บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
ปรีดี แปลก อดุล
: คุณธรรมน้ำมิตร (จบ)
มิตรภาพ “แปลก-ปรีดี”
มิตรภาพ 3 เส้า “แปลก-ปรีดี-อดุล” แม้จะเริ่มต้นต่างกันทั้งวัน สถานที่ และอายุ แต่กลับแตกร้าวในห้วงเวลาเดียวกัน คือเมื่อ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้วละทิ้งอุดมการณ์คณะราษฎรสู่การรวบอำนาจ ทำให้หลวงอดุลตัดขาดความเป็นเพื่อนอย่างเด็ดขาดจนถึงวันสิ้นชีวิต
และด้วยสาเหตุเดียวกันนี้ นายปรีดี พนมยงค์ ก็เป็นผู้เดินเกมการเมืองบีบบังคับให้จอมพล ป.พิบูลสงคราม ลาออกอย่างไม่เต็มใจจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อกรกฎาคม พ.ศ.2487
จอมพล ป.พิบูลสงคราม สูญสิ้นอำนาจและตกต่ำอย่างถึงที่สุดเมื่อตกเป็นจำเลยในศาลอาชญากรสงครามหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2
แต่กระนั้นมิตรภาพระหว่างกันก็ยังดำรงอยู่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เขียนจดหมายขอความเห็นใจไปยังนายปรีดี พนมยงค์ จนนำไปสู่ความเชื่อว่า การที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม พ้นข้อกล่าวหาที่มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตด้วยเหตุผลง่ายๆ ทางกฎหมายนั้นมาจากนายปรีดี พนมยงค์
จอมพล ป.พิบูลสงคราม กลับมามีอำนาจอีกครั้งเมื่อตอบรับคำเชื้อเชิญให้เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร 2490 ตามด้วยตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในชั้นต้น จอมพล ป.พิบูลสงครามก็แสดงท่าทีเป็นมิตรกับนายปรีดี พนมยงค์ อย่างเห็นได้ชัด
แต่แล้วไม่นานก็พลิกกลับจากหน้ามือเป็นหลังมือ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์กบฏวังหลวง พ.ศ.2492 ที่นายปรีดี พนมยงค์ พ่ายแพ้และต้องลี้ภัยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อความปลอดภัย
ซึ่งมิใช่เพราะกลัวเกินกว่าเหตุ เพราะหลังประสบความสำเร็จในการปราบปรามแล้วคณะรัฐประหารก็เปิดฉากกวาดล้างคณะราษฎรสายพลเรือนและอดีตเสรีไทยอย่างเด็ดขาดเพื่อตัดรากถอนโคนฐานกำลังของนายปรีดี พนมยงค์ ให้หมดสิ้น
รอยัลลิสต์ “ซุ่มซ่อนยาวนาน รอคอยโอกาส”
สาเหตุที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม “พลิกกลับไปกลับมา” กับนายปรีดี พนมยงค์ นั้น สืบเนื่องจากการที่ฝ่ายรอยัลลิสต์ซึ่งเคยถูกจอมพล ป.พิบูลสงคราม กวาดล้างถอนรากถอนโคนโดยเฉพาะการจัดตั้งศาลพิเศษกรณี “กบฏบวรเดช” พ.ศ.2476 และศาลพิเศษ พ.ศ.2482 จนไม่สามารถเคลื่อนไหวใดๆ ได้ ต้องเลือกใช้ยุทธวิธี “ซุ่มซ่อนยาวนาน รอคอยโอกาส”
รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 เกิดขึ้นจากนายทหารนอกราชการกลุ่มหนึ่งซึ่งปราศจากฐานอำนาจทั้งในกองทัพและการเมือง ทำให้ต้องพึ่งพาพลังอำนาจอื่น กลายเป็นโอกาสของฝ่ายรอยัลลิสต์ที่ได้เข้าร่วมและมีส่วนอย่างสำคัญในความสำเร็จ
หลังจากนั้นฝ่ายรอยัลลิสต์ก็ใช้ความเจนจัดทางการเมืองให้คณะรัฐประหารประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2490 ที่ฟื้นชีวิตให้ฝ่ายรอยัลลิสต์ แม้หลวงกาจสงครามจะพยายามอ้างว่าเป็นผู้ร่าง แต่หลักฐานที่ปรากฏก็เป็นที่ชัดเจนว่าเป็นผลงานของมือกฎหมายฝ่ายรอยัลลิสต์ทั้งสิ้น
