bg-single

การเมืองไทยในระบอบสฤษดิ์

30.09.2025

ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

การเมืองไทยในระบอบสฤษดิ์

การเมืองไทยภายใต้ระบอบดังที่เรานิยามก่อนนี้ ปรากฏเป็นรูปเป็นร่างอย่างเต็มตัวก็ในสมัยรัฐบาลภายใต้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่สำคัญคือการขยายบทบาทและหน้าที่ของรัฐให้ลงไปในมิติของสังคมอย่างกว้างขวาง จึงเห็นภารกิจใหม่ของรัฐและราชการมากมายอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน

เกิดการก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการผลิตหลากหลายรูป ทั้งการคมนาคม อุตสาหกรรม พลังงานไปถึงการจัดการระบบการศึกษาใหม่ที่ขยายปริมาณทั้งปริมาณและคุณภาพจากก่อนหน้านี้

ทำให้นโยบายการพัฒนาประเทศในทิศทางของระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมแบบอเมริกันได้รับการตอบสนองค่อนข้างบวกจากประชาชนทั่วไป ซึ่งกำลังก่อรูปขึ้นเป็นคนชั้นกลางตามความต้องการของรัฐบาลและธนาคารโลกที่ให้ความช่วยเหลือทางการเงินและที่ปรึกษา

นี่จึงเป็นการมาถึงของระบอบการจัดการรัฐและสังคมอย่างที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน มันจึงไม่ใช่เพียงการรัฐประหารธรรมดาเท่านั้น

ลักษณะเด่นของระบอบสฤษดิ์ ได้แก่ ประการแรก ทางการเมือง สามารถรวมศูนย์อำนาจการเมืองไม่แต่เฉพาะทางทหารเท่านั้น หากยังครอบคลุมไปในมิติเศรษฐกิจ และสังคมวัฒนธรรม เรียกว่าเบ็ดเสร็จที่สุด

ในที่นี้ผมอยากพิจารณาที่บุคลิกส่วนตัวของผู้นำซึ่งเป็นปัจจัยที่ทำให้แต่ละระบอบแตกต่างหรือเหมือนกัน

จอมพลสฤษดิ์สร้างแบบแผนและวิธีการใหม่ให้แก่การรัฐประหารของกองทัพ นั่นคือ การรวบอำนาจทั้งหมดในการปกครองและการบริหารมาไว้กับตนแต่เพียงผู้เดียว หลังจากขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรีในวันที่ 9 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2502

ลักษณะเด่นของจอมพลสฤษดิ์ในช่วงเวลาที่ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีคือ การดำรงตำแหน่งสำคัญพร้อมกันทีละหลายตำแหน่ง

ไม่ว่าจะเป็นหัวหน้าคณะปฏิวัติ ผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารสูงสุด อธิบดีกรมตำรวจ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาการแห่งชาติที่จัดตั้งขึ้นใหม่ในปี พ.ศ.2506 ก่อนจะถึงแก่อสัญกรรมไม่นาน

ทั้งไม่รวมถึงการเป็นประธานคณะกรรมการในแต่ละชุด รวมถึงเป็นนายกสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีกด้วย

ที่ผ่านมา การศึกษาถึงผลงานการปกครองของจอมพลสฤษดิ์แทบไม่ให้น้ำหนักไปที่อิทธิพลของบรรดาที่ปรึกษาฝ่ายไทยนัก เพราะมิติประเด็นเรื่องการพัฒนาเป็นวาทกรรมที่มาจากตะวันตกอย่างชัดเจน

ทำให้การหันกลับมามองแหล่งที่มาและอิทธิพลจากปัจจัยภายในของไทยเองเป็นเรื่องที่ไม่ค่อยมีน้ำหนัก

อย่างไรก็ตาม การศึกษาระยะหลังที่เปิดเผยถึงข้อมูลเบื้องลึกในฝ่ายรัฐและรัฐบาลของกลุ่มและสถาบันต่างๆ ทำให้เริ่มมองเห็นกระบวนการก่อรูปและสร้างนโยบายของรัฐบาลไทยโดยเฉพาะที่มาจากการใช้กำลังอำนาจนอกระบบ คือรัฐประหาร ว่ามีความเกี่ยวพันโยงใยกับกลุ่มคนในระดับบนของสังคมอย่างมาก

เพราะระยะดังกล่าวเป็นเวลาสำคัญในการแก้ไข เปลี่ยนแปลง เพิ่มเติมหรือลดหลักการและสถาบันบางอย่างที่ไม่ต้องการออกไปได้แล้วเพิ่มเติมหรือปรับเปลี่ยนอะไรที่พวกตนต้องการเข้ามาแทน

ดังนั้น จึงเป็นเรื่องปกติแต่ไม่เปิดเผยที่บรรดากลุ่มคนและฝ่ายต่างๆ ที่ต้องการรักษาผลประโยชน์ของฝ่ายตนและสถาบันหรือองค์กรที่สังกัดย่อมต้องเข้ามาเกี่ยวข้องและผลักดันในนโยบายรัฐบาลด้วยไม่มากก็น้อย

พูดสั้นๆ คือการปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ไม่ใช่เป็นเรื่องของจอมพลคนเดียวหรือกองทัพ หากยังมีที่มาและบุคคลอีกมากมายที่สนับสนุนและช่วยให้ความคิดเห็นในการปฏิบัติเพื่อไปบรรลุจุดหมายที่บรรดาคนเหล่านั้นเชื่อถืออีกด้วย

นักรัฐศาสตร์ไทยมีชื่อจึงเสนอว่าสฤษดิ์อาศัยข้ออ้าง 4 ประการในการสร้างความชอบธรรมต่อการทำรัฐประหารและใช้อำนาจอย่างเด็ดขาดว่า ได้แก่

(1) ความเห็นชอบจากพระมหากษัตริย์

(2) มีเจตนารมณ์ที่ใกล้เคียงกับ “เจตนารมณ์ของประชาชน”

(3) การสนับสนุนอย่างจริงจังของนักศึกษาและประชาชน

และ 4) บุคลิกภาพที่มี “ความสามารถเป็นพิเศษ” ของจอมพลเอง (ทักษ์ เฉลิมเตียรณ 2548, หน้า 164)

ลักษณะการเกิดและพัฒนาของความคิดและนโยบายการพัฒนาจึงดำเนินอย่างเป็นไปเอง ตามสถานการณ์ ความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำกับข้าราชการ

นั่นคือ ไปตามสัมพันธภาพทางอำนาจปกครองมากกว่าจากอิทธิพลและตรรกะของเหตุผลและความรู้ที่ลึกซึ้งลุ่มลึกมากขึ้นในบางด้านหรือทักษะที่ก้าวหน้าขึ้นในปัญหาของประเทศและสังคมแต่ประการใด

สุดท้ายคือการยึดโยงความคิดการพัฒนาเข้ากับแนวคิดจารีตไทยเดิม เป็นการสร้างประเทศแบบเดิมที่เคยทำมาก่อนแล้ว คือกำหนดเป้าหมายปัจจุบัน แล้วหาคำอธิบายที่ยอมรับกันทั่วไป ในกรณีนี้คือคำสอนทางศาสนาพุทธ บวกกับประสบการณ์ที่เคยมีการใช้มาก่อนในอดีต มารองรับ

และสร้างความชอบธรรมในการเสนอเป็นนโยบายและแนวทางปฏิบัติที่ไม่อาจคัดค้านและต่อต้านได้

เพื่อทำความเข้าใจในแนวความคิดที่ผู้นำรัฐบาลขณะนั้นใช้ในการสร้างนโยบายและรองรับความชอบธรรมของการใช้อำนาจอย่างเด็ดขาด เราจะพิจารณาฐานความคิดและทฤษฎีทางสังคมที่ปรากฏในความคิดและมโนทัศน์ของบรรดาที่ปรึกษาและขุนนางนักวิชาการสมัยนั้นว่ามีผลสะเทือนอย่างไรต่อแนวนโยบายการพัฒนาดังกล่าว

เริ่มด้วยการดูจากภูมิหลังที่มาทางการศึกษาและกล่อมเกลาของบรรดาที่ปรึกษาและขุนนางนักวิชาการเหล่านั้นเป็นตัวอย่าง

ในส่วนของกลุ่มคนดังกล่าวนี้ยังแบ่งออกเป็นอย่างน้อยสองกลุ่ม กลุ่มแรกคือที่ปรึกษาของรัฐบาลทั้งที่เป็นทางการและไม่ทางการจากระดับบนผู้เคยเป็นข้าราชการในรัฐบาลเก่าตั้งแต่ยุคสมบูรณาญาสิทธิราชย์ถึงสมัยจอมพลสฤษดิ์และบรรดาเชื้อพระวงศ์ที่รับราชการหรือทำงานในสำนักพระราชวัง เป็นต้น เช่น องคมนตรี

กลุ่มที่สองคือบรรดาข้าราชการอาวุโส ผู้ทรงคุณวุฒิ ผู้เชี่ยวชาญในกระทรวงและหน่วยงานรัฐต่างๆ ที่เรียกรวมๆ ว่า “ขุนนางนักวิชาการ”

กลุ่มนี้ยังซอยย่อยลงไปเป็นนักวิชาการ ข้าราชการผู้ใหญ่และนักคิดปัญญาชนซึ่งมีแนวคิดที่แตกต่างกันในมโนทัศน์และวิธีการปฏิบัติของนโยบายการพัฒนา

และที่สำคัญคือท่าทีต่อผู้มีความเห็นต่างกระทั่งคัดค้านรัฐบาล บรรดาคนเหล่านี้เมื่อรวมกันแล้วถือได้ว่าเป็นฐานคิดของรัฐบาลในการกำหนดแนวทางนโยบายในการพัฒนาประเทศ

ลักษณะเด่นแรก ได้แก่ การที่จอมพลสฤษดิ์ชอบมีที่ปรึกษาเป็นนักวิชาการหัวใหม่ ตั้งแต่การนัดประชุม กลุ่มขุนนางนักวิชาการสำคัญๆ สายที่ปรึกษาและสนับสนุนรัฐบาลเต็มที่ ได้แก่ หลวงวิจิตรวาทการ นายบุญชนะ อัตถากร ดร.อดุล วิเชียรเจริญ ฯลฯ

ในส่วนของที่ปรึกษาทางการของจอมพลสฤษดิ์นั้นบุคคลที่สำคัญที่สุดไม่มีใครเกินหลวงวิจิตรวาทการผู้ร่างปาฐกถาทุกฉบับให้แก่จอมพลสฤษดิ์ เป็นมันสมองของจอมพลสฤษดิ์ ที่ได้รับความไว้วางใจและเชื่อมั่นที่สุดในบรรดาที่ปรึกษาทั้งหลาย

หลวงวิจิตรวาทการเคยเป็นที่ปรึกษาและอธิบดีกรมศิลปากรสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม

หลวงวิจิตรวาทการมาจากครอบครัวธรรมดาเชื้อสายจีน แต่มีความอุตสาหะและทะเยอทะยาน ทำการศึกษาด้วยตนเองจนเป็นผู้มีความรู้อย่างกว้างขวาง ได้รับการเลื่อนตำแหน่งหน้าที่ราชการถึงขั้นสูง ถือได้ว่าเป็นข้าราชการนักคิดปัญญาชนในระบบราชการไทยคนแรกๆ มีผลงานเขียนและพิมพ์มากมาย

แนวความคิดที่สำคัญของหลวงวิจิตรฯ ได้แก่ ความเจริญก้าวหน้าของมนุษย์และประเทศ จึงดำเนินการสร้างบทละครเพื่อปลุกใจให้รักชาติ เช่น เรื่อง “อานุภาพพ่อขุนฯ” “เลือดสุพรรณ” แต่งเพลงปลุกใจรักชาติไว้มากมายเช่นกัน

บทความสำคัญที่มีอิทธิพลต่อความเชื่อของหลวงวิจิตรฯ ในการเปลี่ยนแปลงคุณภาพของมนุษย์คือเรื่อง “มนุสสปฏิวัติ” แสดงให้เห็นถึงพลังในตัวมนุษย์ที่สามารถดัดแปลงตนเองให้ไปสู่สภาวะที่ก้าวหน้าได้ทั้งทางกายและจิตใจ

เขาเป็นคนเสนอความคิดเรื่องการปฏิวัติให้แก่จอมพลสฤษดิ์ ว่าทำไมการยึดอำนาจครั้งนี้จะไม่ใช่เป็นการกระทำที่เหมือนกับในอดีตที่ผ่านมา

“เราจะต้องไม่เอาเรื่องการปฏิวัติไปปนกับรัฐประหารและการจลาจล งานปฏิวัติไม่ได้หมายแต่เพียงเปลี่ยนตัวบุคคลผู้ครองอำนาจ แต่หมายถึงการเปลี่ยนแปลงอันเป็นสาระสำคัญเกี่ยวกับชีวิตและจิตใจของพลเมือง เปลี่ยนระบอบสังคม ระบอบเศรษฐกิจ แนวทางการศึกษา ตลอดจนถึงเปลี่ยนนิสัยใจคอของคนให้เป็นไปในทางที่เห็นว่าดีกว่าเก่า” หลวงวิจิตรวาทการยังกล่าวต่อไปอีกว่า “การปฏิวัตินั้นเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ดีขึ้น ส่วนรัฐประหารเป็นแต่เพียงการเปลี่ยนมือผู้กุมอำนาจเท่านั้น ความสำคัญของเรื่องมนุสสปฏิวัตินั้นอยู่ที่คน ประเทศต่างๆ ที่ได้รับความเสียหายจากภัยสงครามอย่างหนักแต่สามารถฟื้นตัวได้ มีความเข้มแข็งในทางเศรษฐกิจภายในระยะเวลาอันสั้น ก็เนื่องจากคนของเขาดี สำหรับประเทศไทยเรา คนยังไม่พร้อมจึงต้องส่งเสริมการศึกษาให้ถึงขนาด” (จตุชัย แซ่ซือ ม.ป.ป.)

บรรณานุกรม

จตุชัย แซ่ซือ, (ม.ป.ป.), “หลวงวิจิตรวาทการในเงาเวลาของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์,” เข้าถึงได้จาก https://www.academia.edu/40966828/หลวงวิจิตรวาทการในเงาเวลาของจอมพลสฤษดิ์?_ธนะรัชต์_, เข้าถึงเมื่อ 12 มีนาคม 2565.

ทักษ์ เฉลิมเตียรณ (2548), ผู้แปล พรรณี ฉัตรพลรักษ์ ม.ร.ว.ประกายทอง สิริสุข ธำรงศักดิ์ เพชรเลิศอนันต์, การเมืองระบบพ่อขุนอุปถัมภ์แบบเผด็จการ, กรุงเทพฯ มูลนิธิโครงการตำราสังคมศาสตร์และมนุษยศาสตร์, 2526.



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์
เคปเวิร์ด ‘ซินเดอเรลล่า’ ฟุตบอลโลก ผู้ชนะหัวใจคนทั้งโลก
คำถามเชิงซ้อน : คำถามลวงให้เราตอบ
จากเวทีปราศรัยสู่หน้าฟีด : อ่านยุทธศาสตร์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ผ่านโซเชียลมีเดีย
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (14)
ทบ.ร้อน ชิง ‘ทบ.1’ ‘บิ๊กเต้-แม่ทัพไก่’ จับตา หมาก ‘แม่ทัพคอแดง’ มองข้ามช็อต ทัพใต้ ‘รองคิ้ว-รองด้วง’
จากแหวนทองคำ 2 พันปี สู่ใจคนเมืองเพชร ทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ อยากมี ‘มิวเซียมท้องถิ่น’