bg-single

ปรีดี แปลก อดุล : คุณธรรมน้ำมิตร (85)

08.10.2025

บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

ปรีดี แปลก อดุล

: คุณธรรมน้ำมิตร (85)

ปิดม่าน : มิตรภาพ “แปลก-อดุล”

ในสามเหลี่ยมแห่งความสัมพันธ์ 3 เส้า “ปรีดี-แปลก-อดุล” นั้น มิตรภาพระหว่าง “แปลก-อดุล” นับว่ามีความหนักแน่นและยาวนานที่สุด เพราะเริ่มตั้งแต่ครั้งเป็นนักเรียนนายร้อยที่สัญญาต่อกันว่าเมื่อเรียนจบจะเลือกรับราชการด้วยกันในเหล่าทหารปืนใหญ่และจะไปอยู่กองพันเดียวกัน ซึ่งแม้จะทำได้เพียงเลือกเหล่าทหารปืนใหญ่ด้วยกันแต่ต้องแยกกันอยู่คนละกองพันตามกฎระเบียบของกองทัพบกก็ตาม แต่แม้อยู่ห่างกันแต่มิตรภาพยังคงไม่เปลี่ยนแปลงและกลับยิ่งหนักแน่นขึ้นไปอีกเมื่อร่วมกันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ.2475

หลังเปลี่ยนแปลงการปกครองสำเร็จ ทั้งคู่เติบใหญ่ทั้งวัยวุฒิและคุณวุฒิ นายพันตรีหลวงพิบูลสงครามกลายเป็นดาวรุ่งขวัญใจนายทหารระดับกลางของกองทัพบกและเริ่มก้าวเข้าสู่เส้นทางการเมืองนอกกองทัพที่เป็นรองก็แต่ “4 ทหารเสือ” ผู้นำคณะราษฎรเท่านั้น

พันตรีหลวงอดุลเดชจรัสก็เริ่มก้าวเดินบนเส้นทางการเมืองเช่นเดียวกัน แต่มีลักษณะต่างออกไปคือเป็นเส้นทางที่เงียบเชียบไม่ถูกจับจ้องจากสาธารณะโดยโอนย้ายไปรับราชการในกรมตำรวจเพื่อกุมงานสำคัญคือสันติบาล “ตำรวจลับทางการเมือง”

ความสำเร็จในการปราบปรามกบฏบวรเดชเมื่อตุลาคม พ.ศ.2476 เป็นคล้ายสปริงบอร์ดให้หลวงพิบูลสงครามกลายเป็นคนสำคัญของคณะราษฎรในฐานะผู้พิทักษ์การเปลี่ยนแปลงการปกครอง ขณะที่หลวงอดุลเดชจรัสก็ใช้อำนาจตามกฎหมายของกรมตำรวจทำหน้าที่บันไดขั้นแรกของกระบวนการยุติธรรมทำการสืบสวนสอบสวนส่งผู้ต้องหาในคดีกบฏเข้าสู่การพิจารณาของศาลจนกระทั่งสามารถทำลายการเคลื่อนไหวของฝ่ายรอยัลลิสต์ลงได้ระดับหนึ่ง

กบฏบวรเดชคือจุดเริ่มต้นของการต่อสู้ระหว่างฝ่ายรอยัลลิสต์กับคณะราษฎรซึ่งจะดำเนินไปอย่างต่อเนื่องจนถึงการปฏิวัติของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ต้องลี้ภัยออกนอกประเทศอันเป็นการปิดฉากบทบาทของคณะราษฎรลงอย่างถาวร

หลังความสำเร็จในเหตุการณ์กบฏบวรเดช อีก 5 ปีต่อมา หลวงพิบูลสงครามก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อปลายปี พ.ศ.2481 แล้วเปิดฉากกวาดล้างฝ่ายรอยัลลิสต์อย่างเด็ดขาดด้วยการจัดตั้งศาลพิเศษ พ.ศ.2482 โดยหลวงอดุลเดชจรัสยังคงทำหน้าที่เจ้าหน้าที่ตำรวจทำการสืบสวนจับกุมผู้ต้องหาเข้าสู่การพิจารณาของศาล ปฏิบัติการกวาดล้างแบบถอนรากถอนโคนครั้งนี้ส่งผลให้การเคลื่อนไหวของฝ่ายรอยัลลิสต์จำเป็นต้องยุติลง เปิดโอกาสให้คณะราษฎรนำสยามไปสู่ความเป็นประชาธิปไตยโดยปราศจากอุปสรรค

แต่คำพิพากษาของศาลพิเศษให้ประหารชีวิตนักโทษการเมือง 18 คนกลับนำไปสู่คำถามจากสังคมและหนังสือพิมพ์ที่หลวงพิบูลสงครามไม่สามารถให้ความกระจ่างได้ ซึ่งจะกลายเป็นจุดเริ่มต้นของความแตกร้าวแห่งมิตรภาพ “แปลก-อดุล” เมื่อหลวงพิบูลสงครามพยายามโยนความผิดทั้งหมดให้กับหลวงอดุลเดชจรัส

พ.ศ.2484 ความสำเร็จอย่างท่วมท้นในศึกอินโดจีนไทย-ฝรั่งเศสที่ส่งเสริมให้หลวงพิบูลสงครามในฐานะนายกรัฐมนตรีก้าวกระโดดสู่ยศ “จอมพล” ระหว่างสงครามโลกครั้งที่ 2 กำลังร้อนแรงในยุโรปและมีแนวโน้มจะลุกลามสู่เอเชียในไม่ช้า ทำให้รัฐบาลของจอมพล ป.พิบูลสงคราม ต้องเตรียมรับมือจนนำไปสู่ลัทธิ “เชื่อผู้นำชาติพ้นภัย” ที่เส้นแบ่งกับความเป็น “เผด็จการ” บางเบาอย่างยิ่ง

ปณิธานเพื่อประชาธิปไตยของคณะราษฎรจึงเริ่มสั่นคลอน และทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้นตามลำดับ

เหตุการณ์สำคัญที่ญี่ปุ่นบุกเมื่อเช้าวันที่ 8 ธันวาคม พ.ศ.2484 ซึ่ง จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้เดินทางไปตรวจราชการเตรียมความพร้อมรับมือการบุกของญี่ปุ่นที่ชายแดนด้านตะวันออก และมีคำสั่งให้หลวงอดุลเดชจรัสปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรีแทน เมื่อมีเสียงวิจารณ์ในทางลบ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ก็พยายามปฏิเสธความรับผิดชอบด้วยคำอธิบายว่า ได้มอบหมายให้หลวงอดุลเดชจรัสทำหน้าที่นายกรัฐมนตรีแทนแล้ว

เหตุการณ์ซึ่งเป็นเสมือน “ฟางเส้นสุดท้าย” แห่งมิตรภาพ “แปลก-อดุล” ได้แก่ การหลุดจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของจอมพล ป.พิบูลสงคราม เมื่อเดือนกรกฎาคม พ.ศ.2486 ซึ่งแม้จะเป็นฝีมือของนายปรีดี พนมยงค์ และคณะราษฎรสายพลเรือน แต่เป็นไปไม่ได้เลยที่หลวงอดุลเดชจรัสในฐานะอธิบดีกรมตำรวจ “ที่มีหูตาเป็นสับปะรด” จะไม่ล่วงรู้ แต่ก็ไม่ได้ขัดขวางใดๆ นอกจากนั้น หลวงอดุลเดชจรัสถึงกับ “เปิดหน้าชน” จอมพล ป.พิบูลสงคราม หากใช้กำลังล้มล้างรัฐบาลใหม่ของนายควง อภัยวงศ์ ตนในฐานะอธิบดีกรมตำรวจจะปฏิบัติตามกฎหมายขัดขวางเต็มกำลังความสามารถ

หลวงอดุลเดชจรัสเคยกล่าวว่า “พวกก่อการจะฉิบหายไม่ได้ หลวงอดุลจะต้องต่อสู้เพื่อความคงอยู่ของผู้ก่อการ” มาบัดนี้ เมื่อหลวงพิบูลสงครามกลายเป็นผู้ทำลายอุดมการณ์ประชาธิปไตยของคณะราษฎรซึ่งเท่ากับเป็นผู้ทำลาย “ผู้ก่อการ” เสียเอง จึงกลายเป็นจุดแตกหักสุดท้ายของมิตรภาพอันยาวนาน

มิตรภาพอันยาวนานตั้งแต่ครั้งเป็นนักเรียนนายร้อยมิได้มีความหมายใดๆ อีกแล้ว

คำให้การหลวงอดุลฯ

หลวงอดุลเดชจรัสให้การต่อศาลอาชญากรสงครามเมื่อต้นปี พ.ศ.2489 โดยอธิบายความเปลี่ยนแปลงของจอมพล ป.พิบูลสงคราม เมื่อครั้งขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อปลาย พ.ศ.2481 ไว้ดังนี้

