On History | ศิริพจน์ เหล่ามานะเจริญ

อย่างที่ผมได้เล่าให้อ่านกันไปในตอนที่แล้วว่า “สีมา” หรือ “เสมา” ในภาษาบาลี แปลว่า “เขต” หรือ “แดน”

และถ้าจะว่ากันตามข้อความในพระไตรปิฎก และอรรถกถาแล้ว สิ่งที่ใช้เป็น “นิมิต” คือเครื่องหมายของเขตแดนคือ “สีมา” นั้น “ตู้พระไตรปิฎกเคลื่อนที่” อย่าง ศ.พิเศษ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (ประยุทธ์ ปยุตฺโต) ได้อธิบายเอาไว้ในหนังสือที่ชื่อ “ฝังลูกนิมิต-ผูกสีมา ปุจฉา-วิสัชนา” (ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2543) ว่าก็คือ “ลูกนิมิต” ต่างหาก ไม่ใช่ “ใบเสมา” อย่างที่มักจะเข้าใจกัน

สิ่งที่น่าสนใจอีกอย่างหนึ่งก็คือ ในเมื่อ “นิมิต” นั้นคือ เครื่องหมายที่ใช้แสดงขอบเขตของ “สีมา” ที่ใช้ในการทำสังฆกรรม ก็ควรที่จะจัดวางไว้อยู่บนพื้นดินให้มองเห็นกันได้อย่างชัดเจน แต่นี่กลับเอาไปฝังให้มองไม่เห็นกันเสียอย่างนั้น และนี่ก็คงจะเป็นร่องรอยที่แสดงให้เห็นถึงพิธีกรรมความเชื่อในศาสนาผีพื้นเมืองอุษาคเนย์ ที่พรางตัวตนอยู่โดยมีพระพุทธศาสนาเป็นฉากกำบังนั่นแหละครับ

เกี่ยวกับเรื่องนี้ ชาวอังกฤษ ผู้สนใจในอุษาคเนย์ศึกษา โดยเฉพาะกรณีของไทย และเคยใช้ชีวิตอยู่ในอินเดียใต้ และเกาะศรีลังกา ก่อนจะย้ายถิ่นฐานเข้ามาตั้งรกรากอยู่ในไทยตราบจนลมหายใจสุดท้ายของชีวิต จนถูกเรียกว่า “ฝรั่งคลั่งสยาม” อย่าง ไมเคิล ไรท์ (พ.ศ.2483-2552) ได้เคยตั้งข้อเกตเอาไว้อย่างน่าสนใจ ในข้อเขียนที่ชื่อ “หัวใครหัวมัน ปรัชญาดึกดำบรรพ์ ศาสนพิธีและสัญลักษณ์” ตีพิมพ์ในนิตยสารศิลปวัฒนธรรม ฉบับประจำเดือนธันวาคม พ.ศ.2532 ดังมีใจความว่า

“แล้วผมอยากชวนท่านผู้อ่านไปดูพิธีฝังลูกนิมิต ลูกนิมิตนั้นมีรูปสัณฐานราวๆ เท่าหัวคน แขวนอยู่บนสาแหรก ท่านผู้ใหญ่ (ไม่ใช้พระสงฆ์องค์เจ้า) จะนำมีดมาสับลงไปให้สาแหรกขาด ลูกนิมิตจึงตกลงไปในหลุม

พระพุทธเจ้าเคยสอนวิธีให้ใครทำพิธีใช้มีดสับอะไรเมื่อไหร่ ท่านเคยชวนให้ทำสิ่งที่มีรูปร่างสัณฐานคล้ายหัวคนตกลงไปในหลุมเมื่อไร?

หลุมนั้นคือที่ฝังศพ และเป็นปากของเจ้าแม่ดิน เราจึงควรเลิกเชื่อว่าพิธีกรรมของชาวสยามเกี่ยวกับใบเสมาและลูกนิมิตเป็นเรื่องเนื่องในพระพุทธศาสนา มันเป็นเรื่องพื้นเมืองที่มีมาก่อนพระพุทธศาสนาจะเข้ามา”

จากข้อความข้างต้นจะเห็นได้อย่างชัดเจนว่า สำหรับคุณไมค์แล้ว “ลูกนิมิต” ก็คือสัญลักษณ์ของ “ศีรษะ” หรือ “กะโหลก” ของมนุษย์ ดังที่เขาได้ระบุว่า “หลุม” ลูกนิมิตนั้น ก็คือ “ที่ฝังศพ” และเป็นเรื่องพื้นเมืองในศาสนาผีอย่างไม่ต้องสงสัย

จุดทำบุญปิดทองลูกนิมิตในวัดร่องเสือเต้น เชียงราย

ที่สำคัญคือ ในวงหินตั้ง (stone circle) ซึ่งมีรูปร่างหน้าตา และระเบียบการจัดวางชวนให้นึกถึงใบเสมาในศาสนาพุทธ ทั้งในอินเดียใต้ และจากปากคำของชาวบ้านที่บ้านหินตั้ง ข้างเมืองเสมานั้น เป็นตัวอย่างสำคัญ ของการค้นพบกระดูกของมนุษย์อยู่ใต้วงหินตั้งเสียด้วย

รายงานจากนักสำรวจของบริษัท อีสต์อินเดีย (East India Company) ในช่วงยุคอาณานิคมที่ชื่อว่า พ.อ.โคลิน แม็คเคนซี (Colin Mackenzie, พ.ศ. 2396-2464) ที่ได้เข้าไปที่เมืองอมราวดี ทางตอนใต้ของอินเดีย แล้วรายงานว่า มีการค้นพบวงหินตั้ง (stone circle) ที่ทำจากหินแกรนิตสีดำ จำนวนราว 17-18 วง ตั้งอยู่ห่างออกไปทางทิศตะวันตกของเมืองธารนิโกฏ

(Dharaniko?a, เมืองที่ตั้งอยู่ติดกันกับมหาสถูปแห่งเมืองอมราวดีอันโด่งดัง) ราว 1 ไมล์ และยังมีวงหินตั้งทำนองเดียวกันนี้อีกเป็นจำนวนมากอยู่รอบเนินเขาวัททมานุ (Vaddam?nu hill, ตั้งอยู่ใกล้เมืองอมราวดี และเป็นบริเวณพื้นที่ซึ่งมีการขุดค้นพบซากสถูป สมัยราชวงศ์โมริยะ [Maurayan dynasty] อายุราว พ.ศ. 300)

แน่นอนที่แม็คเคนซีต้องรายงานไว้ด้วยว่า ในบรรดาวงหินตั้งเหล่านี้บางวง มีการพบกระดูกของมนุษย์ และภาชนะดินเผาที่บรรจุอัฐิมนุษย์อยู่ภายใน

เช่นเดียวกับที่รายงานว่า ที่บ้านหินตั้ง อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา ได้มีการปรับปรุงพื้นที่บริเวณที่มีวงหินตั้งเพื่อสร้างอาคารบ้านเรือนในช่วงราวก่อน พ.ศ.2530 เล็กน้อย จึงได้ค้นพบว่า มีโครงกระดูกมนุษย์ถูกฝังอยู่ทางด้านล่างของแผ่นหินตั้ง พร้อมกับข้าวของเครื่องใช้ในพิธีศพต่างๆ โดยจะพบหลุมศพเหล่านี้อยู่ที่ใต้หินตั้ง

ที่สำคัญก็คือ บ้านหินตั้งที่ อ.สูงเนิน นี้ ตั้งอยู่ติดกันกับเมืองเสมา ในเขตอำเภอเดียวกัน โดยที่เมืองแห่งนี้ได้พบ “พระพุทธรูปประทับนอน” ในวัฒนธรรมแบบทวารวดี ที่มีแผ่นหินแบบเดียวกันล้อมรอบตัวอาคาร (ซึ่งหลายครั้งมักจะเรียกกันว่า วิหาร ไม่ใคร่จะเรียก โบสถ์ กันมากนัก) เอาไว้ ซึ่งก็ชวนให้ระลึกถึงสิ่งที่คุณไมค์ได้ตั้งข้อสังเกตอย่างที่ผมได้ยกความมาให้อ่านกันทางด้านบนอย่างจับจิต

โดยเฉพาะเมื่ออะไรที่คนในปัจจุบันเรียกกันว่า “ใบเสมา” วัดธรรมจักรเสมาราม นอกเมืองเสมาแห่งนี้ตั้งอยู่ล้อมรอบพระพุทธรูปประทับนอน ซึ่งสัมพันธ์อยู่กับพุทธประวัติตอนปรินิพพาน ซึ่งก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวกันอยู่กับความตายอย่างแยกกันไม่ค่อยจะขาด

ความเห็นดังกล่าวของคุณไมค์นั้น จึงเป็นสิ่งน่าพิจารณาอยู่มากเลยทีเดียว โดยเฉพาะเมื่อพิจารณาถึงข้อสังเกตของนักประวัติศาสตร์ศิลปะอย่าง รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ธรรมรุ่งเรือง แห่งคณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ที่ระบุถึงภาพสลักบนใบเสมาหินรุ่นแรกเริ่ม ที่พบในอีสาน ซึ่งสลักเป็นรูปเครื่องบวงสรวงทำนองเดียวกับบายศรีว่าอาจเกี่ยวข้องกับพิธีกรรมด้านความตาย การเซ่นสรวงบูชาผู้ตาย การบวงสรวงบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ต่างๆ ตลอดจนการทำขวัญ เป็นต้น เอาไว้ในงานวิจัยของท่านที่ถูกตีพิมพ์ออกมาในชื่อ “หลักหิน-ใบเสมา ในวัฒนธรรมทวารวดีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของประเทศไทย” (ตีพิมพ์ครั้งแรกเมื่อ พ.ศ.2561)

เพราะลวดลายประดับบนใบเสมาในลักษณะทำนองนี้ ย่อมแสดงให้เห็นถึงความสืบเนื่องของ “หินตั้ง” จากชุดความเชื่อในศาสนาผีดั้งเดิม ที่เปลี่ยนผ่านมาสู่การเป็น “ใบเสมา” ในศาสนาพุทธ

โมเดลจำลองการฝังลูกนิมิตในพิพิธภัณฑ์กษาปณ์ กรุงเทพมหานคร

คุณไมค์ยังได้กล่าวถึง “ใบเสมา” เอาไว้ในข้อเขียนชิ้นเดียวกันด้วยว่า

“ตามหลักฐานในพระไตรปิฎกคำว่าสีมาหรือเสมาแปลว่า ‘เขต’ ท่านจะกำหนดสีมาหรือเขตวัดกันให้เป็นที่ประจักษ์แน่นอนเพื่อว่าวันหน้าชาววัดและชาวบ้านจะได้ไม่ต้องทะเลาะกันเรื่องกรรมสิทธิ์ที่ดิน (ซึ่งก็เป็นการดีเพราะมีการทะเลาะกันเรื่องที่ดินวัดจนได้จนทุกวันนี้) แต่พระพุทธเจ้าเคยได้ประกอบพิธีฝังลูกนิมิตหรือตั้งใบเสมาเมื่อไร?

เกาะลังกาเพิ่งมีใบเสมา (ไม่มีการฝังลูกนิมิต) ตั้งแต่สมัยพระเจ้าปรากรมพาหุที่ 1 (กลางคริสต์ศตวรรษที่ 12) และนักปราชญ์ส่วนใหญ่เชื่อว่าท่านคงนำประเพณีนี้มาจากอุษาคเนย์ เพราะท่านได้อาราธนาสงฆ์จากรามัญญเทศและตามพรลิงค์

ใบเสมาในพุทธศาสนาที่เก่าแก่ที่สุดในโลกไม่มีในอินเดียหรือลังกา หากพบในภาคอีสานของสยาม คงอยู่ในช่วงราวคริสต์ศตวรรษที่ 7-8

ผมไม่สามารถจะเชื่อได้ว่าใบเสมาเหล่านี้จะวิวัฒนาการมาจากอะไรในพระพุทธศาสนา เพราะไม่มีหลักฐานแม้แต่น้อย แต่พอเชื่อได้ว่าใบเสมารุ่นแรกนั้นวิวัฒนาการมาจาก ‘หินตั้ง’ ที่ชาวอุษาคเนย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์นิยมตั้งรอบๆ ที่ประกอบพิธี ซึ่งน่าจะได้แก่พิธีฆ่าคนหรือสัตว์บูชาเจ้าแม่ดินและบรรพบุรุษ ขอฝนฟ้าดีและความอุดมสมบูรณ์”

หากจะว่ากันตามข้อเขียนของคุณไมค์ข้างต้น “ใบเสมา” ก็คือสิ่งที่พัฒนามาจาก ‘หินตั้ง’ โดยถือกำเนิดขึ้นมาในพื้นที่ภาคอีสานของไทย ส่วนลูกนิมิตนั้นก็คือกะโหลก หรือศีรษะของบรรพชนผู้ล่วงลับที่ถูกฝังอยู่ทางด้านล่างของหินตั้ง (standing stone/menhir) หรือวงหินตั้ง

แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตด้วยว่า ในอินเดียนั้น ก็พบวงหินตั้งอยู่ด้วยเช่นกัน โดยในกรณีของอินเดียใต้นั้น พบอยู่ร่วมกับสถูปในพุทธศาสนา แต่กลับไม่มีการพัฒนาเอาหินตั้งนั้นไปเป็นใบเสมาอย่างที่ปรากฏในไทย ซึ่งหากจะตอบแบบไม่กลัวมือจะแหก ด้วยการเอากำปั้นทุบดินแล้ว ก็คงจะเป็นเพราะมีเงื่อนไข และปัจจัยทางสังคมวัฒนธรรมที่แตกต่างไปจากกัน จึงทำให้มีพัฒนาการที่ผิดแผกไปจากกันด้วย

แถมคุณไมค์ยังตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับรูปแบบทางศิลปะ ของใบเสมาเอาไว้อีกด้วยว่า

“รูปใบเสมาที่เรารู้จักยังไปปรากฏในอุษาคเนย์อีก 2 แห่ง คือที่พนักหลังเก้าอี้ประทับเทพในบาหลีกับที่บนหลุมฝังศพชาวอิสลามในมลายู สุมาตรา และชวา เรื่องเหล่านี้ล้วนเป็นเรื่องบรรพบุรุษหรือผีเจ้าพื้นเมือง

หลักฐานทั้งหมดระบุว่าในรูปใบเสมานี้เป็นของพื้นเมืองในอุษาคเนย์ ไม่มีหลักฐานแม้แต่น้อยว่าสิ่งนี้หรือประเพณีนี้มาจากอินเดีย”

ผมเห็นด้วยกับคุณไมค์ว่า รูปลักษณะของอะไรที่เรียกว่า “เสมา” ไม่ว่าจะเป็น ใบเสมา หรือซุ้มเสมา ในไทยนั้น มีรูปลักษณะอย่างที่ไม่เคยพบในอินเดีย หรือศรีลังกามาก่อน แต่เห็นได้อยู่บ่อยครั้งในอุษาคเนย์ ดังนั้น จึงควรเป็นลักษณะพื้นเมืองของทางอุษาคเนย์เองนี่แหละ

ดังนั้น ถึงแม้จะปรากฏทั้งคำว่า “นิมิต” และ “สีมา” อยู่ในพระไตรปิฎก แต่ “ลูกนิมิต” ที่เป็นเครื่องหมายแสดงเขตแดนของเรา กลับถูกเอาไปซ่อนไว้อยู่ข้างใต้ดินมันเสียอย่างนั้น

ส่วน “สีมา” คือเขตแดน ที่ถูกผูกขึ้นด้วยนิมิตนั้น กลับกลายเป็นแผ่นหิน (หรือวัสดุอื่นตามแต่ยุคสมัย) ที่เป็นเครื่องหมายแสดงเขตแดน อย่างที่พระไตรปิฎกเรียกว่า นิมิต

ทั้งหมดนี้คงเป็นเพราะการผสมผสาน และแปลความ โดยอ้างอิงจาก เขตแดนศักดิ์สิทธิ์เดิมของศาสนาผีพื้นเมือง ที่กางกั้นเขตแดนด้วยแผ่นหินตั้ง ซึ่งหลายครั้งก็ตั้งล้อมเป็นวง แล้วมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์คือ “ผีบรรพชน” ถูกฝังอยู่ข้างใต้เขตแดนของวงหินตั้งนั่นเอง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด
ผู้สมัคร ส.ก. ห้วยขวาง เปิดหน้าชนทุนต่างชาติ แฉ 4 ปัญหาใหญ่แย่งอาชีพ-สร้างมลพิษ กางแผน 3 ระดับ ดึงภาษีคืนท้องถิ่น
เจ้าฟ้าและสามัญชน ชีวิตโลดโผนผจญภัย ของนักเรียนทุนไทยในต่างแดน (1)
เส้นทางรัก ‘บิ๊ก-ไอซ์’ หลังตั้งเป้าจะเป็นโสดยาว อายุเยอะต้องใช้เวลาดูให้มั่นใจ
ธงทอง จันทรางศุ | ว่าด้วย ‘หมาจริง – หมาปลอม’
วิกฤตโจ๋ไทยจาก ‘มวน’ สู่ ‘พอต’ ‘บุหรี่ซอมบี้’ ภัยร้ายแบบใหม่ ปฏิบัติการ ‘ระดับชาติ’ หยุดควัน
ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว
เหยี่ยวถลาลม | แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ป.ป.ช.
เจาะชีวิต ‘โกแพ’ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ มท.4 เลือดใหม่พรรคสีน้ำเงิน จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ชอบการเมือง?
รัฐสภาวางคิวถกแก้ รธน. ลุ้นกดปุ่มรับหลักการ ผ่านวาระแรกทุกฉบับ
ทำความเข้าใจ ยุทธศาสตร์การเจรจาของอิหร่าน ผ่านหนังสือของ ‘อารักชี’