bg-single

ทำไมภาคประชาสังคมชายแดนใต้ ต้องรุกทุกพรรคการเมือง เพื่อผลักดันรายงานของ กมธ.สันติภาพฯ ที่มีรัฐบาลและสภาเพียง 4 เดือน

08.10.2025

บทความพิเศษ | อุสตาซอับดุชชะกูรฺ บินชาฟิอีย์ (อับดุลสุโก ดินอะ)

รองประธานสภาประชาสังคมชายแดนใต้

ทำไมภาคประชาสังคมชายแดนใต้

ต้องรุกทุกพรรคการเมือง

เพื่อผลักดันรายงานของ กมธ.สันติภาพฯ

ที่มีรัฐบาลและสภาเพียง 4 เดือน

ด้วยพระนามของอัลลอฮฺผู้ทรงเมตตาปรานีเสมอ มวลการสรรเสริญมอบแด่อัลลอฮฺผู้ทรงอภิบาลแห่งสากลโลก ขอความสันติสุขจงมีแด่ศาสนทูตมุฮัมมัดและสุขสวัสดีผู้อ่านทุกท่าน

สถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ชายแดนใต้ที่ดำเนินมาอย่างยาวนานกว่าสองทศวรรษ กำลังเข้าสู่ช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญ เมื่อคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อพิจารณาศึกษาและเสนอแนวทางการส่งเสริมกระบวนการสร้างสันติภาพเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนภาคใต้ (กมธ.สันติภาพชายแดนใต้) สภาผู้แทนราษฎร ที่ทำงานมา 2 ปีเต็ม ได้คลอดรายงานฉบับสมบูรณ์พร้อมข้อเสนอ 9 ประเด็นสำคัญ เพื่อส่งมอบให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา และผลักดันให้รัฐบาลชุดใหม่นำไปบรรจุในนโยบาย การเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมในพื้นที่ที่ต้อง “รุก” ทุกพรรคการเมืองในเวลานี้ จึงไม่ใช่เรื่องแปลก แต่เป็นความจำเป็นเร่งด่วนที่เกิดจากบริบทเฉพาะของปัญหาในปัจจุบัน

ทั้งนี้ เนื้อหาในรายงานบางส่วนของคณะกรรมาธิการได้ทำการศึกษาแล้วมีข้อสังเกตจำนวน 36 ข้อ

เช่น เสนอให้นายกรัฐมนตรีแสดงเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนต่อสาธารณะด้วยการออกคำสั่งทางบริหารจัดทำยุทธศาสตร์การสร้างสันติภาพเป็นหลักในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่มีเป้าหมายเพื่อยุติความรุนแรงควบคู่กับการขจัดเงื่อนไขของความขัดแย้งมิให้กลับมาเกิดซ้ำอีก

เสนอให้รัฐบาลรับรองอัตลักษณ์วัฒนธรรมที่หลากหลายในจังหวัดชายแดนภาคใต้

เสนอให้รัฐบาลตั้งศูนย์บูรณาการการสร้างสันติภาพจังหวัดชายแดนภาคใต้ภายใต้คำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อเป็นกลไกหลักในการกำหนดทิศทางนโยบายและยุทธศาสตร์ ตัดสินใจในเชิงนโยบาย

เสนอให้รัฐบาลออกคำสั่งทางบริหารแต่งตั้งคณะกรรมการกำกับทิศทางกระบวนการสันติภาพ (Steering Committee) โดยมีรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน

เสนอให้รัฐบาลมุ่งส่งเสริมให้มีกระบวนการที่ประชาชนมีส่วนร่วมในการกำหนดนโยบาย และแผนงานต่างๆ มากขึ้น โดยเพิ่มบทบาทขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ควบคู่กับการลดบทบาทอย่างค่อยเป็นค่อยไปของหน่วยงานความมั่นคง คือ สมช. และ กอ.รมน. ในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับมิติด้านเศรษฐกิจ สังคม และการพัฒนา

เสนอให้รัฐบาลเปิดพื้นที่ให้ประชาชนทุกภาคส่วนสามารถใช้สิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น การเรียกร้อง หรือการเคลื่อนไหวแสดงออกทางสังคมการเมืองในฐานะที่เป็นปัจจัยเกื้อหนุนต่อการสร้างสันติภาพ

เสนอให้รัฐบาลเร่งพัฒนาขีดความสามารถในการดูแลรักษาความปลอดภัยและปกป้องคุ้มครองประชาชนทั้งระบบ

เสนอให้รัฐบาลเร่งพูดคุยเจรจากับทุกฝ่ายเพื่อยุติเหตุรุนแรงโดยสร้างพื้นที่ปลอดภัย ที่ประชาชนได้มีส่วนร่วมในการออกแบบและจัดการ รวมถึงการตั้งกลไกในการยุติความรุนแรงและติดตาม การปฏิบัติที่มีองค์ประกอบจากภาครัฐและภาคประชาชนเพื่อติดตามประเมินผลการยุติความรุนแรงร่วมกัน

เสนอให้รัฐบาลกำหนดยุทธศาสตร์และแผนงานในการปรับเปลี่ยนการใช้กฎหมาย จากกฎหมายความมั่นคงไปสู่กฎหมายปกติภายใต้หลักนิติธรรม รวมถึงการถ่ายโอนกำลังเจ้าหน้าที่จากกองทัพ ไปสู่ตำรวจและหน่วยงานฝ่ายพลเรือนอย่างเป็นขั้นตอน

เสนอให้รัฐบาลจัดตั้งคณะทำงานติดตามประเมินผลการบังคับใช้กฎหมายและการดำเนินคดีตามขั้นตอนกระบวนการยุติธรรมให้เป็นไปตามหลักนิติธรรม

เสนอให้รัฐบาลตั้งคณะกรรมการอิสระค้นหาข้อเท็จจริงของเหตุการณ์รุนแรง ที่กระทบความรู้สึกของสังคม (Fact-finding Commission) ที่มีองค์ประกอบจากภาครัฐและภาคประชาชน เพื่อหาสาเหตุของเหตุการณ์รุนแรงที่กระทบกับความรู้สึกของสังคมในวงกว้าง และกระทบกับความเชื่อมั่นของประชาชนที่มีต่อภาครัฐ

เสนอให้รัฐบาลเปิดพื้นที่ให้ประวัติศาสตร์ที่แตกต่างของคนทุกกลุ่มและเปิดโอกาส ให้ประชาชนในพื้นที่ได้ร่วมออกแบบหลักสูตรในส่วนเนื้อหาที่เกี่ยวข้องกับท้องถิ่นสำหรับสถานศึกษา ทั้งของรัฐ เอกชน และชุมชน

เสนอให้รัฐบาลตั้ง “คณะกรรมการศึกษาแนวทางการกระจายอำนาจและรูปแบบการเมืองการปกครองที่สอดคล้องกับอัตลักษณ์ของพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้”

เสนอให้ สมช.จัดโครงสร้างของกระบวนการสันติภาพใหม่ (Peace Infrastructure)

เสนอให้สภาผู้แทนราษฎรทบทวนปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือจัดทำกฎหมายฉบับใหม่ให้สอดคล้องกับการสร้างสันติภาพในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ตลอดจนลดเงื่อนไขการบังคับใช้กฎหมายเฉพาะที่ส่งผลกระทบต่อการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้

รายงานจากคณะกรรมาธิการสันติภาพชายแดนใต้ที่สภาผู้แทนราษฎรซึ่งคาดว่าจะมีอายุเพียง 4 เดือนนี้เป็นผลพวงจากการทำงานอย่างจริงจังของ กมธ. ที่พยายามผลักดันให้รายงานเข้าสู่ที่ประชุมสภาให้ได้ทันเวลา

ซึ่งความเร่งรีบนี้สะท้อนถึงเจตจำนงที่ต้องการให้ข้อเสนอเชิงนโยบายที่ผ่านการศึกษามาอย่างละเอียดรอบด้าน ถูกนำไปพิจารณาและปฏิบัติให้เร็วที่สุด ไม่ปล่อยให้เวลาล่วงเลยไปโดยเปล่าประโยชน์ โดยเฉพาะในจังหวะเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ที่รัฐบาลชุดใหม่กำลังจะแถลงนโยบายต่อรัฐสภา

ซึ่งคงน่าเสียดายมาก หากรายงานการพิจารณาศึกษาแนวทางส่งเสริมกระบวนการสันติภาพ เพื่อแก้ปัญหาความมั่นคงขัดแย้งในจังหวัดชายแดนภาคใต้ จะไม่ทันกับการพิจารณาในสภาของรัฐบาลชุดปัจจุบันที่มีอายุแค่ประมาณ 4 เดือน เพราะนั่นก็หมายความว่า ความพยายามเก็บรวบรวม พูดคุยกับผู้คน ในภาคส่วนต่างๆ เกือบ 2 ปี เพื่อทำรายงานชิ้นนี้ก็จะหมดไป เพราะก็จะถูกตีตกไปโดยปริยาย

ทำไมภาคประชาสังคมต้องรุกหนัก?

1. สุญญากาศและช่องว่างทางการเมือง

แม้รายงานฉบับนี้จะสมบูรณ์ แต่การจะนำข้อเสนอไปปฏิบัติจริงได้นั้นจำเป็นต้องอาศัยเจตจำนงทางการเมืองที่ชัดเจนและกลไกที่ขับเคลื่อนได้จริงจากรัฐบาลชุดใหม่ ภาคประชาสังคมจึงต้องเป็นแรงผลักดันสำคัญให้ทุกพรรคการเมืองเห็นถึงความสำคัญของรายงานฉบับนี้ และนำข้อเสนอไปบรรจุในนโยบายของรัฐบาลและรัฐสภาเพื่อพิจารณา

2. ลดช่องว่างความเข้าใจในสังคมวงกว้าง

ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดนใต้ไม่ได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่องจากสังคมไทยในวงกว้าง ทำให้ขาดความเข้าใจในธรรมชาติและพลวัตของปัญหา ภาคประชาสังคมจึงต้องทำหน้าที่สื่อสารข้อเท็จจริงและข้อเสนอแนะต่างๆ จากรายงาน เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันในหมู่ประชาชนทั่วประเทศ ว่าการแก้ปัญหาความขัดแย้งนี้ไม่ใช่เรื่องของคนเฉพาะกลุ่ม แต่เป็นความท้าทายของสังคมไทยทั้งสังคม

3. การเมืองนำการทหาร

รายงานของ กมธ. ชี้ให้เห็นว่าการแก้ปัญหาความขัดแย้งต้องอาศัยแนวทางทางการเมืองเป็นหลัก โดยเน้นการสร้างหลักประกันความปลอดภัยให้ประชาชน ฟื้นฟูความเชื่อมั่นในกระบวนการยุติธรรม เคารพอัตลักษณ์ที่หลากหลาย และกระจายอำนาจให้ประชาชนมีส่วนร่วม ภาคประชาสังคมจึงต้องเข้าไปมีบทบาทในการผลักดันให้รัฐบาลชุดใหม่นำแนวทางเหล่านี้ไปใช้ และลดการพึ่งพาการใช้กำลังทหารในการแก้ปัญหา

ในท้ายที่สุด การรุกของภาคประชาสังคมชายแดนใต้ต่อทุกพรรคการเมืองต่อการทำงานของ ส.ส.ในรัฐสภา จึงไม่ใช่เพียงเพื่อต้องการให้รับทราบรายงานฉบับหนึ่งเท่านั้น แต่เป็นการต่อสู้เพื่อช่วงชิงโอกาสและเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการวางรากฐานการสร้างสันติภาพที่ยั่งยืนในพื้นที่ โดยมีสภาผู้แทนราษฎรเป็นเวทีและกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน

ซึ่งหากสามารถทำได้สำเร็จ จะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการแก้ปัญหาความขัดแย้งทางการเมืองในสังคมไทยในอนาคตด้วยเช่นกัน



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

ทีซีซีกับธุรกิจใหญ่
นวดข้าวของชาวนา
PROJECT HAIL MARY | ‘ตัวกินดาว’
คุยกับทูต | อิสซา อับดุลเลาะฮ์ ญาบิร อัลอาลาวี โอมาน : สะพานแห่งสันติภาพ สู่ความร่วมมือที่ยั่งยืน (1)
‘แบบของโลก’
ตำนาน
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 2 เมื่อดาวอังคารโคจรย้อนกลับ
สถานีคิดเลขที่ 12 โดย สุวพงศ์ จั่นฝังเพ็ชร
E-DUANG | กระบวนการ ได้มา ของส.ว. ทาง”ความคิด”ทาง”การเมือง”
‘ซัวเถา’ เก่าแก่ทันสมัย (2)
‘2 พระอู่ทอง’ เนื้อชิน พิมพ์ท้องช้าง จ.ลพบุรี กรุศรีเทพ จ.เพชรบูรณ์
พยากรณ์ ‘ส่งออกไทย’ หลัง 24 กรกฎาคม สิ้นสุดมาตรการภาษีชั่วคราวสหรัฐ