“ตั้งแต่ จอมพล ป. เป็นนายกรัฐมนตรีไม่เคยปรึกษาหารือถึงเรื่องโครงการหรือแผนการถาวรที่จะจรรโลงประเทศชาติ มีแต่เฉพาะเรื่องเฉพาะราย เช่น โครงการสร้างถนน การเดินนโยบายของ จอมพล ป.นั้นหนักไปในทางที่จะรวบรวมอำนาจเด็ดขาดมาอยู่ในกำมือ ทั้งนี้ เนื่องจากได้สังเกตการเคลื่อนไหวและพฤติการณ์ เช่น คนที่ร่วมในคณะรัฐมนตรี ผู้ใดจะแสดงความคิดเห็นโต้แย้งข้อเสนอของ จอมพล ป. แม้แต่ทำโดยมีเหตุและผลบริสุทธิ์ใจ จอมพล ป.ก็ไม่พอใจ บางคราวถึงกับบังคับให้ลาออกจากตำแหน่งก็มี เป็นอันว่าความคิดเห็นของจอมพล ป.นั้นใครจะคัดค้านหรือท้วงติงอะไรไม่ได้เป็นไม่พอใจทันที รวมทั้งตัวข้าฯ ก็โดนเข้าเช่นเดียวกัน แต่ที่คณะรัฐมนตรีทนกันอยู่ได้นั้นเพราะไม่ต้องการให้เกิดแตกแยกและเกิดศึกกลางเมือง เมื่อผู้ใดโดนจอมพล ป.โกรธก็ได้พยายามที่จะซ้อมความเข้าใจให้คืนดีกันและก็พออยู่กันไปได้ ส่วนมากมักตกหน้าที่ข้าฯ เป็นผู้ไกล่เกลี่ย จนในที่สุดไม่มีรัฐมนตรีคนใดกล้าทักท้วงความคิดเห็นของจอมพล ป.จนถึงขั้นแตกหัก

ในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีนั้น ถ้ารัฐมนตรีคนใดคัดค้านก็ดีหรือนิ่งเสียก็ดี จอมพล ป.ก็โกรธ แต่ถ้าใครเห็นชอบด้วยหรือสนับสนุนความคิดเห็น จอมพล ป.ก็พอใจ ตามความสังเกตของข้าฯ เห็นว่า จอมพล ป.มีนิสัยขี้อิจฉาริษยาคน และมีนิสัยขี้ระแวงสงสัย ใครเด่นขึ้นมาแม้แต่จะได้ทำคุณงามความดี จอมพล ป.ก็อิจฉาและหาทางกดต่างๆ เช่น นายปรีดีทำชื่อเสียงดีในเรื่องทำสนธิสัญญากับต่างประเทศก็ดี ในเรื่องตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และดำเนินการสำเร็จลุล่วงไปก็ดี จอมพล ป.ก็อิจฉา พล.ท.มังกร พรหมโยธี ได้รับความยกย่องในเรื่องกองทัพบูรพา จอมพล ป.ก็อิจฉา พ.อ.ช่วง เชวงศักดิ์สงคราม เมื่อครั้งเป็น รมต.ว่าการกระทรวงมหาดไทยได้รับความนิยมชมชอบจากบรรดาข้าราชการในกระทรวงมหาดไทยเป็นอันมาก จอมพล ป.ก็อิจฉา นอกจากนั้นในระหว่างรัฐมนตรีด้วยกันผู้ใดไปมาหาสู่ติดต่อกันมาก จอมพล ป.ก็ระแวงสงสัยว่าจะคิดไม่ดีกับตัวจอมพล”

คําให้การนี้สอดคล้องกับจดหมายถึงจอมพล ป.พิบูลสงคราม ลงวันที่ 21 สิงหาคม 2487 ของขุนศรีศรากร ซึ่งเคยเชื่อถือศรัทธาในตัวจอมพล ป.พิบูลสงคราม มีข้อความตอนหนึ่งว่า

“ความชั่วของจอมพลนั้นมิใช่ว่าข้าพเจ้าจะทราบแต่ผู้เดียว ความจริงใครๆ ก็ทราบกันทั้งนั้น แล้วก็ไม่ใช่ว่าจะไม่มีใครตักเตือน ข้าพเจ้าได้ตักเตือนท่านจอมพลหลายสิบครั้งแต่ท่านจอมพลไม่ได้เชื่อคำเตือนของข้าพเจ้าเลย อธิบดีกรมตำรวจคืออดุลเดชจรัสก็พยายามตักเตือนท่านจอมพลให้เว้นความชั่ว ให้ทำแต่ความดี อดุลเดชจรัสจะพยายามเตือนและคัดค้านท่านจอมพลเพียงใด ท่านก็หาเชื่อถือคนอย่างอดุลเดชจรัสไม่ ตรงกันข้ามท่านจอมพลแสดงท่าทีว่าไม่ชอบท่านอดุลเดชจรัส ท่านจอมพลอิจฉาและกลัวว่าอดุลเดชจรัสจะทำการช่วงชิงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีไปจากจอมพล เช่นนี้คือจอมพลเต็มไปด้วยความอิจฉาริษยา คนอย่างอดุลเดชจรัสไม่อิจฉาริษยาใครและไม่กันท่าใคร มีนิสัยสนับสนุนเพื่อนเสียด้วยซ้ำ แต่เพื่อนของหลวงอดุลเขาไม่ดีเท่าหลวงอดุล เพื่อนของหลวงอดุลกลับมารังแก เช่นมีการด่าถึงบ้าง นินทาถึงบ้าง พูดกระทบฝากคนอื่นไปบ้าง เป็นต้น ถ้าหลวงอดุลทราบแล้วคงจะเสียใจ แต่ตรงกันข้ามอดุลเดชจรัสกลับกล่าวว่า ช่างเขาเถิดเขาคงจะมัวเมาเอาอะไรสักอย่างเป็นแน่ ความอิจฉาของจอมพลมีอยู่ในคนอื่นๆ อีก แต่ถ้าโตหรือมีชื่อเสียงดีคนนิยมเท่าตัวเป็นไม่ได้ เฉพาะอย่างยิ่งท่านปรีดี พนมยงค์ ด้วยแล้ว จอมพลอิจฉามาก ชอบเรียกเขาว่าอีตาขรัวบ่อยๆ ซึ่งแสดงว่าท่านจอมพลมีความอิจฉาริษยาท่านปรีดี พนมยงค์ เสียอย่างจริงจัง”

ครั้งเมื่อถูกจับกุมด้วยข้อหาอาชญากรสงคราม จอมพล ป.พิบูลสงคราม ได้เขียนจดหมายขอความช่วยเหลือจากนายปรีดี พนมยงค์ แต่ไม่ปรากฏหลักฐานการติดต่อใดๆ ไปยัง พล.ต.อ.อดุล อดุลเดชจรัส อธิบดีกรมตำรวจเลย และแม้ต่อมาเมื่อสถานการณ์พลิกผัน จอมพล ป.พิบูลสงคราม กลับมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่งเมื่อ พ.ศ.2491 ก็ไม่ปรากฏหลักฐานการติดต่อใดๆ ระหว่างกัน จนกระทั่งเสียชีวิตจากกัน

ระหว่างความสัมพันธ์ของ 2 สหายนี้ ไม่ทราบเป็นฝ่ายใดที่ “ล้างมือในอ่างทองคำ” แห่งมิตรภาพก่อน

คุณหญิงละเอียด พิบูลสงคราม เขียนถึงการแตกสลายของมิตรภาพ “แปลก-อดุล” ไว้ในคำไว้อาลัยการถึงแก่อสัญกรรมของหลวงอดุลเดชจรัสว่า

“แต่อนิจจาการเมืองเอย เจ้าหรือมิใช่ที่ทำให้มิตรร่วมชีวิต 2 ท่านนี้ ทั้งๆ ที่ไม่เคยเป็นศัตรูกันและยังรักกันฝังอยู่ในส่วนลึกของหัวใจจำต้องแยกทางกันเดินในบั้นปลายของชีวิต”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สิ่งใหม่หลังเลิก MoU ! | สุรชาติ บำรุงสุข
E-DUANG | กรณี สุรพล นิติไกรพจน์ ท่ายาก พรรคประชาชน
ย้อนอ่าน 5 ข้อเสนอ ‘ผ่าทางตันการเมือง’ สุรพล นิติไกรพจน์ ขณะเป็นอธิการบดี มธ.
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (16)
เชลยศึกสงครามลาว (33) เป็นเชลย
ฝังจำ ความคิด ของ กุหลาบ สายประดิษฐ์ ต่อระบบราชการ
กับดักธูซิดิดิส (1) ทฤษฎีการเปลี่ยนผ่านของอำนาจ
ถ้าผู้ใหญ่ยังเลี่ยงบาลี เรียนฟรีก็จะยังไม่ฟรีจริง
E-DUANG | เลือก บอร์ด ประกันสังคม พลังแห่งอดีต กับ อนาคต
อาเศียรวาท
กราบเรียน ท่านนายกฯ (ฉบับที่ 2) เรื่อง ปัญหาเส้นเขตแดนทางทะเลไทย-กัมพูชา | สุรชาติ บำรุงสุข
ประเทศไม่ไหวแล้ว เด็กรุ่นต่อไปจะอยู่กันอย่างไร เปิดใจ ‘เพียงพนอ’ ร่วมทางพรรคประชาชน