วัฒนธรรมศาลาไทยในต่างแดน : จากสงครามเย็นสู่สัญลักษณ์แห่งชาติ (2)
พื้นที่ระหว่างบรรทัด | ชาตรี ประกิตนนทการ
วัฒนธรรมศาลาไทยในต่างแดน
: จากสงครามเย็นสู่สัญลักษณ์แห่งชาติ (2)
หลังจากเมืองบาดฮอมบวร์ก ประเทศไทยไม่มีการสร้างศาลาไทยมอบให้กับประเทศไหนอีกเลยยาวนานถึง 50 ปี
จนมาถึงในปี พ.ศ.2507 รัชกาลที่ 9 ได้พระราชทานศาลาไทยเพื่อเป็นของขวัญให้กับ East-West Center มลรัฐฮาวาย สหรัฐอเมริกา
และในอีก 3 ปีถัดมา ได้มีพระราชกรณียกิจเสด็จฯ เยือนประเทศสหรัฐอเมริกาเป็นครั้งที่สอง ระหว่างวันที่ 6-29 มิถุนายน พ.ศ.2510 พระองค์ได้เสด็จฯ มาทรงประกอบพิธีเปิดศาลาไทยอย่างเป็นทางการด้วยพระองค์เองเมื่อวันที่ 6 มิถุนายน
คำถามคือ ทำไมต้องมอบให้ศูนย์แห่งนี้ทั้งที่ตามประวัติแล้วเป็นเพียงศูนย์ที่เพิ่งก่อตั้งได้ไม่ถึง 5 ปี ไม่ใช่หน่วยงานเก่าแก่มีชื่อเสียง และไม่เคยมีความสัมพันธ์อะไรมาก่อนกับประเทศไทย
ซึ่งคำตอบของคำถามนี้ เราจะเข้าใจได้ไม่ยากหากทราบที่มาและเป้าหมายของการก่อตั้งศูนย์แห่งนี้

ในช่วงปลายทศวรรษ 2490 ถึงปลายทศวรรษ 2500 สงครามเย็นได้ขยายอิทธิพลมายังภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก สหรัฐอเมริกาตระหนักดีว่า ท่ามกลางการเผชิญหน้าทางอุดมการณ์ที่กำลังเข้มข้นรุนแรงระหว่างโลกเสรีที่นำโดยสหรัฐและโลกคอมมิวนิสต์ที่นำโดยสหภาพโซเวียต
การสู้รบมิได้มีแค่สมรภูมิที่ใช้กำลังทหารและอาวุธสงครามเข้าต่อสู้กันเท่านั้น แต่ยังมีสมรภูมิในเชิงการเมืองวัฒนธรรม (Cultural Politics) ด้วยที่ต้องเอาชนะให้ได้
ภายใต้ทัศนะดังกล่าว East-West Center ได้ถูกก่อตั้งขึ้นโดยสภาคองเกรสแห่งสหรัฐอเมริกา เมื่อ พ.ศ.2503 โดยมีเป้าหมายหลักเพื่อกระชับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐต่อรัฐและประชาชนต่อประชาชนของสหรัฐอเมริกากับประเทศในเอเชียและหมู่เกาะแปซิฟิก
โดยศูนย์นี้มีสถานะเป็นเสมือนหน่วยงานทางการทูตเชิงวัฒนธรรม (Cultural Diplomacy) ของสหรัฐที่คอยทำหน้าที่เป็นเวทีเผยแพร่ค่านิยมแบบโลกเสรี โดยเฉพาะระบอบประชาธิปไตยและระบบเศรษฐกิจแบบทุนนิยม ผ่านโครงการแลกเปลี่ยนทางการศึกษา การวิจัย และการเสวนา
นอกจากนี้ ศูนย์ยังมีหน้าที่สร้างเครือข่ายผู้นำและนักวิชาการในภูมิภาคเอเชียที่มีทัศนคติที่ดีต่อสหรัฐ เพื่อแข่งขันกับสหภาพโซเวียตและจีนในการช่วงชิงพันธมิตรทางอุดมการณ์
และด้วยเหตุนี้ ฮาวายซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่เชื่อมระหว่างตะวันออกกับตะวันตกจึงถูกเลือกให้เป็นสถานที่ตั้งของศูนย์
เป็นสัญลักษณ์ที่ชัดเจนของการมุ่งเน้นนโยบายต่างประเทศของสหรัฐในยุคสงครามเย็นเข้ามายังภูมิภาคเอเชีย
(ดูเพิ่มใน Mire Koikari. Cold War Encounters in US-Occupied Okinawa Women, Militarized Domesticity and Transnationalism in East Asia, pp. 100-145)

หากมองมาที่อาคารและสิ่งปลูกสร้างภายในศูนย์แห่งนี้ เราก็จะยิ่งมองเห็นถึงนัยยะทางการเมืองวัฒนธรรมดังกล่าวชัดเจน โดยนอกจากตัวอาคารหลักทั้งหลายภายในศูนย์ที่ออกแบบขึ้นเพื่อประโยชน์ใช้งานทั่วไป น่าสังเกตว่ามีการก่อสร้างอาคารที่สื่อสะท้อนถึงนัยยะความสัมพันธ์ที่แนบแน่นระหว่างสหรัฐกับประเทศพันธมิตรโลกเสรี โดยเฉพาะอย่างยิ่งญี่ปุ่น และไทย
ในปี พ.ศ.2506 บริษัทเอกชนในประเทศญี่ปุ่นหลายแห่งได้ร่วมกันสร้าง “สวนญี่ปุ่น” และ “เรือนชาญี่ปุ่น” (Japanese Tea House) มอบให้กับศูนย์ สวนแห่งนี้ออกแบบโดยภูมิสถาปนิกที่มีชื่อเสียงของญี่ปุ่น เคนโซ โอกาตะ (Kenzo Ogata) ภายใต้ความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญจากหลากหลายที่
การมอบสิ่งปลูกสร้างทางวัฒนธรรมของญี่ปุ่นดังกล่าวมีนัยยะโดยตรงที่ต้องการสะท้อนให้เห็นถึงเป้าหมายของ East-West Center ในการส่งเสริมความเข้าใจระหว่างนานาชาติ โดยแม้แต่การก่อสร้างสวนก็เกิดขึ้นจากความร่วมมือระหว่างตะวันออกกับตะวันตก
ที่สำคัญคือในปี พ.ศ.2507 เจ้าชายอะกิฮิโตะ (Prince Akihito) และเจ้าหญิงมิจิโกะ (Princess Michiko) แห่งญี่ปุ่น เสด็จเยือนศูนย์แห่งนี้พร้อมทั้งทรงประกอบพิธีตามประเพณีญี่ปุ่น โดยทรงปล่อยปลาคาร์พลงในลำธารภายในสวนเพื่อเป็นการอวยพร
ซึ่งทั้งหมดสะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแนบแน่นระหว่างญี่ปุ่นกับสหรัฐในบริบทสงครามเย็น

และในปีเดียวกันนั้นเอง ศาลาไทย ก็ได้เริ่มถูกสร้างขึ้นภายใน East-West Center เช่นกัน ในตำแหน่งที่ไม่ไกลจากสวนญี่ปุ่นเท่าไรนัก ตัวศาลาถูกสร้างขึ้นตามแบบ “พระที่นั่งปาฏิหาริย์ทัศไนย” ที่รัชกาลที่ 6 โปรดเกล้าฯ ให้สร้างขึ้นในปี พ.ศ.2457 เพื่อเป็นที่ประทับทอดพระเนตรปรากฏการณ์ปาฏิหาริย์องค์พระปฐมเจดีย์ โดยในปี พ.ศ.2510 รัชกาลที่ 9 ได้เสด็จมาทำพิธีส่งมอบอย่างเป็นทางการด้วยพระองค์เอง พร้อมทั้งสมเด็จพระราชินีสิริกิติ์
ในคราวนั้น พระองค์มีพระราชดำรัสเปิดที่สำคัญมาก (ตามที่ยกมาแล้วในสัปดาห์ก่อน) และถือว่าเป็นการสร้างนิยามในเชิงความหมายใหม่ให้แก่สิ่งที่เรียกว่า “ศาลาไทย” (สถาปัตยกรรมแบบจารีตในสังคมไทยที่พบเห็นได้ทั่วไป) ให้กลายมาเป็นสถาปัตยกรรมที่ทำหน้าที่เป็นสัญลักษณ์ของ “…ความรักและปรารถนาดีอย่างบริสุทธิ์ใจที่มีต่อผู้อื่น…”
และ “…เป็นสัญลักษณ์แห่งภราดรภาพและความเอื้ออาทรอันเปี่ยมล้น…เป็นที่พำนักแห่งความรักและความเข้าใจสำหรับบรรดาผู้เดินทางที่มาจากทางตะวันออกและทางตะวันตกทั่วหน้ากัน…”
การปรากฏขึ้นของศาลาไทย ณ East-West Center เคียงคู่กับสวนญี่ปุ่นที่สร้างขึ้นก่อนหน้าไม่นาน เป็นสัญญะที่ชัดเจนที่สะท้อนสถานะ “มิตรประเทศด่านหน้า” (Frontline State) ของไทย ในการต่อสู้กับภัยคอมมิวนิสต์ในภูมิภาค ผ่านการแสดงออกในพื้นที่ทางวัฒนธรรม
และนี่มิใช่ครั้งแรก หากย้อนกลับไปในปี พ.ศ.2503 รัฐบาลไทยได้ร่วมมือกับ Indiana University จัดแสดง “นิทรรศการศิลปกรรมไทย” ขึ้นในสหรัฐ ซึ่งถือว่าเป็นการจัดแสดงศิลปวัตถุครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดของไทยในต่างประเทศ ภายใต้การสนับสนุนงบประมาณจาก “ซีไอเอ”
ซึ่งถือว่าเป็นอีกหนึ่งการทำสงครามในพื้นที่ “การเมืองวัฒนธรรม” ใน “ยุคสงครามเย็น” ที่สำคัญที่สุดครั้งหนึ่ง (ดูประเด็นนี้ใน ชาตรี ประกิตนนทการ, “ประวัติศาสตร์ศิลปะไทยสำนักศิลปากรยุคต้นสงครามเย็น” ใน มติชนสุดสัปดาห์)
ย้อนกลับมาที่พระราชดำรัสเปิดศาลาไทยอีกครั้ง ในความเห็นผมถือได้ว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญ เป็นจุดเริ่มต้นที่จะมาสู่ธรรมเนียมการสร้างศาลาไทยเพื่อมอบเป็นของขวัญให้กับประเทศต่างๆ ในเวลาต่อมา ในฐานะสัญลักษณ์แห่งมิตรภาพระหว่างสองประเทศ
แม้สงครามเย็นจะยุติลงไปแล้ว แต่ความหมายที่ถูกสร้างขึ้นในยุคสงครามเย็นจากศาลาไทย ณ East-West Center และจากพระราชดำรัสของรัชกาลที่ 9 ยังคงอยู่
ประเด็นที่น่าสังเกตต่อไปคือ แม้วัฒนธรรมการมอบของขวัญให้กันระหว่างประเทศในรูปแบบของการสร้างงานสถาปัตยกรรมขนาดเล็กให้แก่กันนั้นจะมีปรากฏให้เห็นอยู่ในหลายประเทศ
แต่หากพิจารณาในภาพรวมทั้งหมดจะพบว่า ประเทศไทยคือประเทศที่มีวัฒนธรรมการมอบของขวัญลักษณะนี้มากเป็นอันดับต้นๆ ของโลก คือจำนวนทั้งสิ้น 20 หลัง โดยกระจายไปยังประเทศต่างๆ มากถึง 14 ประเทศในเกือบทุกทวีป
แบ่งเป็น ทวีปยุโรป 9 หลัง ทวีปเอเชีย 7 หลัง ทวีปอเมริกาเหนือ 2 หลัง ทวีปอเมริกาใต้ 1 หลัง และทวีปออสเตรเลีย 1 หลัง (อ้างอิงข้อมูลจากหนังสือ ศาลาไทย-เอกลักษณ์ไทย และความหลากหลายทางวัฒนธรรม)
หากพิจารณาเฉพาะในเชิงปริมาณ ประเทศที่มีการส่งออกสถาปัตยกรรมในมิติทางวัฒนธรรมเช่นนี้มากเป็นอันดับหนึ่ง คือ ประเทศญี่ปุ่น ที่มีการสร้าง “เรือนชาญี่ปุ่น” กระจายตัวอยู่ในประเทศต่างๆ ทั่วโลกมากกว่าศาลาไทยอย่างเทียบกันไม่ได้
แต่หากพิจารณาในรายละเอียดเฉพาะที่เป็นการสร้างในระดับรัฐต่อรัฐเพื่อเป็นของขวัญแสดงมิตรภาพระหว่างกัน กลับพบว่า มีความแตกต่างในเชิงปริมาณไม่มากนักระหว่างประเทศญี่ปุ่นกับประเทศไทย
นอกจากประเทศไทยและญี่ปุ่นแล้ว แทบไม่พบประเทศอื่นที่จะมีวัฒนธรรมการสร้างงานสถาปัตยกรรมมอบให้เป็นของขวัญระหว่างรัฐ อาจมีพบบ้าง เช่น ประเทศจีน และเกาหลีใต้ แต่ก็มีปริมาณน้อยมาก
หรืออีกกรณีที่พบได้บ้างคือ การมอบศาลาที่ประเทศตนเองสร้างขึ้นเพื่อเข้าร่วมงาน World Expos ให้แก่ประเทศเจ้าภาพภายหลังจากที่การจัดงานเสร็จสิ้นไปแล้ว ซึ่งในกรณีแบบนี้เป็นอีกเงื่อนไขหนึ่งที่แตกต่างจากการสร้างขึ้นเพื่อเป้าหมายโดยตรงเพื่อมอบให้เป็นของขวัญระหว่างรัฐโดยเฉพาะ
จากข้อมูลที่ค้นพบทำให้มองเห็นชัดว่า วัฒนธรรมการมอบสถาปัตยกรรมขนาดเล็กในความหมายของมิตรภาพและในฐานะของขวัญระหว่างรัฐ เป็นลักษณะเฉพาะที่โดดเด่นมากที่สุดประการหนึ่งของสังคมไทยที่แทบไม่ปรากฏให้เห็นมากนักในประเทศอื่น
ข้อมูลที่น่าสนใจยิ่งไปกว่านั้นคือ หลังจากศาลาไทย ณ East-West Center แล้วต้องใช้เวลานานถึง 26 ปีจึงได้มีการสร้างศาลาไทยเป็นของขวัญอีกครั้ง คือในปี พ.ศ.2533 เป็นศาลาที่ตั้งอยู่ที่สวนสาธารณะ Tsurumi Ryokuchi เมืองโอซากา ประเทศญี่ปุ่น
และนับจากนั้นเป็นต้นมาจะเริ่มเข้าสู่ “ยุครุ่งเรืองของการสร้างศาลาไทย” เพื่อมอบเป็นของขวัญให้แก่ต่างประเทศที่จะครอบคลุมระยะเวลาระหว่าง พ.ศ.2533-2556
ตลอดระยะเวลา 23 ปีนี้ประเทศไทยมีการมอบศาลาไทยให้กับประเทศต่างๆ มากถึง 18 หลัง คำถามคือ ทำไมในช่วงระยะเวลาดังกล่าวประเทศไทยจึงนิยมสร้างศาลาไทยเป็นของขวัญแก่นานาชาติมากมายขนาดนั้น
