bg-single

วัดฝีมือ 3 แม่ทัพเศรษฐกิจไทย คลัง-ธปท.-สภาพัฒน์ ดันนโยบายรัฐบาล ‘อนุทิน’

14.10.2025

บทความพิเศษ | ศัลยา ประชาชาติ

วัดฝีมือ 3 แม่ทัพเศรษฐกิจไทย

คลัง-ธปท.-สภาพัฒน์

ดันนโยบายรัฐบาล ‘อนุทิน’

ขณะที่รัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ ครม.ชุดใหม่ แถลงนโยบายต่อรัฐสภาในวันที่ 29-30 กันยายน 2568 ก็เริ่มเดินหน้าบริหารงานทันที ภายใต้นโยบาย Quick Big Win พร้อมกับฟื้น ครม.เศรษฐกิจ ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน โดยกำหนดให้จัดประชุมทุกบ่ายวันจันทร์ เพื่อให้การตัดสินใจด้านเศรษฐกิจมีความต่อเนื่องและเป็นระบบ

เพราะต้องถือว่าโจทย์พลิกฟื้นเศรษฐกิจ เป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทยที่ต้องมีมาตรการทั้งระยะสั้นและระยาวเพื่อปลดล็อกปัญหาเศรษฐกิจไทย อย่างที่นักเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการทุกคนออกมาพูดตรงกันว่าเศรษฐกิจไทยในช่วงมากกว่า 10 ปีที่ผ่านมาติดกับดัก เติบโตช้า-ความสามารถแข่งขันลดลง และความเหลื่อมล้ำที่สูงขึ้น

ดังนั้น แม้ว่ารัฐบาลอนุทิน 1 จะมีอายุจำกัดแค่ 120 วัน แต่โจทย์ของรัฐบาลต้องบริหารจัดการทั้งปัญหาระยะสั้นและการวางโครงสร้างระยะยาวเพื่อที่จะทำให้เศรษฐกิจไทยออกจากหล่ม

ไม่เพียงจะมีรัฐบาลใหม่และหัวหน้าทีมเศรษฐกิจใหม่อย่าง นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วยทีมรัฐมนตรีคนนอกที่ได้รับเสียงตอบรับทั่วบ้านทั่วเมือง อย่างนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรงพาณิชย์ รวมถึงนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน

ขณะเดียวกัน หน่วยงานด้านเศรษฐกิจสำคัญของประเทศอย่าง ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ ก็เปลี่ยนหัวแถวคนใหม่ที่เข้ามารับหน้าที่ร่วมกันกำหนดทิศทางและขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย

นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการ ธปท. ลำดับที่ 25 ถือเป็นการเปลี่ยนแปลงสำคัญที่ทุกฝ่ายจับตาการดำเนินนโยบายของผู้ว่าการวิทัย ในการรักษาสมดุลระหว่างการรักษาเสถียรภาพการเงินกับการเติบโตของเศรษฐกิจ

และ น.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ (กพร.) ที่ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ตั้งแต่ 1 ตุลาคมที่ผ่านมา

ถือเป็นเลขาธิการสภาพัฒน์หญิงคนแรก ที่เข้ามาในช่วงที่เศรษฐกิจไทยกำลังเผชิญกับความท้าทาย และอยู่ระหว่างจัดทำแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 14 รวมทั้งอยู่ในกระบวนการเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

“วิทัย รัตนากร” ผู้ว่าการ ธปท. เปิดเผยหลังเข้ารับตำแหน่งวันแรกว่า ปัจจุบันเศรษฐกิจไทยมีปัญหาทั้งระยะสั้นและระยะยาวในเชิงโครงสร้าง โดย ธปท.เป็นหน่วยงานที่มีหน้าที่โดยตรงในการดูแลเศรษฐกิจ และเรามีความยินดีจะร่วมมือกับกระทรวงการคลัง และทุกหน่วยงานที่จะดูแลประคับประคองเศรษฐกิจให้เติบโตอย่างมีสมดุล สู่ศักยภาพที่ควรจะเป็น นั่นคือภารกิจของ ธปท.

“ปัญหาระยะสั้นมีหลายประการที่ต้องเร่งเข้าไปดูแล และแน่นอนปัญหาเชิงโครงสร้างระยะยาวด้วย แต่หน้าที่ภารกิจของแบงก์ชาติมีจำนวนหนึ่ง แต่ว่าบางเรื่องเป็นเรื่องใหญ่ต้องอาศัยความร่วมมือกับทุกหน่วยงานในการประคับประคอง เพราะ ธปท.ไม่ได้มีเครื่องมือทุกอย่าง แต่แน่นอนเราต้องยึดภารกิจหลักของเราเรื่องเสถียรภาพและมีความเป็นอิสระ”

และวันแรกของการเข้าทำงาน 1 ตุลาคม 2568 ผู้ว่าการ ธปท. ก็เร่งเครื่องเรื่องแก้ปัญหา “หนี้ครัวเรือน” โดยเรียกประชุม ที่มีผู้บริหารระดับสูงหลายหน่วยงานเข้าร่วม รวมถึง น.ส.อ้อนฟ้า เวชชาชีวะ เลขาธิการสภาพัฒน์, ดร.เบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง, นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย และในฐานะประธานสมาคมธนาคารไทย, นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ttb เป็นต้น

ประเด็นหลักคือการจัดการ “หนี้เสีย” (เอ็นพีแอล) ที่จะให้บริษัทบริหารสินทรัพย์สุขุวิท จำกัด (SAM) เป็น AMC กลาง รับซื้อหนี้เสียจากสถาบันการเงิน และดำเนินโครงการปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าวเพื่อให้ประชาชนกลับมามีความสามารถ

ถือว่าสอดรับกับนโยบาย “ลดภาระหนี้ประชาชน” ของรัฐมนตรีคลัง ที่ประกาศใช้เงินจากกองทุนฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงินที่เหลืออยู่ 26,000 ล้านบาท จากโครงการแก้ไขหนี้ “คุณสู้ เราช่วย” ที่เคยมีงบฯ 36,000 ล้านบาท มาตั้งบริษัทบริหารสินทรัพย์ร่วมกับธนาคารเพื่อซื้อหนี้ NPL ของประชาชนออกมาและปรับโครงสร้างหนี้ ยืดหนี้ ลดดอกเบี้ย จากที่เคยผ่อนเดือนละ 2,000-3,000 บาท อาจเหลือผ่อนเพียงเดือนละ 500 บาท เพื่อให้ประชาชนหายใจคล่องขึ้น

นอกจากนี้ ยังจะมีสินเชื่อตามความเสี่ยง ที่กระทรวงการคลังพัฒนาขึ้น เพื่อให้คนตัวเล็กตัวน้อยที่ต้องการเงินไม่ต้องไปกู้นอกระบบ สามารถมากู้ในระบบได้

ดร.เอกนิติ รองนายกฯ และรัฐมนตรีคลัง แถลงนโยบายเศรษฐกิจเร่งด่วน ระบุว่า เศรษฐกิจไทยตอนนี้เหมือนรถยนต์ที่กำลังลงเหว โดยไตรมาสที่ 1 ขยายตัว 3.2% และไตรมาสที่ 2 ขยายตัว 2.8% แต่คาดการณ์ว่าไตรมาส 3 จะขยายตัวเพียง 1.7% และไตรมาสที่ 4 อาจเหลือเพียง 0.3% เท่านั้น แสดงให้เห็นว่าเศรษฐกิจกำลังลงเหวอย่างต่อเนื่อง จึงวางแผนการแก้ไขอย่างเป็นระบบภายในกรอบเวลา 4 เดือน เพื่อดึงรถยนต์เศรษฐกิจไทยขึ้นจากหล่ม ไม่ให้ตกเหว

ด้วยนโยบายที่วางไว้เป้าหมายที่วัดผลได้ชัดเจน คือจะต้องเอารถยนต์เศรษฐกิจขึ้นจากหล่มให้ได้ ไม่ให้ตกเหว โดยไตรมาสที่ 4 ต้องทำให้ดีกว่า 0.3% หนี้ครัวเรือนที่ 87.4% ของจีดีพี จะต้องลดลง ต้องดึงหนี้เสียออกมา ขณะที่ธุรกิจ SME จะต้องมีสภาพคล่องมากขึ้น และเม็ดเงินลงทุนจากบีโอไอจะต้องเป็นเงินลงทุนจริงที่เพิ่มขึ้น

หัวหน้าทีมเศรษฐกิจของรัฐบาลระบุว่า ตอนนี้เศรษฐกิจไทยที่มีเครื่องยนต์ 4 ลูกสูบ ได้แก่ การส่งออก บริโภคภาคเอกชน ลงทุนภาคเอกชน และการใช้จ่ายภาครัฐ โดยลูกสูบทั้ง 3 ตัวแรกกำลังอ่อนแรงหรือใกล้ดับ เหลือเพียงการใช้จ่ายภาครัฐเท่านั้นที่ยังพอดันเศรษฐกิจได้

นอกจากเครื่องยนต์จะดับแล้ว น้ำมันยังใกล้หมด เนื่องจากปัญหาสภาพคล่องหายไป ทั้งจากหนี้ครัวเรือนที่สะสมมานานและธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อมหรือเอสเอ็มอีที่ขาดสภาพคล่อง วันนี้จึงมีเครื่องยนต์เดียวที่มีอยู่ที่จะช่วยให้พ้นจากหล่มเศรษฐกิจ และถ้าไม่ใช้เครื่องยนต์การใช้จ่ายภาครัฐ แล้วอยู่เฉยๆ เศรษฐกิจจะไม่ได้แค่ติดหล่มแต่จะดิ่งเหวเลย

และในการประชุม ครม.เมื่อ 7 ตุลาคมที่ผ่านมา ก็มีมติเห็นชอบโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ภายใต้กรอบวงเงิน 4.4 หมื่นล้านบาท โดยดีเดย์เปิดให้ประชาชนอายุ 16 ปีบริบูรณ์ ลงทะเบียน 20-26 ตุลาคมนี้ ผ่านแอพพ์เป๋าตัง โดยประชาชนที่อยู่ในระบบภาษีจะได้คนละ 2,400 บาท และประชาชนทั่วไปจะได้ 2,000 บาท เริ่มใช้จ่ายตั้งแต่ 29 ตุลาคม-31 ธันวาคม 2568

จากนี้ไปคงเห็นมาตรการกระตุ้นระยะสั้นของรัