bg-single

ปรีดี แปลก อดุล : คุณธรรมน้ำมิตร (จบ)

15.10.2025

บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

มิตรภาพ “แปลก-ปรีดี”

มิตรภาพ 3 เส้า “แปลก-ปรีดี-อดุล” แม้จะเริ่มต้นต่างกันทั้งวัน สถานที่ และอายุ แต่กลับแตกร้าวในห้วงเวลาเดียวกัน คือเมื่อ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้วละทิ้งอุดมการณ์คณะราษฎรสู่การรวบอำนาจ ทำให้หลวงอดุลตัดขาดความเป็นเพื่อนอย่างเด็ดขาดจนถึงวันสิ้นชีวิต

และด้วยสาเหตุเดียวกันนี้ นายปรีดี พนมยงค์ ก็เป็นผู้เดินเกมการเมืองบีบบังคับให้จอมพล ป.พิบูลสงคราม ลาออกอย่างไม่เต็มใจจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อกรกฎาคม พ.ศ.2487

จอมพล ป.พิบูลสงคราม สูญสิ้นอำนาจและตกต่ำอย่างถึงที่สุดเมื่อตกเป็นจำเลยในศาลอาชญากรสงครามหลังสิ้นสุดสงครามโลกครั้งที่ 2

แต่กระนั้นมิตรภาพระหว่างกันก็ยังดำรงอยู่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม เขียนจดหมายขอความเห็นใจไปยังนายปรีดี พนมยงค์ จนนำไปสู่ความเชื่อว่า การที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม พ้นข้อกล่าวหาที่มีโทษสูงสุดถึงประหารชีวิตด้วยเหตุผลง่ายๆ ทางกฎหมายนั้นมาจากนายปรีดี พนมยงค์

จอมพล ป.พิบูลสงคราม กลับมามีอำนาจอีกครั้งเมื่อตอบรับคำเชื้อเชิญให้เป็นหัวหน้าคณะรัฐประหาร 2490 ตามด้วยตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ในชั้นต้น จอมพล ป.พิบูลสงครามก็แสดงท่าทีเป็นมิตรกับนายปรีดี พนมยงค์ อย่างเห็นได้ชัด

แต่แล้วไม่นานก็พลิกกลับจากหน้ามือเป็นหลังมือ จนกระทั่งเกิดเหตุการณ์กบฏวังหลวง พ.ศ.2492 ที่นายปรีดี พนมยงค์ พ่ายแพ้และต้องลี้ภัยไปยังสาธารณรัฐประชาชนจีนเพื่อความปลอดภัย

ซึ่งมิใช่เพราะกลัวเกินกว่าเหตุ เพราะหลังประสบความสำเร็จในการปราบปรามแล้วคณะรัฐประหารก็เปิดฉากกวาดล้างคณะราษฎรสายพลเรือนและอดีตเสรีไทยอย่างเด็ดขาดเพื่อตัดรากถอนโคนฐานกำลังของนายปรีดี พนมยงค์ ให้หมดสิ้น

รอยัลลิสต์ “ซุ่มซ่อนยาวนาน รอคอยโอกาส”

สาเหตุที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม “พลิกกลับไปกลับมา” กับนายปรีดี พนมยงค์ นั้น สืบเนื่องจากการที่ฝ่ายรอยัลลิสต์ซึ่งเคยถูกจอมพล ป.พิบูลสงคราม กวาดล้างถอนรากถอนโคนโดยเฉพาะการจัดตั้งศาลพิเศษกรณี “กบฏบวรเดช” พ.ศ.2476 และศาลพิเศษ พ.ศ.2482 จนไม่สามารถเคลื่อนไหวใดๆ ได้ ต้องเลือกใช้ยุทธวิธี “ซุ่มซ่อนยาวนาน รอคอยโอกาส”

รัฐประหาร 8 พฤศจิกายน พ.ศ.2490 เกิดขึ้นจากนายทหารนอกราชการกลุ่มหนึ่งซึ่งปราศจากฐานอำนาจทั้งในกองทัพและการเมือง ทำให้ต้องพึ่งพาพลังอำนาจอื่น กลายเป็นโอกาสของฝ่ายรอยัลลิสต์ที่ได้เข้าร่วมและมีส่วนอย่างสำคัญในความสำเร็จ

หลังจากนั้นฝ่ายรอยัลลิสต์ก็ใช้ความเจนจัดทางการเมืองให้คณะรัฐประหารประกาศใช้รัฐธรรมนูญ พ.ศ.2490 ที่ฟื้นชีวิตให้ฝ่ายรอยัลลิสต์ แม้หลวงกาจสงครามจะพยายามอ้างว่าเป็นผู้ร่าง แต่หลักฐานที่ปรากฏก็เป็นที่ชัดเจนว่าเป็นผลงานของมือกฎหมายฝ่ายรอยัลลิสต์ทั้งสิ้น

เมื่อขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีหลังจี้ให้นายควง อภัยวงศ์ ลาออก จอมพล ป.พิบูลสงคราม ซึ่งมีความเจนจัดทางการเมืองไม่แพ้ฝ่ายรอยัลลิสต์เนื่องจากต่อสู้ขับเคี่ยวกันมาตั้งแต่วันเปลี่ยนแปลงการปกครองต่างจากคณะรัฐประหารที่ไร้เดียงสาทางการเมืองอย่างสิ้นเชิง ก็ตระหนักว่า รัฐธรรมนูญฉบับนี้คือส่วนหนึ่งของแผนอันแยบยลในการลดบทบาทของคณะรัฐประหารและฟื้นบทบาทของพระมหากษัตริย์

จึงนำไปสู่ “รัฐประหารเงียบ” ยกเลิกรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2490 แล้วใช้รัฐธรรมนูญที่ไม่เอื้อแก่ฝ่ายรอยัลลิสต์อีกต่อไป

พญาอินทรี

การต่อสู้ขับเคี่ยวระหว่างจอมพล ป.พิบูลสงคราม กับฝ่ายรอยัลลิสต์เกิดขึ้นอย่างเอาเป็นเอาตายอีกครั้งหนึ่ง โดยมีตัวละครใหม่ “สหรัฐอเมริกา” เข้ามาเกี่ยวข้องจากสถานการณ์สงครามเย็นที่ประเทศไทยมีทางเลือกอย่างจำกัด

ครั้งที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม ขึ้นสู่ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อต้นปี พ.ศ.2491 นั้น ฝ่ายรอยัลลิสต์ยังมีอิทธิพลเหนือการเมืองไทยตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2490 ขณะที่ จอมพล ป.พิบูลสงคราม แม้จะเป็นนายกรัฐมนตรีแต่ก็ปราศจากฐานอำนาจของตัวเองทั้งทางทหารและการเมือง

ดังนั้นเมื่อมหาอำนาจสหรัฐอเมริกาเสนอทางเลือกให้นำประเทศไทยเข้าร่วมเป็นพันธมิตรต่อต้านคอมมิวนิสต์ จึงตอบรับแม้จะถูกทัดทานว่าจะนำไปสู่ความยุ่งยากทางการเมืองกับประเทศเพื่อนบ้านในอินโดจีนก็ตาม

ปลายปี พ.ศ.2494 ฝ่ายรอยัลลิสต์แม้จะประสบความพ่ายแพ้ทางการเมืองจากการถูกยกเลิกรัฐธรรมนูญฉบับ 2490 แต่ก็ยังคงใช้ยุทธวิธีเดิมหาทางฟื้นตัวอย่างไม่ลดละ

ขณะที่อิทธิพลของสหรัฐอเมริกาต่อการเมืองในประเทศไทยก็ทวีความเข้มแข็งขึ้นทุกขณะจนกลายเป็นเป้าหมายในการเป็นพันธมิตรทั้งจากฝ่ายรอยัลลิสต์และคณะรัฐประหารที่แบ่งเป็น 3 ฝ่าย คือ จอมพล ป.พิบูลสงคราม-จอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์-พล.ต.อ.เผ่า ศรียานนท์

บทบาทอันมีลักษณะชี้ขาดของสหรัฐอเมริกาต่อการเมืองในประเทศไทยเกิดขึ้นเมื่อ พ.ศ.2497 หลังจากศึกษาบริบทแวดล้อมของไทยอย่างละเอียดรอบด้านแล้ว สหรัฐอเมริกาก็กำหนดยุทธศาสตร์หลักให้สถาบันกษัตริย์ไทยเป็นเครื่องมือหลักในการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์

จอมพล ป.พิบูลสงคราม ยังคงพยายามรักษาความสัมพันธ์อันดีกับสหรัฐอเมริกาด้วยเหตุผลการต่อต้านลัทธิคอมมิวนิสต์

ขณะที่การต่อสู้กับฝ่ายรอยัลลิสต์ก็ไม่สามารถไว้วางใจได้จึงนำไปสู่ความพยายาม “คืนดี” กับนายปรีดี พนมยงค์ เพื่อรวมพลังต่อสู้โดยอาศัยเงื่อนไขคดีสวรรคตของ ร.8 ซึ่งไม่อาจหลีกเลี่ยงการรับรู้ของสาธารณรัฐประชาชนจีนที่นายปรีดี พนมยงค์ อาศัยลี้ภัยอยู่

สหรัฐอเมริกาไม่พอใจจอมพล ป.พิบูลสงคราม ทั้งความพยายามเปิดไมตรีกับสาธารณรัฐประชาชนจีนและการนำนายปรีดี พนมยงค์ เดินทางกลับไทยเพื่อรื้อฟื้นคดีสวรรคตของ ร.8 ซึ่งอาจส่งผลต่อองค์พระมหากษัตริย์ที่สหรัฐอเมริกากำหนดให้เป็นศูนย์กลางรวมพลังคนไทยในการต่อสู้กับคอมมิวนิสต์

สหรัฐอเมริกาเชื่อว่าการที่จอมพล ป.พิบูลสงคราม พยายามสถาปนาความสัมพันธ์กับสาธารณรัฐประชาชนจีนนั้นเกิดจากปัญหาความขัดแย้งกับกษัตริย์และกลุ่มรอยัลลิสต์เป็นสำคัญ

ความพยายามให้นายปรีดี พนมยงค์ กลับไทยจึงเป็น “ฟางเส้นสุดท้าย” ที่ฝ่ายรอยัลลิสต์และสหรัฐอเมริกาเปิดสัญญาณ “ไฟเขียว” ให้จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ทำรัฐประหารโค่นล้มรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม ในที่สุด

ผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร

ทันทีที่การรัฐประหารของจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ สำเร็จ คืนนั้นก็มีประกาศพระบรมราชโองการตั้งผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร มีความว่า

“เนื่องด้วยปรากฏว่ารัฐบาลอันมี จอมพล ป.พิบูลสงคราม เป็นนายกรัฐมนตรีได้บริหารราชการแผ่นดินไม่เป็นที่ไว้วางใจของประชาชน ทั้งไม่สามารถรักษาความสงบเรียบร้อยของบ้านเมืองได้ คณะทหารซึ่งมีจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นหัวหน้า ได้เข้ายึดอำนาจการปกครองไว้ได้และทำหน้าที่เป็นผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร ข้าพเจ้าจึงขอตั้ง จอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ เป็นผู้รักษาพระนครฝ่ายทหาร ขอให้ประชาชนทั้งหลายจงอยู่ในความสงบและให้ข้าราชการทุกฝ่ายฟังคำสั่งจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป

ประกาศมา ณ วันที่ 16 กันยายน พุทธศักราช 2500″

อวสานคณะราษฎร

รัฐประหาร พ.ศ.2500 รูดม่านปิดฉากคณะราษฎรที่ขับเคี่ยวต่อสู้อย่างเข้มข้นยาวนานมากับกลุ่มรอยัลลิสต์ตั้งแต่วันเปลี่ยนแปลงการปกครอง 24 มิถุนายน พ.ศ.2475 แต่สายใยแห่งมิตรภาพระหว่าง 2 ผู้นำคนสุดท้ายแห่งคณะราษฎร จอมพล ป.พิบูลสงคราม และนายปรีดี พนมยงค์ ยังไม่ขาดสิ้น แม้จะจำกัดในทุกด้านแต่ยังคงมุ่งมั่นที่จะร่วมกันแก้ไขสิ่งที่ทั้งสอง และคณะราษฎร “ตั้งต้นทำไว้อย่างบกพร่อง” ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2475 แต่จอมพล ป.พิบูลสงคราม ถึงแก่อนิจกรรมไปเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน พ.ศ.2507 ก่อนนายปรีดี พนมยงค์ จะตามไปเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ.2526

นายปรีดี พนมยงค์ กล่าวไว้อย่างถูกต้องว่า “เมื่อข้าพเจ้ามีอำนาจ ก็ไม่มีประสบการณ์ แต่เมื่อข้าพเจ้ามีประสบการณ์ ก็ไม่มีอำนาจ”

ฤๅความหวังที่จะแก้ไขสิ่งที่ตั้งต้นทำไว้อย่างบกพร่องของคณะราษฎรในการเปลี่ยนแปลงการปกครอง 2475 จะจบสิ้นลงเพียงเท่านี้



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน