ทีมฟุตบอลเกาะปันหยี The Floating Field : How a Group of Thai Boys Built Their Own Soccer Field
การ์ตูนที่รัก | นายแพทย์ประเสริฐ ผลิตผลการพิมพ์
ผมพูดเสมอเจอการ์ตูนวาดสวยสีสวยมีโอกาสสูงที่จะหยิบไว้ก่อน
เห็นเล่มนี้ในอะเมซอนพยายามหาว่ามีแปลไทยหรือเปล่าแต่ไม่พบ จึงตัดสินใจซื้อมาอ่านและขออภัยด้วยถ้าสมมุติว่ามีแปลไทยแล้ว จะรู้สึกแปลกใจเล็กน้อยว่าเพราะอะไรไม่มีแปลไทย
หนังสือเล่มนี้มิใช่การ์ตูนแท้ๆ เป็นหนังสือนิทานประกอบภาพเสียมากกว่า แต่ลายเส้นเป็นคอมิกส์แท้ๆ
ที่สำคัญคือผมเองอยากให้คนไทยรู้เรื่องพวกนี้
สารภาพว่าผมไม่เคยรู้เลย ต้องขออภัยทีมฟุตบอลเกาะปันหยีไว้ ณ ที่นี้อีกเรื่องหนึ่ง
และสารภาพด้วยว่าไม่รู้อีกเหมือนกันว่าวันนี้เป็นอย่างไร

ชื่อหนังสือแปลได้ว่า สนามฟุตบอลลอยน้ำ เด็กไทยกลุ่มหนึ่งสร้างสนามซ็อกเกอร์ของพวกเขาเองได้อย่างไร
หน้าปกเป็นเด็กชายสี่คนเตะบอลกันบนสนามไม้กระดานที่ตั้งบนทะเล เปิดเข้าไปพบเด็กชายสองคนพายเรือเก็บลูกฟุตบอลที่ลอยน้ำ เริ่มเรื่องเป็นภาพมุมสูงของหมู่บ้านเกาะปันหยีบนทะเล เห็นสุเหร่าด้านในติดหน้าผา เห็นท่าเรือริมทะเลและหลังคาบ้านเรียงราย เหยี่ยวหลายตัวบินอยู่เหนือหมู่บ้านชาวประมงอันงดงามเบื้องล่าง
ผมไปฮันนีมูนที่เกาะปันหยีเมื่อปี พ.ศ.2529 คือสี่สิบปีล่วงมาแล้วและไม่มีโอกาสได้กลับไปอีกเลย
ผมไปพังงาเป็นครั้งแรกส่วนภรรยาไม่เคยเห็นทะเลมาก่อนเลยในชีวิต
ก่อนหน้าจะเห็นหนังสือเล่มนี้ผมเคยได้ยินเรื่องเด็กๆ เล่นฟุตบอลบนสนามฟุตบอลไม้กลางน้ำ แม้มิทราบรายละเอียดแต่ก็รู้สึกทึ่งอยู่ในใจ
จนกระทั่งวันนี้เห็นหนังสือที่ฝรั่งเขียนถึงการสร้างทีมฟุตบอลที่เกาะปันหยีในรูปแบบหนังสือภาพก็อดหามาอ่านมิได้
แม้ว่าเรื่องราวจะผ่านมานานแล้วแต่นักเขียนและคนสำคัญของทีมฟุตบอลเกาะปันหยีคือคุณประสิทธิ์ เหมมินทร์ ยังคงปรากฏตัวให้กำลังใจเด็กๆ ที่รักฟุตบอลอยู่
ภาพข่าวสุดท้ายที่เห็นเพิ่งจะมาพบเด็กๆ ที่โรงเรียนนานาชาติแห่งหนึ่งเมื่อไม่นานมานี้เอง

ดังที่เราคนไทยทราบกันดีบ้านเรือนเกาะปันหยีสร้างบนน้ำด้วยเสาที่ปักลงบนพื้นทราย ไม่มีลานกว้างในตอนแรก
หลังจากเด็กๆ บนเกาะกลุ่มหนึ่งมีโอกาสดูทีวีถ่ายทอดสดฟุตบอลโลกปี 1986 (นั่นคือปี พ.ศ.2529 ที่ผมไปเกาะปันหยีครั้งแรกพอดี) พวกเด็กๆ อยากเล่นบ้าง ที่ทำได้คือเล่นบนผืนทรายริมหาดที่หัวบ้านช่วงน้ำลงซึ่งจะมีเพียงเดือนละสองครั้ง
ท่านที่เคยเล่นฟุตบอลบนทรายแล้วได้เตะทรายไปพร้อมกับลูกฟุตบอลก็จะเข้าใจความรู้สึกของเด็กๆ กลุ่มนี้ได้ดี
พวกเขาต้องการลานดีๆ ที่กว้างพอสำหรับเตะฟุตบอลจริงๆ
สก๊อต ไรลีย์ เป็นครูโรงเรียนนานาชาติที่สิงคโปร์ เขาเดินทางและเขียนถึงชนกลุ่มต่างๆ ที่ได้พบ รวมทั้งเด็กๆ บนเกาะปันหยี วาดภาพโดยทีมชาวเวียดนาม Nguyen Quang และ Kim Lien
หนังสือไม่ได้เล่าเรื่องวัฒนธรรมและความเป็นอยู่ของชาวเกาะปันหยีมากนัก เล่าเฉพาะเรื่องเด็กๆ กับฟุตบอลเท่านั้น
เด็กๆ ไม่เพียงขาดสนามที่จะเล่น พวกเขาไม่มีรองเท้าและชุดทีม มีแต่ใจรักฟุตบอล
ตัวเอกของเรื่องในหนังสือเป็นเด็กชายชื่อ Prasit Hemmin ค้นกูเกิลพบว่าสะกดเป็นประสิทธิ์ เหมมินทร์
เขาตื่นเช้าช่วยพ่อเตรียมเครื่องมือหาปลา ช่วยแม่เตรียมอาหารก่อนไปโรงเรียนเหมือนเด็กๆ ทั่วไปที่มีงานบ้านต้องช่วยต้องทำ
ฝันของเขามิได้อยู่บนเกาะแต่ไปอยู่ที่ฟุตบอล
เขากับเพื่อนๆ นัดชุมนุมดูฟุตบอลที่ร้านกาแฟของลุงหลังเลิกเรียนเสมอ
จนกระทั่งวันหนึ่งประสิทธิ์ชวนเพื่อนๆ สร้างสนามฟุตบอลกัน

พวกเขาแยกย้ายกันออกหาไม้กระดานจากเรือที่ผุพังและท่าเรือที่เลิกใช้งาน หาทุ่นและโฟมที่ไม่มีคนต้องการ ลงน้ำกำค้อนตอกตะปูกันเอง ตะปูหักงอแผ่นไม้ปริแตกแต่พวกเขาไม่ย่อท้อ พอๆ กับไม่มีทั้งแปลน (แบบ) และแพลน (แผน) มีแต่ใจกับแรงท่ามกลางความงุนงงของชาวบ้านที่เดินผ่านไปมา
ชาวบ้านบางคนสั่นหัว ตะโกน “พวกแกบ้าไปแล้ว ดูรอบๆ สิ พวกแกเล่นฟุตบอลที่นี่ไม่ได้” รอบตัวมีแต่ทะเล
แต่พวกเขาไม่ย่อท้อ เวลาผ่านไปเป็นสัปดาห์ เหยี่ยวจากท้องฟ้ามองเห็นสนามฟุตบอลผุดขึ้นบนทะเล
หลังจากนั้นไม่นานตาข่ายหาปลาก็กลายสภาพเป็นตาข่ายประตูฟุตบอล
ดูเหมือนพวกเขาพร้อมแล้ว ที่เหลือเป็นการสร้างทีม พวกเขาไม่คิดจะเล่น “เล่นๆ”
ประสิทธิ์กับทีมฟุตบอลเกาะปันหยีไม่ต้องพึ่งพระจันทร์และเวลาน้ำขึ้นน้ำลงแล้ว แต่สนามไม้กระดานที่มีช่องว่างระหว่างกระดานกับหัวตะปูก็สร้างการเตะบอลที่ดูเหมือนนาฏกรรมบนทะเลไปในตัว หากลูกออกนอกสนามก็เหมือนกัน ออกนอกสนามแปลว่าตกทะเล คนเตะต้องกระโดดลงน้ำว่ายไปเก็บมา
ชาวบ้านที่เดินผ่านไปมาเลิกสั่นหัวแล้ว บางคนถึงกับหยุดเชียร์

แล้ววันสำคัญก็มาถึง พวกเขาจะไปแข่งบนแผ่นดินใหญ่ เช้าวันนั้นชาวบ้านตามมาส่งที่ท่าเรือกันคับคั่ง แต่ที่นำความแปลกใจให้มากกว่าคือชาวบ้านนำเสื้อทีม กางเกงนักบอล และสตั๊ดมาให้นักฟุตบอลทุกคนด้วย บัดนี้พวกเขามีชื่อมีเสียงมีตัวมีตนมีที่มาที่ไปแล้ว นั่นคือ “ทีมฟุตบอลเกาะปันหยี”
บนแผ่นดินใหญ่พวกเขาตื่นสนามที่ไม่คุ้นเคย พื้นเป็นหญ้ามิใช่ไม้กระดานอีกแล้ว แต่ถึงกระนั้นทีมฟุตบอลเกาะปันหยีก็สามารถเอาชนะฟันฝ่าไปจนถึงรอบตัดเชือก แล้วฝนก็ตกลงมาพอดี ตอนนี้พื้นสนามมิใช่เป็นแค่หญ้าแต่เป็นหญ้าเปียกน้ำที่พวกเขาไม่เคยพบมาก่อน จะทำอย่างไรดี
ภาพวาดสนามฟุตบอลที่เห็นในหนังสือสร้างขึ้นจากแผ่นไม้และมีขนาดเล็กกว่าสนามฟุตบอลทั่วไป ทราบมาว่านักเขียนเดินทางจากสิงคโปร์ไปหาประสิทธิ์เมื่อปี 2018 เวลานั้นสนามที่เห็นในรูปถ่ายดูเหมือนจะเป็นสนามเทปูนแล้วแต่ขนาดก็ยังเล็กกว่ามาตรฐานอยู่ดี
หนังสือมิได้ให้ความกระจ่างว่าเด็กๆ พัฒนาฝีมือตัวเองกันได้อย่างไรภายใต้ข้อจำกัดมากมายที่เห็น

ระหว่างสนามแรกที่เห็นในหนังสือกับสนามเมื่อปี 2018 ในภาพถ่าย ยังมีสนามที่สร้างจากไม้แต่พื้นสนามปูเรียบร้อยลอยบนน้ำทะเลอีกด้วย
ยิ่งชวนฉงนว่าเด็กๆ เพียรพยายามกันมากเพียงไรจึงจะได้ไปแข่งบนแผ่นดินใหญ่ได้
หนังสือมิได้ลงรายละเอียดของพัฒนาการของสนาม เรื่องทีมฟุตบอลที่เห็นในภาพก็เช่นกัน ดูเหมือนช่วงแรกๆ เด็กจะเตะกันเป็นทีมห้าคน สนามจึงไม่ใหญ่มาก การแข่งขันครั้งแรกๆ ก็ดูคล้ายจะเป็นทีมห้าคน จนถึงการแข่งนัดสุดท้ายกลางสายฝนน่าจะเป็นทีม 11 คนในสนามขนาดมาตรฐาน
หนังสือมิได้บอกว่าพวกเขาซ้อมเล่นทีม 11 คนที่บนเกาะหรือที่ไหน
น่าชมเชยที่เข้าได้ถึงรอบลึกขนาดนั้น
บางทีสนามที่เห็นไม่ใช่เรื่องสำคัญเท่าใจเด็กๆ ซึ่งเราจะได้เห็นอย่างน่าประทับใจในตอนจบเมื่อพวกเขาไม่รู้จะเตะกลางสายฝนบนหญ้าที่เปียกแฉะอย่างไร
ทันใดนั้นพวกเขาคืนร่างเป็นเด็กชาวเกาะ คืนอย่างไร ผลการแข่งขันเป็นอย่างไร ท่านที่สนใจจินตนาการต่อเองแล้วกันนะครับ แต่ผลการแข่งขันมิใช่เรื่องสำคัญอีกแล้วนี่นา นักเขียนนักวาดสื่อสารข้อสำคัญนี้ได้สำเร็จ
ทีมวาดเป็นชาวเวียดนามที่เคยเตะบอลข้างถนนมาก่อนแล้วจึงเข้าใจความรู้สึกของเด็กๆ ที่เกาะปันหยี ไม่นับว่าภูมิประเทศก็คล้ายๆ กัน ความรู้สึกนั้นถ่ายทอดไปที่ท้องฟ้าตั้งแต่เช้าตรู่จนถึงค่ำที่เด็กๆ สู้สุดชีวิตกลางสายฝน
หนังสือทั้งเล่มเคลื่อนไหวไปข้างหน้าตลอดเวลาด้วยเส้นโค้งของชื่อเรื่องตั้งแต่ปกหน้า เส้นโค้งของลูกคลื่น ของก้อนเมฆ ของพรรณไม้ และวิถีการบินของเหยี่ยว
เสมือนลูกโค้งที่พุ่งเข้าประตูฉะนั้น
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
