bg-single

สงครามโดรน (4) การปรับตัวทางทหาร

01.10.2025

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

สงครามโดรน (4)

การปรับตัวทางทหาร

“ผู้ชนะในการรบที่อาจจะกลายเป็นผู้ชนะในสงครามได้นั้น คือผู้ที่พัฒนาตนเอง ขณะที่อีกฝ่ายที่แพ้มักตกอยู่ในสภาพที่ไม่ได้เตรียมการ และไม่สามารถปรับตัวเองให้ได้อย่างรวดเร็วไปกับวิถีใหม่ของสงคราม”

Donald Cameron Watt

Too Serious a Business (1975)

เมื่อต้องพิจารณาบทบาทของโดรนในการสงครามนั้น เราอาจจะเริ่มด้วยข้อเตือนใจจากบทเรียนในวิชาประวัติศาสตร์สงครามที่สะท้อนให้เห็นถึงปัญหา “การปรับตัวทางทหาร” (Military Adaptation) เพราะการปรับตัวทางทหารเช่นนี้ เป็นปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนความคิดของผู้นำทหารทั้งในระดับยุทธศาสตร์และระดับยุทธการ ที่มีนัยสำคัญต่อการกำหนดมุมมองทางทหาร ซึ่งจะมีผลโดยตรงต่อความเป็นไปในสนามรบ โดยเฉพาะจะมีผลโดยตรงต่อการกำหนดยุทธศาสตร์และแผนการ

ความคิดเรื่อง “การปรับตัวทางทหาร” ในบทนี้ หมายถึงการปรับตัวเพื่อรองรับกับความเปลี่ยนแปลงในมิติทางยุทธศาสตร์ ที่เกี่ยวข้องทั้งกับตัวยุทธศาสตร์โดยตรง หรือการจัดการทางทหารเพื่อรองรับต่อการทำสงครามของรัฐ การปรับเช่นนี้ในอีกระดับหนึ่ง อาจเป็นการปรับที่เป็นผลจากความท้าทายในระดับทางยุทธการ และแรงกดดันจากความต้องการเอาชนะในการรบขนาดใหญ่ โดยเฉพาะในระดับของการเตรียมทัพ

เรื่องราวเช่นนี้เป็นสิ่งที่เกิดในประวัติศาสตร์ทหาร จนเป็นข้อคิดให้กับการมาของอาวุธสมัยใหม่ เช่น โดรนในปัจจุบันได้เป็นอย่างดี ดังนั้น บทความนี้จะลองย้อนทวนข้อคิดเรื่องของการปรับตัวทางทหารในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงของสภาวะสงคราม หรืออาจกล่าวเป็นข้อสังเกตได้ว่า สงครามมีความเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา จึงเป็นแรงกดดันให้รัฐและกองทัพต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวตลอดเวลาเช่นกัน

การรื้อระบบคิดเก่า

ถ้าจะกล่าวถึงความเปลี่ยนแปลงที่ก่อให้เกิดการปรับตัวทางทหารนั้น อาจเริ่มต้นยกตัวอย่างได้จากผลจากการกำเนิดของดินปืนและพัฒนาการของอาวุธปืนในรูปแบบต่างๆ ซึ่งทำหน้าที่ในการ “รื้อทิ้ง” ทั้งแบบแผนสงครามเก่า ชุดความคิดทางทหารแบบเก่า จนไปถึงเครื่องมือการสงครามแบบเก่าไปทั้งหมด สภาวะเช่นนี้ทำให้เกิด “การปรับเปลี่ยนของสงคราม” ที่ก่อให้เกิด “ความใหม่” ในรูปแบบของสงครามและงานการทัพ

ตัวอย่างเช่น ในยุคกลางของยุโรปนั้น เราอาจจะมีความเชื่อพื้นฐานว่า กำแพงสูงจะเป็นปัจจัยในการสร้างความเข้มแข็งให้แก่การป้องกันเมืองในสงครามป้อมค่ายประชิด แต่เมื่ออำนาจการยิงของปืนใหญ่ได้ถูกนำเข้ามาใช้ในสนามรบแล้ว อำนาจการป้องกันเมืองของกำแพงสูงก็หมดสภาพไป สภาวะเช่นนี้อาจกล่าวได้ว่า “การปฏิวัติของดินปืน” (Gunpowder Revolution) ได้นำไปสู่ปัญหาทางยุทธการ ที่ความแข็งแรงของกำแพงเมืองในแบบเดิมไม่ใช่ปัจจัยของการป้องกันที่มีประสิทธิภาพ

