bg-single

วัฒนธรรมศาลาไทยในต่างแดน : จากสงครามเย็นสู่สัญลักษณ์แห่งชาติ (2)

09.10.2025

พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ

วัฒนธรรมศาลาไทยในต่างแดน

: จากสงครามเย็นสู่สัญลักษณ์แห่งชาติ (2)

หลังจากเมืองบาดฮอมบวร์ก ประเทศไทยไม่มีการสร้างศาลาไทยมอบให้กับประเทศไหนอีกเลยยาวนานถึง 50 ปี

จนมาถึงในปี พ.ศ.2507 รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานศาลาไทยเพื่อเป็นของขวัญให้กับ East-West Center มลรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา

และในอีก 3 ปีถัดมา ได้มีพระราชกรณียกิจเสด็จฯ เยือนประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งที่สอง ระหว่างวันที่ 6-29 มิถุนายน พ.ศ.2510 พระองค์ได้เสด็จฯ มาทรงประกอบพิธีเปิดศาลาไทยอย่างเป็นทางการด้วยพระองค์เองเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน

คำถามคือ ทำไมต้องมอบให้ศูนย์แห่งนี้ทั้งที่ตามประวัติแล้วเป็นเพียงศูนย์ที่เพิ่งก่อตั้งได้ไม่ถึง 5 ปี ไม่ใช่หน่วยงานเก่าแก่มีชื่อเสียง และไม่เคยมีความสัมพันธ์อะไรมาก่อนกับประเทศไทย

ซึ่งคำตอบของคำถามนี้ เราจะเข้าใจได้ไม่ยากหากทราบที่มาและเป้าหมายของการก่อตั้งศูนย์แห่งนี้

รัชกาลที่ 9 และประธานาธิบดีลินดอน บี. จอห์นสัน (ขวา) ณ ทำเนียบขาว พ.ศ.2510 ที่มา : เพจ Office of Defense and Military Attache, Royal Thai Embassy, Washington DC

ในช่วงปลายทศวรรษ 2490 ถึงปลายทศวรรษ 2500 สงครามเย็นได้ขยายอิทธิพลมายังภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก สหรัฐอเมริกาตระหนักดีว่า ท่ามกลางการเผชิญหน้าทางอุดมการณ์ที่กำลังเข้มข้นรุนแรงระหว่างโลกเสรีที่นำโดยสหรัฐและโลกคอมมิวนิสต์ที่นำโดยสหภาพโซเวียต

การสู้รบมิได้มีแค่สมรภูมิที่ใช้กำลังทหารและอาวุธสงครามเข้าต่อสู้กันเท่านั้น แต่ยังมีสมรภูมิในเชิงการเมืองวัฒนธรรม (Cultural Politics) ด้วยที่ต้องเอาชนะให้ได้

ภายใต้ทัศนะดังกล่าว East-West Center ได้ถูกก่อตั้งขึ้นโดยสภาคองเกรสแห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ.2503 โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐและประชาชนต่อประชาชนของสหรัฐอเมริกากับประเทศในเอเชียและหมู่เกาะแปซิฟิก

โดยศูนย์นี้มีสถานะเป็นเสมือนหน่วยงานทางการทูตเชิงวัฒนธรรม (Cultural Diplomacy) ของสหรัฐที่คอยทำหน้าที่เป็นเวทีเผยแพร่ค่านิยมแบบโลกเสรี โดยเฉพาะระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ผ่านโครงการแลกเปลี่ยนทางการศึกษา การวิจัย และการเสวนา

นอกจากนี้ ศูนย์ยังมีหน้าที่สร้างเครือข่ายผู้นำและนักวิชาการในภูมิภาคเอเชียที่มีทัศนคติที่ดีต่อสหรัฐ เพื่อแข่งขันกับสหภาพโซเวียตและจีนในการช่วงชิงพันธมิตรทางอุดมการณ์

และด้วยเหตุนี้ ฮาวายซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมระหว่างตะวันออกกับตะวันตกจึงถูกเลือกให้เป็นสถานที่ตั้งของศูนย์

เป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนของการมุ่งเน้นนโยบายต่างประเทศของสหรัฐในยุคสงครามเย็นเข้ามายังภูมิภาคเอเชีย

(ดูเพิ่มใน Mire Koikari. Cold War Encounters in US-Occupied Okinawa Women, Militarized Domesticity and Transnationalism in East Asia, pp. 100-145)

เจ้าชายอะกิฮิโตะ และเจ้าหญิงมิจิโกะ ทรงทำการปล่อยปลาคาร์พในสวนญี่ปุ่น ณ East-West Center พ.ศ.2507 ที่มา : เว็บไซต์ East-West Center

หากมองมาที่อาคารและสิ่งปลูกสร้างภายในศูนย์แห่งนี้ เราก็จะยิ่งมองเห็นถึงนัยยะทางการเมืองวัฒนธรรมดังกล่าวชัดเจน โดยนอกจากตัวอาคารหลักทั้งหลายภายในศูนย์ที่ออกแบบขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้งานทั่วไป น่าสังเกตว่ามีการก่อสร้างอาคารที่สื่อสะท้อนถึงนัยยะความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างสหรัฐกับประเทศพันธมิตรโลกเสรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งญี่ปุ่น และไทย

ในปี พ.ศ.2506 บริษัทเอกชนในประเทศญี่ปุ่นหลายแห่งได้ร่วมกันสร้าง “สวนญี่ปุ่น” และ “เรือนชาญี่ปุ่น” (Japanese Tea House) มอบให้กับศูนย์ สวนแห่งนี้ออกแบบโดยภูมิสถาปนิกที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น เคนโซ โอกาตะ (Kenzo Ogata) ภายใต้ความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายที่

การมอบสิ่งปลูกสร้างทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นดังกล่าวมีนัยยะโดยตรงที่ต้องการสะท้อนให้เห็นถึงเป้าหมายของ East-West Center ในการส่งเสริมความเข้าใจระหว่างนานาชาติ โดยแม้แต่การก่อสร้างสวนก็เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างตะวันออกกับตะวันตก

ที่สำคัญคือในปี พ.ศ.2507 เจ้าชายอะกิฮิโตะ (Prince Akihito) และเจ้าหญิงมิจิโกะ (Princess Michiko) แห่งญี่ปุ่น เสด็จเยือนศูนย์แห่งนี้พร้อมทั้งทรงประกอบพิธีตามประเพณีญี่ปุ่น โดยทรงปล่อยปลาคาร์พลงในลำธารภายในสวนเพื่อเป็นการอวยพร

ซึ่งทั้งหมดสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐในบริบทสงครามเย็น

รัชกาลที่ 9 มีพระราชดำรัสเปิดศาลาไทย ณ East-West Center 6 มิถุนายน พ.ศ.2510 ที่มา : สยามรัฐ https://siamrath.co.th/n/4895

และในปีเดียวกันนั้นเอง ศาลาไทย ก็ได้เริ่มถูกสร้างขึ้นภายใน East-West Center เช่นกัน ในตำแหน่งที่ไม่ไกลจากสวนญี่ปุ่นเท่าไรนัก ตัวศาลาถูกสร้างขึ้นตามแบบ “พระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนย” ที่รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2457 เพื่อเป็นที่ประทับทอดพระเนตรปรากฏการณ์ปาฏิหาริย์องค์พระปฐมเจดีย์ โดยในปี พ.ศ.2510 รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จมาทำพิธีส่งมอบอย่างเป็นทางการด้วยพระองค์เอง พร้อมทั้งสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์

ในคราวนั้น พระองค์มีพระราชดำรัสเปิดที่สำคัญมาก (ตามที่ยกมาแล้วในสัปดาห์ก่อน) และถือว่าเป็นการสร้างนิยามในเชิงความหมายใหม่ให้แก่สิ่งที่เรียกว่า “ศาลาไทย” (สถาปัตยกรรมแบบจารีตในสังคมไทยที่พบเห็นได้ทั่วไป) ให้กลายมาเป็นสถาปัตยกรรมที่ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของ “…ความรักและปรารถนาดีอย่างบริสุทธิ์ใจที่มีต่อผู้อื่น…”

และ “…เป็นสัญลักษณ์แห่งภราดรภาพและความเอื้ออาทรอันเปี่ยมล้น…เป็นที่พำนักแห่งความรักและความเข้าใจสำหรับบรรดาผู้เดินทางที่มาจากทางตะวันออกและทางตะวันตกทั่วหน้ากัน…”

การปรากฏขึ้นของศาลาไทย ณ East-West Center เคียงคู่กับสวนญี่ปุ่นที่สร้างขึ้นก่อนหน้าไม่นาน เป็นสัญญะที่ชัดเจนที่สะท้อนสถานะ “มิตรประเทศด่านหน้า” (Frontline State) ของไทย ในการต่อสู้กับภัยคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค ผ่านการแสดงออกในพื้นที่ทางวัฒนธรรม

และนี่มิใช่ครั้งแรก หากย้อนกลับไปในปี พ.ศ.2503 รัฐบาลไทยได้ร่วมมือกับ Indiana University จัดแสดง “นิทรรศการศิลปกรรมไทย” ขึ้นในสหรัฐ ซึ่งถือว่าเป็นการจัดแสดงศิลปวัตถุครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของไทยในต่างประเทศ ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจาก “ซีไอเอ”

ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งการทำสงครามในพื้นที่ “การเมืองวัฒนธรรม” ใน “ยุคสงครามเย็น” ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง (ดูประเด็นนี้ใน ชาตรี ประกิตนนทการ, “ประวัติศาสตร์ศิลปะไทยสำนักศิลปากรยุคต้นสงครามเย็น” ใน มติชนสุดสัปดาห์)

ย้อนกลับมาที่พระราชดำรัสเปิดศาลาไทยอีกครั้ง ในความเห็นผมถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เป็นจุดเริ่มต้นที่จะมาสู่ธรรมเนียมการสร้างศาลาไทยเพื่อมอบเป็นของขวัญให้กับประเทศต่างๆ ในเวลาต่อมา ในฐานะสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพระหว่างสองประเทศ

แม้สงครามเย็นจะยุติลงไปแล้ว แต่ความหมายที่ถูกสร้างขึ้นในยุคสงครามเย็นจากศาลาไทย ณ East-West Center และจากพระราชดำรัสของรัชกาลที่ 9 ยังคงอยู่

ประเด็นที่น่าสังเกตต่อไปคือ แม้วัฒนธรรมการมอบของขวัญให้กันระหว่างประเทศในรูปแบบของการสร้างงานสถาปัตยกรรมขนาดเล็กให้แก่กันนั้นจะมีปรากฏให้เห็นอยู่ในหลายประเทศ

แต่หากพิจารณาในภาพรวมทั้งหมดจะพบว่า ประเทศไทยคือประเทศที่มีวัฒนธรรมการมอบของขวัญลักษณะนี้มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก คือจำนวนทั้งสิ้น 20 หลัง โดยกระจายไปยังประเทศต่างๆ มากถึง 14 ประเทศในเกือบทุกทวีป

แบ่งเป็น ทวีปยุโรป 9 หลัง ทวีปเอเชีย 7 หลัง ทวีปอเมริกาเหนือ 2 หลัง ทวีปอเมริกาใต้ 1 หลัง และทวีปออสเตรเลีย 1 หลัง (อ้างอิงข้อมูลจากหนังสือ ศาลาไทย-เอกลักษณ์ไทย และความหลากหลายทางวัฒนธรรม)

หากพิจารณาเฉพาะในเชิงปริมาณ ประเทศที่มีการส่งออกสถาปัตยกรรมในมิติทางวัฒนธรรมเช่นนี้มากเป็นอันดับหนึ่ง คือ ประเทศญี่ปุ่น ที่มีการสร้าง “เรือนชาญี่ปุ่น” กระจายตัวอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกมากกว่าศาลาไทยอย่างเทียบกันไม่ได้

แต่หากพิจารณาในรายละเอียดเฉพาะที่เป็นการสร้างในระดับรัฐต่อรัฐเพื่อเป็นของขวัญแสดงมิตรภาพระหว่างกัน กลับพบว่า มีความแตกต่างในเชิงปริมาณไม่มากนักระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับประเทศไทย

นอกจากประเทศไทยและญี่ปุ่นแล้ว แทบไม่พบประเทศอื่นที่จะมีวัฒนธรรมการสร้างงานสถาปัตยกรรมมอบให้เป็นของขวัญระหว่างรัฐ อาจมีพบบ้าง เช่น ประเทศจีน และเกาหลีใต้ แต่ก็มีปริมาณน้อยมาก

หรืออีกกรณีที่พบได้บ้างคือ การมอบศาลาที่ประเทศตนเองสร้างขึ้นเพื่อเข้าร่วมงาน World Expos ให้แก่ประเทศเจ้าภาพภายหลังจากที่การจัดงานเสร็จสิ้นไปแล้ว ซึ่งในกรณีแบบนี้เป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งที่แตกต่างจากการสร้างขึ้นเพื่อเป้าหมายโดยตรงเพื่อมอบให้เป็นของขวัญระหว่างรัฐโดยเฉพาะ

จากข้อมูลที่ค้นพบทำให้มองเห็นชัดว่า วัฒนธรรมการมอบสถาปัตยกรรมขนาดเล็กในความหมายของมิตรภาพและในฐานะของขวัญระหว่างรัฐ เป็นลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นมากที่สุดประการหนึ่งของสังคมไทยที่แทบไม่ปรากฏให้เห็นมากนักในประเทศอื่น

ข้อมูลที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นคือ หลังจากศาลาไทย ณ East-West Center แล้วต้องใช้เวลานานถึง 26 ปีจึงได้มีการสร้างศาลาไทยเป็นของขวัญอีกครั้ง คือในปี พ.ศ.2533 เป็นศาลาที่ตั้งอยู่ที่สวนสาธารณะ Tsurumi Ryokuchi เมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น

และนับจากนั้นเป็นต้นมาจะเริ่มเข้าสู่ “ยุครุ่งเรืองของการสร้างศาลาไทย” เพื่อมอบเป็นของขวัญให้แก่ต่างประเทศที่จะครอบคลุมระยะเวลาระหว่าง พ.ศ.2533-2556

ตลอดระยะเวลา 23 ปีนี้ประเทศไทยมีการมอบศาลาไทยให้กับประเทศต่างๆ มากถึง 18 หลัง คำถามคือ ทำไมในช่วงระยะเวลาดังกล่าวประเทศไทยจึงนิยมสร้างศาลาไทยเป็นของขวัญแก่นานาชาติมากมายขนาดนั้น



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน