-ประภาส (2507-2516)
5)ระบอบเปรมาธิปไตย (2523-2531)
5) ระบอบทักษิณ (2543-2549)
6) ระบอบประยุทธ์ (2557-2562)

คำว่าระบอบใช้ในความหมายวิพากษ์ไม่ใช่ทางการ ที่ทรงพลังที่สุดได้แก่ “ระบอบทักษิณ”

เมื่อวิเคราะห์ถึงลักษณะเด่นและร่วมหรือต่างกันของระบอบต่างๆ แล้ว สรุปได้ว่าแม้ทุกระบอบอ้างจุดหมายของการเป็นระบอบประชาธิปไตย แต่ในทางปฏิบัติทุกระบอบต่างอิงและอาศัยอำนาจทั้งในและนอกระบบในการค้ำจุนและรักษาเสถียรภาพของรัฐบาล มากกว่าการอาศัยการสนับสนุนจากราษฎร

แสดงว่าพลังของประชาสังคมซึ่งเป็นองค์ประกอบสำคัญในระบอบประชาธิปไตยเสรีนั้นอ่อนแอหรือไม่อาจพัฒนาขึ้นมาได้

อีกด้านคือความขัดแย้งหรือไม่ลงรอยกันภายในคณะผู้นำทางการเมือง ไม่ว่าในรัฐบาลหรือในพรรคการเมืองก็ตาม

ปัญหาขัดแย้งไปถึงวิกฤตในระบอบการเมืองมักมาจากการต่อสู้หักล้างโค่นล้มกันเองภายในผู้นำองค์กรมากกว่าจากการประท้วงหรือต่อต้านจากประชาชน

ระบอบรัฐธรรมนูญหรือประชาธิปไตยในการเมืองไทยจึงต้องมีนามวลีขยายว่าเป็นแบบอะไร

ระบอบแรกคือรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุด แต่ระยะ 6 เดือนแรกที่การเปลี่ยนแปลงอำนาจปกครองยังทำการต่อรองกันอยู่ ยังไม่ได้ผลลัพธ์อันเด็ดขาดบริบูรณ์ ปรีดี พนมยงค์ จึงเรียกว่าเป็นระบอบ “ราชาธิปไตยภายใต้รัฐธรรมนูญประชาธิปไตย” เป็นการต่อรองระหว่างฝ่ายคณะราษฎรกับสถาบันพระมหากษัตริย์

ผมกลับไปอ่านทรรศนะของปรีดีฯ ระหว่างเวลานั้น ทำให้เห็นถึงแนวความคิดในการมองถึงความต่อเนื่องของการสร้างระบอบการปกครองใหม่ ที่ไม่ใช่การหักล้างและก่อรูปขึ้นใหม่อย่างที่ไม่มีความสัมพันธ์เลยกับอดีต

ตรงกันข้าม แนวคิดและความเชื่อของหลายคนในหมู่ผู้นำคณะราษฎรเอนเอียงไปทางการยอมรับความต่อเนื่องและการสร้างระบอบการปกครองใหม่ที่วางอยู่บนพื้นฐานของระบอบการเมืองและความคิดแบบจารีตนิยมและกษัตริย์นิยม

ในความคิดของผู้นำสมัยนั้น การเปลี่ยนผ่านระบอบไม่ใช่เป็นกระบวนการเดียวที่สำเร็จเสร็จสิ้นในการปฏิบัติครั้งเดียว จะด้วยการใช้อำนาจอย่างเต็มที่หรือหักโค่นอีกฝ่ายลงให้หมดสิ้นก็ตาม ล้วนเป็นสิ่งที่คิดก็ยากและการนำไปปฏิบัติยิ่งยากกว่าอีก เพราะไม่มีฐานทางภูมิปัญญามาชี้นำ

ตรงกันข้าม การสถาปนาระบอบกึ่งเก่ากึ่งใหม่ ซึ่งประกอบไปด้วย “ราชาธิปไตย” กับ “ประชาธิปไตย” เข้าด้วยกัน กลับไปกันได้กับลักษณะความคิดสมัยใหม่ของสยามที่มีการผสมปนเปกันระหว่างใหม่เก่าและนอกกับในมายาวนาน ในระยะเฉพาะหน้าความคิดและทางออกดังกล่าวอาจช่วยให้ระบอบใหม่ก้าวพ้นอุปสรรคและความขัดแย้งทางการเมืองขณะนั้นไปได้

แม้ว่าเมื่อมองกลับไปความพยายามดังกล่าวพูดได้ว่าไม่ประสบความสำเร็จ การประนีประนอมระหว่างสองฝ่ายสองระบบและสถาบัน นับวันมีแต่จะก้าวเดินไปในทิศทางที่ห่างและแยกจากกันมากขึ้นเรื่อยๆ ด้วยสภาวะแวดล้อมทางเศรษฐกิจและระหว่างประเทศที่มีผลต่อการตัดสินใจและการใช้อำนาจของแต่ละฝ่ายที่ไม่อาจยอมรับการดำรงอยู่ของอีกฝ่ายได้

ลักษณะของการสร้างประวัติศาสตร์ประชาธิปไตยของไทยจึงนำไปสู่การเกิดสิ่งที่เรียกว่า “ธรรมชาติ” ของระบอบการเมืองไทยที่ไม่อาจมีการประนีประนอมกันบนหลักการได้

ดังจะเห็นได้จากการที่นิยามและความหมายของหลักการรัฐธรรมนูญในการปกครองประเทศก็ถูกเปลี่ยนและทำให้ชอบธรรมขึ้นอยู่กับอำนาจและพลังของกลุ่มที่ยึดอำนาจรัฐได้

หากเรายึดความหมายของระบอบว่ามันแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนอย่างไรเป็นหลัก ภาพของระบอบในการเมืองไทยเผยให้เห็นความเปลี่ยนแปลงและต้านตึงมาโดยตลอด

ยุคแรกกล่าวได้ว่าเสถียรภาพและความมั่นคงของรัฐบาลและพรรครัฐบาลยังไม่สถาพร การสร้างเงื่อนไขและระเบียบของระบบราชการจึงมุ่งไปที่การสร้างความมั่นคงแก่รัฐบาลก่อน

ที่เห็นชัดที่สุดได้แก่สมัยระบอบพิบูลสงคราม นอกจากภาวะสงครามโลกที่กำลังก่อตัวขึ้น ประสานกับความอ่อนไหวและแตกแยกกันภายในคณะและกลุ่มแกนนำทางการเมืองและการทหารแล้ว ทำให้การสร้างนโยบายที่สร้างชาติให้เข้มแข็งมั่นคงเป็นความจำเป็นเร่งด่วน นั่นคือที่มาของการสร้างชาติและอาศัยลัทธิ (เชื้อ) ชาตินิยมไทยมาขับเคลื่อน โน้มเอียงไปทางลัทธินาซีและฟาสซิสต์จากยุโรปและญี่ปุ่น ส่งเสริมลัทธิทหารนิยม

อย่างไรก็ตาม ภายใต้ระบอบพิบูลสงคราม ยังยอมรับหลัก 6 ประการของคณะราษฎร ให้ความสำคัญแก่รัฐธรรมนูญประชาธิปไตยและการเลือกตั้ง มีการแต่งตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรประเภทหนึ่ง คือมาจากการเลือกตั้งโดยตรงเข้าเป็นรัฐมนตรีมากที่สุด แต่ก็ต่ออายุสมาชิกสภาผู้แทนฯ ประเภทสองคือแต่งตั้งอีกสมัย รวมๆ แล้วด้านที่เป็นอำนาจนิยมและเผด็จการมากกว่าด้านที่เป็นประชาธิปไตย

ที่สำคัญใช้การปราบปรามฝ่ายตรงข้ามที่เป็นคณะเจ้าต่อต้านรัฐบาลอย่างรุนแรงโดยใช้ศาลพิเศษตัดสินประหารชีวิตนักโทษการเมืองและเนรเทศ เป็นต้น

ปัญหาการต่อต้านรัฐบาลพิบูลที่มีผลในระยะยาวคือจากพลังคณะเจ้า ทำให้ในระยะปลายของรัฐบาลพยายามหันไปฟื้นฟูประชาธิปไตย หวังอาศัยพลังประชาชนค้ำจุน

ทำให้ระบอบพิบูลสงครามสองมีลักษณะเป็นกึ่งเผด็จการ

ระบอบต่อมาได้แก่ระบอบสฤษดิ์หรือ “ระบอบปฏิวัติ” น่าสนใจว่าจอมพลสฤษดิ์และที่ปรึกษาสำคัญ เช่น หลวงวิจิตรวาทการ เชื่อว่ารัฐบาลที่มาจากการยึดอำนาจนี้จะทำการ “ปฏิวัติ” คือเปลี่ยนระบบเศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรมของประเทศไปทั้งหมดจากหน้ามือเป็นหลังมือ ตัดขาดจากอุดมการณ์คณะราษฎรโดยสิ้นเชิง นับว่าเป็นคณะรัฐประหารที่มีอุดมการณ์ของตนเองอย่างแน่วแน่

ที่สำคัญคือใช้อุดมการณ์พ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการมาแทนลัทธิประชาธิปไตยเสรีนิยมได้ สถาปนาสัมพันธภาพระหว่างรัฐกับราษฎรแบบพ่อกับลูก ระบบราชการจึงเริ่มทำหน้าที่สั่งสอนอบรมประชาชนนับแต่นั้นมา

ลักษณะที่ต่างไปจากระบอบก่อนคือการลดน้ำหนักความสำคัญของรัฐธรรมนูญ เป็นรัฐบาลที่ร่างรัฐธรรมนูญนานที่สุดในโลกคือ 9 ปีจาก 2502-2511 แต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติทำหน้าที่แทนสภาผู้แทนราษฎร ใช้ประกาศคณะปฏิวัติแทนกฎหมาย

ที่โด่งดังอีกเรื่องคือการใช้มาตรา 17 ที่เป็นอำนาจเด็ดขาดเฉพาะตัวของนายกฯ

แบบแผนและแนวการปกครองแบบอำนาจนิยมนี้จะถูกเลียนแบบโดยคณะรัฐประหารรุ่นน้องที่ตามมาอีกหลายคณะ ได้แก่ คณะปฏิรูป 2516 และคณะ รสช. 2531 รวมถึงคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ภายใต้ระบอบประยุทธ์ (ยังมีต่อ)



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘กับดัก’
เอ็กซ์คลูซีฟ ‘เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ’ ขอเป็น ‘เดอะแบก’ ให้ประเทศ ‘ซ่อม-สร้าง (บุญใหม่)’ เศรษฐกิจไทย
นักวิชาการแนะ ‘2 ยุทธศาสตร์’ กู้ระเบิดเวลา ศก.ไทย!!
สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาหันคา 2 ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
รัฐบาลสายลมแสงแดด (กับ Singing Cabinet) | สุรชาติ บำรุงสุข
ไพร่ติดมหาวิทยาลัย และกิจกรรมภาคบังคับ ประวัติย่อของนักศึกษาไทย ที่ผู้มีอำนาจไม่ยอมให้เติบโต
เพื่อทุกความฝันจะมีวันมั่นคง : หนังสือบันทึกความหวังและการต่อสู้ทีมประกันสังคมก้าวหน้า
ตลาดแฝดอสังหาฯ
All-New Lexus ES อลังการขึ้น เจาะ 2 ขุมพลังใหม่ไฟฟ้าและไฮบริด
ผัดพริกหยวกหมูสไลซ์
‘โนเล่’ กับการนับถอยหลังบนเส้นทางลูกสักหลาด?
ยาดีจากหมอไทยดีเด่นแห่งชาติ สมุนไพรใกล้ตัวแก้พิษงู แก้พิษสัตว์กัดต่อย รักษาแผลน้ำกัดเท้ายามฝน