จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร
ฉบับที่แล้วเล่าถึงการประหารและการทำศพนางวันทอง ทิ้งท้ายไว้ว่าใบตองที่รองตัวนักโทษตอนประหารและรองในโลงตอนเสียชีวิตเป็นใบตองประเภทใด คำตอบเป็นดังที่ ‘กาญจนาคพันธุ์’ อธิบายไว้ในหนังสือ “เด็กคลองบางหลวง” เล่ม 1 ว่า
“ในพวกใบตองทั้งหมด ใบตองกล้วยตานีเป็นเหนียวดีที่สุด ไม่แตกฉีกง่ายเหมือนใบตองกล้วยอื่น แต่ชาวบ้านไม่ค่อยชอบปลูก เพราะถือกันว่ามีผีที่เรียกผีตานี”
ที่ผู้คนไม่ค่อยนิยมปลูกกล้วยชนิดนี้นอกจากความเชื่อเรื่องผีนางตานี ยังน่าจะเกี่ยวกับใบกล้วยตานีมีบทบาทในการประหารชีวิตและทำศพสมัยโบราณโดยตรง
ดังที่คุณพระจรูญชวนะพัฒน์และคุณหลวงวิศาลดรุณกรเรียบเรียงไว้ในหนังสือ “ประเพณีทำศพ” ในส่วนที่เล่าถึง ‘เครื่องประกอบโลง’ ซึ่งมีทั้ง ‘ฟาก’ และ ‘ใบตองตานี 3 ยอด’ ฯลฯ ว่า
“โลงที่จะบรรจุศพนั้น เมื่อทำการเบิกเสร็จแล้วจะต้องมีสิ่งประกอบดังนี้ คือ (เบิก หรือ เบิกโลง = ทำพิธีก่อนนำศพลงโลง)
ก. ฟาก หรือ เฝือก ใช้ทำด้วยไม้ไผ่ขนาดกว้างราว 5 เซนติเมตร ยาวพอกับขนาดที่จะลงโลงได้ 7 อัน เกลาข้อและลบเหลี่ยมพอเรียบๆ ถักด้วยหวายให้เรียงติดกันเป็นผืน เอาผิวขึ้น แล้วมัดติดกับกระบอกไม้ไผ่ ซึ่งทำเป็นหมอนรอง ยาวเท่าขนาดความกว้างโลงเป็น 3 ระยะ เพื่อประสงค์ว่า เมื่อวางฟากหรือเฝือกนี้ลงไปในโลงแล้ว จะได้ไม่ติดกับพื้นโลงอย่างหนึ่ง และอีกอย่างหนึ่ง จะได้มีที่พอบรรจุเครื่องซับน้ำเหลืองข้างใต้ฟากหรือเฝือกนั้นได้ การที่มีเฝือกนี้เป็นการสะดวกสองประการ คือจะยกศพออกจากโลงได้ง่ายอย่างหนึ่ง เวลาเผาไฟจะได้ลอดขึ้นตามซี่เฝือก สังหารศพให้ย่อยยับได้ง่ายอย่างหนึ่ง
ข. ใบตองตานี 3 ยอด เมื่อวางเฝือกหรือฟากลงไว้ในโลงแล้ว เอาใบตองตานีอย่างงาม ต้องการอย่างไม่ให้ใบแตก และตัดอย่างไม่ให้ไว้หู รวม 3 ยอด มาปูไว้บนเฝือกหรือฟาก แล้วปูเสื่อหรือที่นอนลงบนใบตองหรือที่นอนนั้นอีกทีหนึ่ง ให้มีพร้อมทั้งหมอนหนุน จึงยกศพลงวางให้นอนตะแคง แล้วบรรจุเครื่อง
ซับน้ำเหลือง และเครื่องดับกลิ่นเหม็นตามควร”
หนังสือ “ประเพณีทำศพ” ให้รายละเอียดเกี่ยวกับ ใบตองปูรองศพในโลงว่า
“การที่ใช้ใบตองปูนี้ ได้ความว่า ปูไว้เพื่อรองรับน้ำเหลือง ไม่ให้ไหลตกลงไปก้นโลงได้ง่าย แต่การที่ใช้ยอดตองจำกัดเพียง 3 ยอดเพราะเหตุไรนั้น ยังไม่พบหลักฐานกล่าวไว้ในที่ใด เป็นแต่มีผู้กล่าวให้ฟังว่า การที่ปูเพียง 3 ยอด คือปูตามยาว 2 ข้าง ข้างละยอดและปูทาบลงกลางอีกยอดหนึ่งพอดีแล้ว ถ้าจะใช้ใบตองน้อยกว่านี้ก็ไม่พอ หรือใช้มากกว่านี้ก็เหลือเฟือไป และการที่ใช้ใบตองชนิดที่ตัดไม่ไว้หูนั้นโดยเกรงว่า เมื่อให้ตัดไว้หูเสียด้วยแล้ว จะเหลือทางของใบตองสั้นไปกว่าความยาวของโลงไปมาก”
หนังสือเล่มเดียวกันชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างใบตองที่ใช้กันทั่วไป กับใบตองใช้รองศพ ดังนี้
“การตัดใบตองใช้กันตามปรกติ เขาตัดไว้หู คือต้องเหลือใบไว้บ้าง ต้นจะได้ไม่เฉา เมื่อจะนำขึ้นเรือนทั้งทางโดยไม่เลื่อยก้านออกแล้วต้องหักยอดเสียก่อน ถ้าตัดใบตองถึงจะตัดไว้หูก็ดี หรือตัดไม่ไว้หูก็ดี และนำขึ้นเรือนโดยไม่หักยอดเสียก่อนแล้ว เขาหาว่าเป็นใบตองรองโลงผี ถือกันว่าเป็นเสนียด”
นอกจากการใช้ใบตองรองศพในโลง ใบตองยังเป็นสิ่งที่ใส่ไปกับมือศพอีกด้วย ดังที่หนังสือ “ประเพณีทำศพ” เล่าถึง ‘กรวยดอกไม้ธูปเทียน’ ว่า
“จ. กรวยดอกไม้ธูปเทียน ดอกไม้ธูปเทียนนี้ มีธูปดอก 1 เทียนดอก 1 กับดอกไม้ช่อ 1 หรือบางทีก็ใช้ดอกบัวดอก 1 ใส่ในกรวยใบตอง ให้ศพพนมมือถือ ได้ความว่า ให้ถือว่าไปเพื่อจะไหว้พระจุฬามณีบนสวรรค์ชั้นดาวดึงส์”
น่าสังเกตว่า ‘กรวยใบตอง’ ใช้ได้ทั้งพิธีอวมงคล (งานศพ) และพิธีมงคล (งานบวช) เสภาเรื่อง “ขุนช้างขุนแผน” ตอนพลายแก้วบวชเณร นางทองประศรีให้บ่าวไพร่จัดเตรียมสิ่งต่างๆ ที่ต้องใช้ในพิธี หนึ่งในจำนวนนั้นคือ ‘กรวยใบตอง’
” กูจะบวชลูกชายสายสุดใจ เอ็งจงไปเที่ยวหาผ้าเนื้อดี
ทำจีวรสบงสไบลาด หาทั้งย่ามบาตรมาตามที่
ลงมือพร้อมกันในวันนี้ อ้ายถีอีล่ามาช่วยกู
ฝ่ายพวกข้าไทไปหาของ หมากพลูใบตองที่มีอยู่
บ้างก็มาเย็บกรวยช่วยกันดู ปอกหมากพันพลูทั้งฟั่นเทียน”
กรวยใบตองมิใช่ใช้เฉพาะพิธีการเท่านั้น ยังใช้ในชีวิตประจำวันอีกด้วย ‘ฝอยทอง’ เป็นขนมชนิดหนึ่งซึ่งมีกรวยใบตองเป็นอุปกรณ์สำคัญ ดังจะเห็นได้จาก “กาพย์เห่ชมเครื่องหวาน” รัชกาลที่ 2 ทรงพรรณนาว่า
“๏ ฝอยทองเป็นยองใย เหมือนเส้นไหมไข่ของหวาน
คิดความยามเยาวมาลย์ เย็บชุนใช้ไหมทองจีน ฯ”
วิธีทำฝอยทองนั้น ‘กาญจนาคพันธุ์’ ได้เล่าไว้โดยละเอียดในหนังสือเรื่อง “เด็กคลองบางหลวง” เล่ม 2 ว่า
“ข้าพเจ้าเคยเข้าไปในโรงครัวบางงาน และชอบไปดูทางฝ่ายที่ทำอาหารหวาน คือชอบดูเขาทำฝอยทองและทองหยิบ ว่าตามที่เห็นวิธีทำ เขาเลือกเอาไข่แดงผสมกับแป้ง หรืออะไรก็ไม่ทราบ ใส่ในชามกาละมังใบใหญ่มากที่เตาตั้งกระทะทอง (ทองเหลือง) ใบใหญ่ตั้งน้ำเดือด ผู้ทำเอาใบตองมาเย็บเป็นกรวยมีรูเล็กๆ ตรงแหลม เอานิ้วอุดรูแหลมแล้วเอากรวยตักของที่ประสมในอ่างกาละมัง ไปที่กระทะทองเหลืองน้ำเดือดนั้น เปิดนิ้วแล้วโรยของนั้นให้ไหลลงไป พลางเวียนให้เป็นวงกลมไปรอบๆ จนเห็นว่าเป็นเส้นมากพอแล้ว (มักพอดีกับของหมดกรวย) ทิ้งไว้สักครู่ก็เอาไม้ไผ่เรียวเล็กปลายแหลม ซึ่งทำเตรียมไว้แล้วสองอัน สองมือจับไม้ช้อนเส้น (ฝอยทอง) ออกมาใส่ในถาดใหญ่ (เส้นรวมกันเป็นรูปรี) แล้วลูกมือสาวๆ สองสามคนก็เอามือตัดเส้นฝอยทองออกสองหรือสามท่อน พับหรือม้วนใส่ในชามแก้ว”
กว่าจะได้ลิ้มรสฝอยทองของอร่อย กรรมวิธีข้างต้นขาดไม่ได้
ขอบคุณ ‘ใบตอง’ ผู้ช่วยชั้นดี
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