เมื่อขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังจี้ให้นายควง อภัยวงศ์ ลาออก จอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งมีความเจนจัดทางการเมืองไม่แพ้ฝ่ายรอยัลลิสต์เนื่องจากต่อสู้ขับเคี่ยวกันมาตั้งแต่วันเปลี่ยนแปลงการปกครองต่างจากคณะรัฐประหารที่ไร้เดียงสาทางการเมืองอย่างสิ้นเชิง ก็ตระหนักว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้คือส่วนหนึ่งของแผนอันแยบยลในการลดบทบาทของคณะรัฐประหารและฟื้นบทบาทของพระมหากษัตริย์
จึงนำไปสู่ “รัฐประหารเงียบ” ยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2490 แล้วใช้รัฐธรรมนูญที่ไม่เอื้อแก่ฝ่ายรอยัลลิสต์อีกต่อไป
พญาอินทรี
การต่อสู้ขับเคี่ยวระหว่างจอมพล ป.พิบูลสงคราม กับฝ่ายรอยัลลิสต์เกิดขึ้นอย่างเอาเป็นเอาตายอีกครั้งหนึ่ง โดยมีตัวละครใหม่ “สหรัฐอเมริกา” เข้ามาเกี่ยวข้องจากสถานการณ์สงครามเย็นที่ประเทศไทยมีทางเลือกอย่างจำกัด
ครั้งที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อต้นปี พ.ศ.2491 นั้น ฝ่ายรอยัลลิสต์ยังมีอิทธิพลเหนือการเมืองไทยตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2490 ขณะที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม แม้จะเป็นนายกรัฐมนตรีแต่ก็ปราศจากฐานอำนาจของตัวเองทั้งทางทหารและการเมือง
ดังนั้นเมื่อมหาอำนาจสหรัฐอเมริกาเสนอทางเลือกให้นำประเทศไทยเข้าร่วมเป็นพันธมิตรต่อต้านคอมมิวนิสต์ จึงตอบรับแม้จะถูกทัดทานว่าจะนำไปสู่ความยุ่งยากทางการเมืองกับประเทศเพื่อนบ้านในอินโดจีนก็ตาม
ปลายปี พ.ศ.2494 ฝ่ายรอยัลลิสต์แม้จะประสบความพ่ายแพ้ทางการเมืองจากการถูกยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ 2490 แต่ก็ยังคงใช้ยุทธวิธีเดิมหาทางฟื้นตัวอย่างไม่ลดละ
ขณะที่อิทธิพลของสหรัฐอเมริกาต่อการเมืองในประเทศไทยก็ทวีความเข้มแข็งขึ้นทุกขณะจนกลายเป็นเป้าหมายในการเป็นพันธมิตรทั้งจากฝ่ายรอยัลลิสต์และคณะรัฐประหารที่แบ่งเป็น 3 ฝ่าย คือ จอมพล ป.พิบูลสงคราม-จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์-พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์
บทบาทอันมีลักษณะชี้ขาดของสหรัฐอเมริกาต่อการเมืองในประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.2497 หลังจากศึกษาบริบทแวดล้อมของไทยอย่างละเอียดรอบด้านแล้ว สหรัฐอเมริกาก็กำหนดยุทธศาสตร์หลักให้สถาบันกษัตริย์ไทยเป็นเครื่องมือหลักในการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์
จอมพล ป.พิบูลสงคราม ยังคงพยายามรักษาความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐอเมริกาด้วยเหตุผลการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์
ขณะที่การต่อสู้กับฝ่ายรอยัลลิสต์ก็ไม่สามารถไว้วางใจได้จึงนำไปสู่ความพยายาม “คืนดี” กับนายปรีดี พนมยงค์ เพื่อรวมพลังต่อสู้โดยอาศัยเงื่อนไขคดีสวรรคตของ ร.8 ซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงการรับรู้ของสาธารณรัฐประชาชนจีนที่นายปรีดี พนมยงค์ อาศัยลี้ภัยอยู่
สหรัฐอเมริกาไม่พอใจจอมพล ป.พิบูลสงคราม ทั้งความพยายามเปิดไมตรีกับสาธารณรัฐประชาชนจีนและการนำนายปรีดี พนมยงค์ เดินทางกลับไทยเพื่อรื้อฟื้นคดีสวรรคตของ ร.8 ซึ่งอาจส่งผลต่อองค์พระมหากษัตริย์ที่สหรัฐอเมริกากำหนดให้เป็นศูนย์กลางรวมพลังคนไทยในการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์
สหรัฐอเมริกาเชื่อว่าการที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม พยายามสถาปนาความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้นเกิดจากปัญหาความขัดแย้งกับกษัตริย์และกลุ่มรอยัลลิสต์เป็นสำคัญ
ความพยายามให้นายปรีดี พนมยงค์ กลับไทยจึงเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” ที่ฝ่ายรอยัลลิสต์และสหรัฐอเมริกาเปิดสัญญาณ “ไฟเขียว” ให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ในที่สุด
ผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร
ทันทีที่การรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สำเร็จ คืนนั้นก็มีประกาศพระบรมราชโองการตั้งผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร มีความว่า
“เนื่องด้วยปรากฏว่ารัฐบาลอันมี จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีได้บริหารราชการแผ่นดินไม่เป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ทั้งไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองได้ คณะทหารซึ่งมีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นหัวหน้า ได้เข้ายึดอำนาจการปกครองไว้ได้และทำหน้าที่เป็นผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร ข้าพเจ้าจึงขอตั้ง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร ขอให้ประชาชนทั้งหลายจงอยู่ในความสงบและให้ข้าราชการทุกฝ่ายฟังคำสั่งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป
ประกาศมา ณ วันที่ 16 กันยายน พุทธศักราช 2500″
อวสานคณะราษฎร
รัฐประหาร พ.ศ.2500 รูดม่านปิดฉากคณะราษฎรที่ขับเคี่ยวต่อสู้อย่างเข้มข้นยาวนานมากับกลุ่มรอยัลลิสต์ตั้งแต่วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 แต่สายใยแห่งมิตรภาพระหว่าง 2 ผู้นำคนสุดท้ายแห่งคณะราษฎร จอมพล ป.พิบูลสงคราม และนายปรีดี พนมยงค์ ยังไม่ขาดสิ้น แม้จะจำกัดในทุกด้านแต่ยังคงมุ่งมั่นที่จะร่วมกันแก้ไขสิ่งที่ทั้งสอง และคณะราษฎร “ตั้งต้นทำไว้อย่างบกพร่อง” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 แต่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ถึงแก่อนิจกรรมไปเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.2507 ก่อนนายปรีดี พนมยงค์ จะตามไปเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ.2526
นายปรีดี พนมยงค์ กล่าวไว้อย่างถูกต้องว่า “เมื่อข้าพเจ้ามีอำนาจ ก็ไม่มีประสบการณ์ แต่เมื่อข้าพเจ้ามีประสบการณ์ ก็ไม่มีอำนาจ”
ฤๅความหวังที่จะแก้ไขสิ่งที่ตั้งต้นทำไว้อย่างบกพร่องของคณะราษฎรในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 จะจบสิ้นลงเพียงเท่านี้
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
