จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร

‘ใบกล้วย’ หรือ ‘ใบตอง’ เป็นใบไม้ที่ปรากฏในวรรณคดีไทยมาตั้งแต่สมัยสุโขทัย อยุธยา เรื่อยมาจนถึงสมัยรัตนโกสินทร์ อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นใบไม้สำคัญที่สัมพันธ์กับวิถีชีวิตของคนไทยตลอดมา

ดังจะเห็นได้จากเสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” นางสายทอง (พี่เลี้ยงของนางพิมพิลาไลยผู้รับหน้าที่เป็นสื่อกลางระหว่างนางพิมกับพลายแก้ว) แสร้งตัดพ้อฝ่ายชายว่า ตนเองเปรียบได้กับใบตองห่อขนม คนแกะใบตองกินขนม แล้วโยนใบตองทิ้ง ไม่สนใจใบตองอีกต่อไป คนจนเช่นนางสายทองนี้จำต้องทนเจ็บช้ำกล้ำกลืนไปจนวันตาย

“ตัวข้าอุประมาเหมือนใบตอง ประคองห่อหุ้มขนมไว้

แก้สาดเสียสิ้นกินแต่ของ อันใบตองหาทะยาทะแยไม่ (ทะยาทะแย = สนใจ แยแส)

เป็นคนจนก็ต้องทนระกำไป มิให้สูญสิ้นทั้งสองรา” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

คําว่า ‘เจียนตอง’ หมายถึง เฉือนใบตองให้ริมเรียบและได้รูปตามต้องการ ใบตองที่ใช้รองมีหลายขนาดต่างกันไปตามรูปร่างของสิ่งที่รอง

บทละครรำเรื่อง “อิเหนา” กล่าวถึงตอนที่อิเหนาส่งเพลงยาววอนขอชานสลาและสไบจากนางจินตะหรา นางอ่านเพลงยาวแล้วก็ปฏิเสธตามมารยาสตรี

พี่เลี้ยงทั้งสองของนางจินตะหราจึงใช้อุบายทำทีว่าตนเป็นฝ่ายขอประทานชานหมากเนื่องจากปวดฟันอยู่ ไม่สามารถเคี้ยวหมากเองได้

“๏ บัดนั้น ซ่าเหง็ดรู้กิริยาบาหยัน

จึ่งทูลองค์อรไทวิไลวรรณ ทำเจ็บฟันปวดป่วยเป็นพ้นไป

รำมะนาดเจ้ากรรมทำวิบาก จะเคี้ยวสลาอ้าปากก็ไม่ได้ (รำมะนาด = โรคเหงือกอักเสบ)

จึ่งหยิบหมากมาถวายอันใด ทรามวัยได้โปรดเคี้ยวประทาน”

นางจินตะหราแม้ปากจะบ่น แต่ก็ยินยอมทำให้ตามคำขอ

“เวทนามาเฝ้าเซ้าซี้ เช่นนี้น่าชังมั่งฤๅไม่

จึ่งรับหมากมาเคี้ยวประเดี๋ยวใจ แล้วส่งให้ซ่าเหง็ดด้วยเมตตา”

หลังจากซ่าเหง็ดได้รับชานสลา หรือชานหมากแล้ว ก็ทูลลานางจินตะหรามาพร้อมกับบาหยัน

“เดินด่วนชวนกันเข้าในห้อง ทั้งสองประดิษฐ์คิดอ่าน

เจียนตองแต่พอห่อชาน ใส่ผอบเอาพานทองรอง”

ใบตองซึ่งเจียนเรียบร้อยนี้มีขนาดเล็กห่อชานหมากของนางจินตะหราได้พอดี จัดวางไว้ในผอบ เตรียมนำไปถวายอิเหนาต่อไป

ในขณะที่ใบตองรองทุเรียนมีขนาดใหญ่กว่า ต้องเจียนตองให้ใหญ่ขึ้นและมีรูปร่างพอเหมาะจะรองพูทุเรียนที่มีลักษณะนูนรี ดังที่ “กาพย์เห่ชมเครื่องคาวหวาน” พระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 บรรยายถึงทุเรียนที่ปอกเปลือกแล้วว่า

“๏ ทุเรียนเจียนตองปู เนื้อดีดูเหลืองเรืองพราย

เหมือนศรีฉวีกาย สายสวาดิพี่ที่คู่คิด”

นอกจากนี้ ยามอยู่ในป่า นางกำนัลยังใช้ใบตองรองดอกไม้จำนวนมากที่เก็บมาถวายเจ้านายอีกด้วย บทละครรำเรื่อง “อิเหนา” เล่าถึงตอนท้าวดาหาไปใช้บนที่เขาวิลิศมาหรา เมื่อท้าวดาหาเสด็จถึงที่ประทับแล้ว นางบุษบาก็ลงสรงน้ำกับบริวาร

“๏ เมื่อนั้น บุษบาเยาวยอดเสนหา

เล่นกับสาวสวรรค์กัลยา ที่ในธาราวาริน

ชิงกันเก็บพรรณดอกไม้ อันลอยไหลมาตามกระแสสินธุ์

บ้างรายเก็บริมชลบนดิน หอมตระหลบอบกลิ่นสุมามาลย์

ลางนางบ้างร้อยห้อยมวยผม บ้างถือดมชมว่าหอมหวาน

บ้างเก็บได้ใส่ตองรองพาน มาถวายเยาวมาลย์พระบุตรี”

คนไทยสมัยก่อนใช้ใบตองหุ้มห่อและรองได้สารพัดตั้งแต่ขนม ชานหมาก ผลไม้ ดอกไม้ เรื่อยไปจนกระทั่งน้ำเลือดน้ำหนอง ดังจะเห็นได้จากเสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” ตอนขุนช้างถวายฎีกา สมเด็จพระพันวษาทรงให้นางวันทองตัดสินใจเลือกว่าจะอยู่กับขุนแผน ผัวเก่า ขุนช้าง ผัวใหม่ หรืออยู่กับจมื่นไวย ลูกชายก็ได้ จะพระราชทานให้ตามต้องการ

แต่นางไม่สามารถตัดสินใจเลือกใครได้ และทูลเหตุผลว่าแต่ละคนมีสิ่งผูกใจนางต่างๆ กันไป เป็นเหตุให้สมเด็จพระพันวษาพิโรธยิ่งนัก ตรัสบริภาษนางวันทองอย่างรุนแรง

และตัดสินให้นำนางไปประหาร มิให้คนทั้งหลายเอาเป็นเยี่ยงอย่าง

“เร่งเร็วเหวยพระยายมราช ไปฟันฟาดเสียให้มันเป็นผี

อกเอาขวานผ่าอย่าปรานี อย่าให้มีโลหิตติดดินกู

เอาใบตองรองไว้ให้หมากิน ตกดินจะอัปรีย์กาลีอยู่

ฟันให้หญิงชายทั้งหลายดู สั่งเสร็จเสด็จสู่ปราสาทชัย”

ภาพการประหารนางวันทองที่ ‘เอาใบตองรอง (เลือด) ไว้ให้หมากิน ตกดินจะอัปรีย์กาลีอยู่’ น่าจะเป็นดังที่บันทึกไว้ในหนังสือเรื่อง “ประวัติการราชทัณฑ์ 200 ปี” ของกรมราชทัณฑ์ กระทรวงมหาดไทย เกี่ยวกับ ‘การประหารชีวิตด้วยดาบ’ ดังนี้

“หลักประหาร หรือเรียกว่า ‘กาจับหลัก’ หรือ ‘กากะเยีย’ ใช้เป็นหลักประหารนักโทษที่ถูกประหารด้วยดาบ เพชฌฆาตจะนำนักโทษประหารเข้าไปนั่งผูกติดกับหลัก วิธีปักหลักมัดนักโทษ ครูเพชฌฆาตจะต้องขุดหลุมเสกคาถาเรียกแม่พระธรณีแล้วเอาไม้กางเขนปักวงกลมให้แน่น เขียนยันต์ลงที่ดินหน้าไม้กางเขนตรงก้นนักโทษที่จะนั่ง แล้วเอาใบตอง 3 ยอด ปูให้นักโทษนั่งบนใบตอง เอาด้ายดิบที่เศกแล้วมัดแขนด้านหลังติดกับหลักกางเขนทำพิธีเสกดินอุดหูสกดให้นักโทษสงบจิต (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

หลังเสร็จการประหารชีวิต เสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” เล่าถึงการทำศพนางวันทองตอนหนึ่งว่า

“เอาผ้าขาวมาให้ดังใจหวัง จึงตราสังห่อศพหาช้าไม่

ตัดกระดานต่อโลงด้วยทันใด ก้านตองรองในเข้าฉับพลัน

ครั้นแล้วยกศพขึ้นใส่ไม้ ให้หามไปฝังที่ป่าช้านั่น”

ใบตองที่รองตอนประหารนักโทษ และรองในโลงตอนนักโทษเสียชีวิตแล้ว เป็นใบตอง หรือใบกล้วยประเภทใด ติดตามฉบับหน้า



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์
เคปเวิร์ด ‘ซินเดอเรลล่า’ ฟุตบอลโลก ผู้ชนะหัวใจคนทั้งโลก
คำถามเชิงซ้อน : คำถามลวงให้เราตอบ
จากเวทีปราศรัยสู่หน้าฟีด : อ่านยุทธศาสตร์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ผ่านโซเชียลมีเดีย
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (14)
ทบ.ร้อน ชิง ‘ทบ.1’ ‘บิ๊กเต้-แม่ทัพไก่’ จับตา หมาก ‘แม่ทัพคอแดง’ มองข้ามช็อต ทัพใต้ ‘รองคิ้ว-รองด้วง’
จากแหวนทองคำ 2 พันปี สู่ใจคนเมืองเพชร ทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ อยากมี ‘มิวเซียมท้องถิ่น’