bg-single

การบ้านส่งต่อที่บางขุนพรหม : โตช้า-เหลื่อมล้ำ-หนี้บาน

30.09.2025

กาแฟดำ | สุทธิชัย หยุ่น

การบ้านส่งต่อที่บางขุนพรหม

:โตช้า-เหลื่อมล้ำ-หนี้บาน

ถ้าจะมีใครสักคนที่กล้าพูดตรงๆ แบบไม่กลัวนักการเมืองทำท่าหน้านิ่วคิ้วขมวด ก็คงต้องยกให้ ดร.เศรษฐพุฒิ สุทธิวาทนฤพุฒิ ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่กำลังเก็บกระเป๋าย้ายออกจากวังบางขุนพรหมปลายเดือนกันยายนนี้

ก่อนจะโบกมืออำลา แทนที่จะหยอดคำหวานๆ ตามประเพณีข้าราชการทั่วไป แกกลับทิ้ง “คำเตือน” ที่ฟังแล้วเหมือนสัญญาณเตือนไฟแดงกะพริบกลางสี่แยก

เพราะสำหรับเมืองไทยแล้ว ข่าวดียังไม่มี มีแต่ข่าวร้ายที่ยังหลอกหลอนอยู่ทุกวี่วัน

เช่น หนี้พุ่งสูงทั้งครัวเรือน, ธุรกิจ และรัฐบาล

เหล่านักการเมืองที่บริหารประเทศก็ขยันใช้จ่ายเกินตัว

ขณะที่เครื่องมือทางการเงินของ ธปท.ก็เหลือพื้นที่ให้ขยับน้อยเต็มที

อะไรๆ ก็ดูเปราะบางไปหมด

สิ่งที่เจ็บแสบที่สุดไม่ใช่ตัวเลขเศรษฐกิจเท่านั้น หากแต่คือ “การเมือง” ที่เริ่มเหล่ตามองอำนาจของแบงก์ชาติแบบจ้องจะสอดมือแหย่ทุกช่องทาง

ทั้งๆ ที่ท่านทั้งหลายสร้างหนี้ล้นบ้านล้นเมือง

ดร.เศรษฐพุฒิเตือนซ้ำแล้วซ้ำเล่าว่า คนไทยหนี้ท่วมจนน่าห่วง ขนาดยังไม่มีวิกฤตใหญ่ๆ บ้านเรือนกับเอสเอ็มอีก็หอบหนี้จนหายใจไม่ทันแล้ว

นักการเมืองเข้ามานั่งบริหารประเทศเก่งเรื่องใช้เงิน แต่สอบตกเรื่องสร้างรายได้

ผลก็คือขาดดุลเป็นว่าเล่น

หนี้สาธารณะขยับขึ้นเรื่อยๆ จนเริ่มมีเสียงกระซิบว่าถ้ายังไม่หยุด อันดับเครดิตประเทศอาจโดนหั่น

คะแนนการเงินไทยจะกลายเป็นใบเตือนสีเหลืองจากครูใหญ่โลกการเงิน

ธปท.ลดดอกเบี้ยมาถึงสี่ครั้งในรอบปี

นี่คือ “กระสุน” ที่ยิงไปแล้ว แต่ในกระสุนที่เหลือ มันนับได้แค่ไม่กี่นัดเท่านั้น

ถ้าเจอเศรษฐกิจสะดุดแรงๆ อีกครั้ง จะเอาอะไรมาสู้วิกฤตที่รออยู่ตรงปากซอย?

หลายคนเฮเมื่อเห็นค่าเงินบาทแข็งสุดในรอบสี่ปี แต่คนทำมาหากินจริงๆ โดยเฉพาะผู้ส่งออก กลับบ่นอุบ

เพราะของไทยแพงขึ้นทันตาเห็นในสายตาคู่ค้าโลก

ยิ่งบวกกับภาษีการค้าใหม่ๆ จากต่างประเทศ การแข่งขันยิ่งเข้าโหมดหืดขึ้นคอ

ธปท.ก็ต้องคิดมาตรการแปลกๆ เช่น ภาษีทองคำ เพื่อกันไม่ให้เก็งกำไรค่าเงินมากเกินไป

แต่นั่นไม่ใช่ยาวิเศษ แค่ยาแก้ปวดชั่วคราวเท่านั้น

ทุกครั้งที่เศรษฐกิจสะดุด นักการเมืองบางคนก็มักจะชี้นิ้วไปที่แบงก์ชาติว่า “ดอกเบี้ยสูงไป ค่าเงินแข็งไป นโยบายไม่ตรงใจ” เสมือนว่าผู้ว่าการ ธปท.เป็นพนักงานชงกาแฟที่ต้องทำตามคำสั่งของนักการเมืองตลอดเวลา

ความจริงคือ “ความเป็นอิสระของธนาคารกลาง” นี่แหละที่เป็นเส้นเลือดใหญ่ของความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจ

ถ้าปล่อยให้การเมืองดึงเชือกไปมา วันหนึ่งตลาดทุนจะเลิกเชื่อมั่น นักลงทุนจะหันหลัง เศรษฐกิจไทยจะถูกทิ้งอยู่ข้างถนน

ความจริงง่ายๆ ที่นักการเมืองหลายคนไม่อยากฟังคือ :

ธนาคารกลางไม่ใช่เครื่องพิมพ์เงินสำหรับทุกโครงการหาเสียง

การขึ้นหรือลดดอกเบี้ยต้องคิดถึงเสถียรภาพทั้งระบบ ไม่ใช่คะแนนเสียงในเขตเลือกตั้ง

การดูแลค่าเงินไม่ใช่ปุ่มกดรีโมตที่สั่งได้ตามใจ

ถ้าไม่เข้าใจสิ่งเหล่านี้ ประเทศก็จะเจอวงจรเดิมๆ คือ “ใช้เงิน-สร้างหนี้-แก้ปัญหาชั่วคราว-เจอวิกฤตใหม่” วนไปไม่รู้จบ

ดร.เศรษฐพุฒิอาจกำลังเก็บของออกจากห้องทำงาน แต่ “คำเตือน” ของเขาควรถูกขีดเส้นใต้สีแดงตัวโตๆ ไว้บนโต๊ะทำงานของผู้ว่าการคนใหม่ คุณวิทัย รัตนากร และในใจของนักการเมืองทุกคน

การเมืองไทยอาจชอบเล่นบทพระเอกที่แจกเงินง่ายๆ แต่เศรษฐกิจจริงๆ ไม่ได้เล่นละครตบตาประชาชน

การกระทำที่สอดมือเข้ามาแทรกการตัดสินใจของแบงก์ชาติอาจทำให้เสียงหัวเราะของประชาชนในวันนี้ กลายเป็นเสียงร้องไห้ในวันหน้า

ดังนั้น ถ้าอยากให้เศรษฐกิจไทยรอด ไม่ใช่แค่ “อยู่รอด” แต่ “ยืนหยัดได้” ก็ควรฟังเสียงเตือนของ ดร.เศรษฐพุฒิ และเปิดโอกาสให้ผู้ว่าการวิทัย ได้พิสูจน์ตัวเองแบบไม่ถูกการเมืองเข้ามาจุ้นจ้านวุ่นวาย

รัฐบาลต้องเลิกคิดเพียงต้องการ “ควิกวิน” เพื่อสร้างความนิยมให้กับตนเองโดยไร้วิสัยทัศน์สำหรับอนาคตระยะกลางและระยะยาว

ย้อนกลับไป 5 ปีจะเห็นเรื่องราวที่ฉายภาพของจริงอันโหดร้าย…จากโรคระบาดถึงโรคเรื้อรังของเศรษฐกิจไทย

สรุปบทเรียน 5 ปีที่ผ่านมาแบบกระชับคือ :

ประเทศไทยโดนทั้งโควิด ทั้งเงินเฟ้อ แถมยังมีโรคเรื้อรังเรื่องโครงสร้างเศรษฐกิจที่แก้ไม่หาย

แบงก์ชาติเลยต้องกลายเป็น “หมอเวร 24 ชั่วโมง”

ทั้งลดดอกเบี้ย ปั๊มออกซิเจนให้ธุรกิจ และคอยหยอดยาลดไข้เงินเฟ้อไปพร้อมกัน

1.วิกฤตซ้อนวิกฤต : โดนหมัดซ้ายโควิด + เข่าขวาเงินเฟ้อ โควิดทำให้นักท่องเที่ยว 40 ล้านคนหายวับ เศรษฐกิจไทยพังเพราะพึ่งพาการท่องเที่ยวมากเกินไป

ธปท.เลยกดดอกเบี้ยลงไปต่ำสุดในประวัติศาสตร์ 0.5% แล้วแจกยาแก้หนี้แบบปูพรม ทั้งพักหนี้ สินเชื่อฟื้นฟู และโครงการพักทรัพย์พักหนี้

เงินเฟ้อ : พอโควิดซา สงครามยูเครนก็มาสาดน้ำมันเข้ากองไฟ ราคาพลังงานพุ่ง เงินเฟ้อทะลุ 7% ขณะที่ทั่วโลกรีบขึ้นดอกเบี้ยแรงๆ

ธปท.เลือกแนว “ค่อยๆ ปรับทีละ 0.25%” เพราะไม่อยากเหยียบเบรกแรงจนเศรษฐกิจสะดุด

ผลลัพธ์ : เงินเฟ้อกลับเข้าสู่กรอบใน 7 เดือน เศรษฐกิจยังหายใจต่อได้ ไม่ต้องหามส่ง ICU

2.นโยบายได้ผลหรือไม่?

ปี 2564 เศรษฐกิจยังอืด แต่สินเชื่อโตสวนกระแสถึง 6.5% โครงการสินเชื่อฟื้นฟู-พักหนี้ ใช้เงินเกือบหมดวงเงิน 99.4% ช่วยธุรกิจไป 67,000 ราย เงินเฟ้อที่พุ่ง 7% ถูกดึงลงได้เร็ว

พอๆ กับที่คนไทยเปลี่ยนจากติด Clubhouse มาเป็น TikTok

3.โรคเรื้อรัง : ปัญหาโครงสร้างเศรษฐกิจไทย

ผ่านโรคเฉียบพลันมาแล้ว แต่ยังมีอาการ “เรื้อรัง” ที่น่ากลัวกว่า :

GDP แบนราบ : จากยุคทองโตเฉลี่ย 7% ตอนนี้เหลือแค่ 2.2% หลังโควิด

ผลคือกราฟเศรษฐกิจไทยเหมือนเส้นชีพจรคนง่วงนอน ปัญหาคือเราแข่งขันกับใครไม่ไหว : เงินลงทุนต่างประเทศโดยตรงหรือ FDI ของไทยอยู่ที่ 0.6% ของโลกมาตั้งแต่ยุค 2000s

แต่เวียดนามกับอินโดฯ วิ่งแซงไป 2% กว่าแล้ว

ปัญหาฝังรากลึกคือเรื่องเหลื่อมล้ำสะท้านฟ้า ครัวเรือนรวยที่สุด 1% (ราว 240,000 ครัวเรือน) ถือทรัพย์สินเท่ากับครัวเรือนจนที่สุด 13 ล้านครัวเรือนรวมกัน การคลังเปราะบาง : รายจ่ายรัฐโตเฉลี่ย 4% ต่อปี แต่รายได้โตแค่ 1.7%

ไม่ต้องให้ผู้เชี่ยวชาญการเงินการทองที่ไหนมาสะกิดก็ได้ “วิญญูชน” ย่อมตระหนักว่าถ้ายังใช้เงินแบบนี้ อีกหน่อยเครดิตประเทศอาจไม่ต่างจากคนรูดบัตรไม่เคยจ่ายเต็ม

4.การบ้านที่ยังไม่ยอมทำ

อนาคตต้องทำมากกว่า “แก้เฉพาะหน้า” แต่ต้อง “ผ่าตัดใหญ่” ด้วย

แก้หนี้ควบคู่กับสร้างรายได้ ไม่งั้นหนี้ครัวเรือนก็วนกลับมาเหมือนเดิม

ฟื้น SME ด้วยการค้ำประกันสินเชื่อ ไม่ใช่ปล่อยให้แต่ละรายไปพึ่งหนี้นอกระบบ

Your Data, Your Choice : ทำให้ข้อมูลการเงินเป็นของประชาชนจริงๆ เพื่อเพิ่มการแข่งขัน

Risk-Based Pricing : ดอกเบี้ยต้องสะท้อนความเสี่ยงจริงๆ จะได้เปิดประตูให้ลูกหนี้นอกระบบกลับเข้ามาอยู่ในระบบ

Reinvent Thailand : ต้องเลิกเล่นการเมืองแบบเปลี่ยนรัฐบาลแล้วเปลี่ยนแผนใหม่ตลอด สร้างวาระร่วมกันที่ทุกฝ่ายลงมือจริง

ภาพที่เห็นคือ 5 ปีที่ผ่านมา ธปท.เหมือนหมอรักษาคนไข้ในห้องฉุกเฉิน

หมอที่อยู่ในสภาพเช่นนี้ถูกบังคับให้ใช้ยาทุกสูตรที่มีเพื่อให้คนไข้รอด

แต่ปัญหาจริงๆ คือที่เราเจออยู่นั้นไม่ใช่ไข้หวัดชั่วคราว แต่เป็น “โรคเรื้อรัง” ที่คนไข้ไม่ยอมรับความจริง และหมอหมดเรี่ยวแรงที่จะรักษา

โครงสร้างเศรษฐกิจที่เสื่อมทรุดมายาวนาน ถ้าไม่ยอมผ่าตัดใหญ่ ประเทศไทยก็จะติดกับดัก

ตื่นเช้าและก่อนนอนทุกวันท่องไว้ “โตช้า-เหลื่อมล้ำ-หนี้บาน” จบข่าว!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด
ผู้สมัคร ส.ก. ห้วยขวาง เปิดหน้าชนทุนต่างชาติ แฉ 4 ปัญหาใหญ่แย่งอาชีพ-สร้างมลพิษ กางแผน 3 ระดับ ดึงภาษีคืนท้องถิ่น
เจ้าฟ้าและสามัญชน ชีวิตโลดโผนผจญภัย ของนักเรียนทุนไทยในต่างแดน (1)
เส้นทางรัก ‘บิ๊ก-ไอซ์’ หลังตั้งเป้าจะเป็นโสดยาว อายุเยอะต้องใช้เวลาดูให้มั่นใจ
ธงทอง จันทรางศุ | ว่าด้วย ‘หมาจริง – หมาปลอม’
วิกฤตโจ๋ไทยจาก ‘มวน’ สู่ ‘พอต’ ‘บุหรี่ซอมบี้’ ภัยร้ายแบบใหม่ ปฏิบัติการ ‘ระดับชาติ’ หยุดควัน
ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว
เหยี่ยวถลาลม | แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ป.ป.ช.
เจาะชีวิต ‘โกแพ’ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ มท.4 เลือดใหม่พรรคสีน้ำเงิน จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ชอบการเมือง?