หากกล่าวในทางทฤษฎีสงครามก็คือ อำนาจของปืนใหญ่ได้สร้างทฤษฎีใหม่ของการสร้างป้อมค่ายทั้งหมด ดังที่เราจะเห็นได้จากการออกแบบของกำแพงเมืองในรูปแบบใหม่ เช่น การลดสิ่งกีดขวางในพื้นที่ด้านหน้าของกำแพงเพื่อเปิดให้เห็นการเข้ามาของผู้บุกรุกอย่างชัดเจน และการเปิดพื้นที่โล่งเช่นนี้ ก็เพื่อให้ปืนใหญ่ของฝ่ายป้องกันสามารถยิงทำลายกำลังของฝ่ายบุกที่เข้ามาอยู่ในระยะยิงได้ตั้งแต่ต้น ไม่ใช่ต้องรอให้ข้าศึกเข้าใกล้ประชิดกำแพงเช่นในสงครามแบบเก่าของยุคกลาง

ในอีกส่วนหนึ่ง กำแพงถูกลดความสูงลง แต่ตัวกำแพงก็ถูกขยายให้มีความหนามากขึ้น เพื่อใช้เป็นที่ตั้งของปืนใหญ่ หรือรูปมุมเหลี่ยมของตัวกำแพงเองก็เปลี่ยนไป เพื่อลดมุมอับของฝ่ายป้องกันที่อาจมองผู้บุกรุกไม่ชัด หรือทำให้ที่ตั้งของปืนบนเชิงเทินนั้นสามารถยิงครอบคลุมเป้าหมายในแนวป้องกันได้ทั้งหมดโดยไม่มีมุมอับจากการยิงของปืนใหญ่

ดังนั้น ผลของการกำเนิดของปืนใหญ่ที่สร้างความได้เปรียบให้กับฝ่ายรุก กลับถูกคิดตอบโต้กลับด้วยการทำให้อำนาจการยิงของฝ่ายป้องกันมีความเหนือกว่าฝ่ายที่เข้าตี ซึ่งการทำเช่นนี้ได้ไม่ใช่เพียงเป็นเรื่องของปัจจัยทางทหารเท่านั้น หากความซับซ้อนของสงครามที่เป็นผลจากพัฒนาการของอาวุธปืนนั้น ยังหมายถึงการนำเอาศาสตร์ใหม่ๆ เข้ามาช่วยในการทำสงครามอย่างน่าสนใจคือ “คณิตศาสตร์” เพราะนายทหารปืนใหญ่จะไม่สามารถทำการยิงเป้าหมายของศัตรูได้เลย โดยปราศจาก “การคำนวณทางคณิตศาสตร์” หรือที่ล้อกันเสมอว่า คนสอบตกวิชาคณิตศาสตร์จะเป็นนายทหารปืนใหญ่ที่ดีไม่ได้

บางครั้งก็กล่าวสัพยอกกันว่า ทหารปืนใหญ่เป็นเหล่าที่เรียนเก่งที่สุด เนื่องจากหากพิจารณาเหล่าทหารในมิติทางสังคมในแบบของยุโรปแล้ว ความเก่งเช่นนี้บ่งบอกถึงการกำเนิดของคนชุดใหม่ในสังคมคือ “ชนชั้นกลาง” ที่จะต้องเข้ามารับหน้าที่เป็นทหารปืนใหญ่ ขณะที่ทหารม้าเป็นตัวแทนของขุนนางที่เป็น “ชนชั้นสูง” เช่นที่ทหารราบเป็นตัวแทนของ “สามัญชน” ที่เป็นคนในชนชั้นทั่วไป หรือบางตำราของประวัติศาสตร์สังคม อาจถือว่าทหารราบเป็นภาพแทนของ “ชนชั้นล่าง” ที่เป็นชาวนา

สงครามของทหารวิชาการ

ความเปลี่ยนแปลงเช่นนี้เห็นได้ชัดว่า สงครามต้องการ “ปัญญาชน” ที่ไม่ใช่ต้องการแค่ “นักรบ” แต่เพียงอย่างเดียวอีกต่อไป ดังนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกแต่อย่างใดที่ 2 บรรพชนส่วนใหญ่ของเหล่าปืนใหญ่ในศตวรรษที่ 16 จะเป็นนักคณิตศาสตร์ทั้งคู่ เช่น Niccolo Tartaglia (1500-1557) และ Simon Stevin (1548-1620) และคณิตศาสตร์ยังสร้างความเชื่อมโยงโดยตรงระหว่างวิชาทหารปืนใหญ่กับวิชาทหารช่างในการสร้างป้อม ซึ่งผลงานของนักคิดทั้ง 2 นี้ เป็นพื้นฐานที่สำคัญของทหารเหล่าปืนใหญ่และเหล่าช่างในช่วงเวลานั้น

ดังนั้น หากกล่าวในบริบททางสังคมแล้ว จึงเห็นได้ชัดว่าการกำเนิดของวิชาทหารปืนใหญ่และวิชาทหารช่างสมัยใหม่นั้น ต้องการ “ชนชั้นกลาง” ที่มีพื้นฐานความรู้ทางคณิตศาสตร์เข้ามาเป็นนายทหาร อันทำให้กองทัพเกิดกระบวนการสร้าง “ความเป็นทหารอาชีพ” (Military Professionalism) ซึ่งเป็นปัจจัยโดยตรงในเวลาต่อมาของการกำเนิดของกองทัพสมัยใหม่

การสร้างทฤษฎีการสงครามใหม่จากการผสมผสานระหว่างคณิตศาสตร์เข้ากับพัฒนาการของเทคโนโลยีทหารนั้น ไม่เพียงทำให้ต้องเปลี่ยนรูปแบบของป้อมและแนวกำแพงเท่านั้น หากยังสร้างแนวคิดใหม่ในเรื่องของการรับศึก (ฝ่ายป้องกันเมืองในสงครามป้อมค่ายประชิด) อันทำให้ต้องเกิดการปรับตัวทางทหารในการสร้างแนวคิดใหม่ของการใช้กำลังระหว่างทหารราบกับทหารปืนใหญ่ให้สามารถทำการรบร่วมกันได้ และการไม่ปรับตัวต่อความใหม่ทางทหารที่เกิดนั้น ย่อมหมายถึงความพ่ายแพ้อย่างแน่นอน

ดังนั้น ถ้าเจ้าผู้ครองนครของรัฐยุโรปมีความแข็งขืนต่อการปรับตัว และมองไม่เห็นอำนาจการทำลายของอาวุธยิง หรือยึดมั่นในแนวคิดของสงครามป้อมค่ายประชิดแบบเก่าแล้ว เมืองนั้นจะมีอายุของการถูกปิดล้อมไม่นาน กล่าวคือ เมืองดังกล่าวจะแตกอย่างรวดเร็ว เพราะไม่สามารถทานอำนาจของฝ่ายรุกที่มีอาวุธปืนใหญ่เป็นกำลังหลักในการล้อมเมือง ขณะเดียวกันกำแพงสูงก็ไม่ได้มีประสิทธิภาพในการป้องกันการเข้าตีของข้าศึกอีกต่อไป แต่กลับกลายเป็นจุดอ่อนในตัวเอง เพราะถูกยิงพังทลายลงได้ง่าย

การปรับตัวต่อการมาของ “ความใหม่” ทางทหารเช่นที่กล่าวแล้วในข้างต้น จึงทำให้วิศวกรคนสำคัญชาวฝรั่งเศสคือ “เซบาส์ติยอง เดอ โวบอง” (Sebastian de Vauban, 1633-1707) ก้าวเข้ามาเป็นผู้นำทางความคิดทางทหารในรัชสมัยของพระเจ้าหลุยส์ที่ 14 จนเขาได้รับการยกย่องให้เป็น “วิศวกรทหารคนสำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ยุโรป” หรือเราอาจต้องยกย่องในอีกด้านว่า โวบองคือ “บิดาของทหารช่างสมัยใหม่” ซึ่งหลักการสงครามที่เขาได้ออกแบบไว้นั้น ยังคงใช้สืบทอดมาหลังจากการเสียชีวิตของเขาแล้วต่อมาอีก 100 ปี และหลักยุทธวิธีของการเป็นฝ่ายรับที่เขาเขียนตำราไว้ ยังคงถูกนำมาใช้ในสงครามของศตวรรษที่ 20 อีกด้วย

โวบองไม่ใช่นักการทหารแบบเดิม แต่เขาเป็นวิศวกรที่เอาวิธีการทางวิทยาศาสตร์มาใช้เป็นกระบวนการในการแก้ปัญหาทหาร และต้องไม่ลืมว่าโดยเงื่อนไขทางสังคมแล้ว เขาเป็นปัญญาชนในยุคสมัยของ “ความรุ่งเรืองทางปัญญา” (The Age of Enlightenment) ความคิดของเขาจึงเป็นผลผลิตของยุคสมัยดังกล่าวที่เน้นถึงหลักการใช้เหตุผล จนอาจกล่าวได้ว่าเขาเป็นตัวแทนของทหารสมัยใหม่ ที่มีพื้นฐานทางวิชาการ และนำเอาหลักวิชาวิศวกรรมมาใช้ในทางทหาร ซึ่งแนวคิดของโวบองคือ การนำเอาศาสตร์สงครามป้อมค่ายมาผสมผสานกับศาสตร์ของการสร้างป้อมให้เป็นหนึ่งเดียวกัน หรือเขาทำให้วิชาทหารช่างเป็นยุทธศาสตร์ทหาร

เราจึงอาจกล่าวได้ว่า โวบองเป็นหนึ่งใน “ปัญญาชนทหาร” ของยุคแห่งความรุ่งเรืองทางปัญญาคนสำคัญของยุโรป หรืออาจกล่าวได้ว่าเขาเป็นคนทำให้วิชาทหารเป็นเรื่องทางวิชาการ เช่นเดียวกับที่ทำให้เรื่องทางวิศวกรรมกลายเป็นเรื่องทางทหาร ดังจะเห็นได้ว่าสงครามป้อมค่ายประชิดในศตวรรษที่ 16 เป็นทั้ง “ศาสตร์และศิลป์” ของวิชาทหาร โดยเฉพาะการสร้างแนวคิดในการปิดล้อมเมืองด้วย “คูสนาม” 3 ชั้นคู่ขนานกับแนวกำแพงหรือแนวป้องกันของตัวเมือง (แนวคิดเรื่อง The Siege Parallel) แนวคิดใหม่เช่นนี้สะท้อนให้เห็นถึงการใช้งานวิศวกรรมทหารในการเอาชนะเมืองของข้าศึกในรูปแบบใหม่ ไม่ใช่การใช้กำลังเข้าตีตรงหน้า แต่ใช้คูสนามเป็นเครื่องมือในการเคลื่อนย้ายปืนใหญ่ให้เข้าใกล้จุดที่ตั้งยิง ที่จะทำให้เกิดอำนาจการทำลายมากที่สุด ซึ่งเป็นแนวคิดของโวบองที่กล่าวเสมอว่าต้อง “ใช้ดินปืนให้มากขึ้น นองเลือดให้น้อยลง”

จะปรับตัวอย่างไร?

ที่กล่าวมาอาจจะดูเป็นเรื่องยืดยาวในประวัติศาสตร์ทหาร แต่พัฒนาการที่เกิดในศตวรรษที่ 16 และ 17 ที่วิชาทหารถูกทำให้เป็นวิชาการ ด้วยการใช้ศาสตร์ใหม่อย่างคณิตศาสตร์มากขึ้นอย่างเห็นได้ชัดนั้น ชวนให้ต้องคิดถึงเรื่องของการปรับตัวทางทหารในยุคปัจจุบัน เพราะเมื่ออาวุธชนิดใหม่เข้ามา และสร้างผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อความเปลี่ยนแปลงของสนามรบ การฝืนไม่ปรับตัวเลย ย่อมส่งผลโดยตรงต่อผลลัพธ์ของการรบ และ/หรือของการสงคราม ดังจะเห็นต่อมาถึงการออกแบบรูปร่างของป้อมของเมืองใหม่หมดตามแนวคิดของโวบอง ที่เป็นป้อมรูปดาว (star fort) โดยมีคูน้ำลึกและกว้างล้อมรอบ ไม่ใช่รูปแบบของปราสาทในยุคกลางอีกต่อไป

การปรับตัวเช่นนี้ยังปรากฏชัดอีกครั้งในสงครามกลางเมืองอเมริกา ที่วิศวกรทหารทั้งฝ่ายเหนือและฝ่ายใต้ต่างยึดถือตำรา “ศิลปะการสร้างป้อม” เล่มเดียวกันจากโรงเรียนนายร้อยเวสต์พอยต์ และตำราป้อมสนามนี้เป็นผลผลิตจากความคิดของโวบองโดยตรง ทั้งเป็นคู่มือพื้นฐานของวิชาทหารช่างในยุคนั้นด้วย

ทั้งหมดนี้บอกเล่าเรื่องของการปรับตัวทางทหาร เพื่อรองรับต่อความเปลี่ยนแปลงของสงคราม ดังนั้น การปรากฏตัวของโดรนในสนามรบจึงชวนให้ย้อนคิดจากข้อเตือนใจในยุคความรุ่งเรืองทางปัญญา!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร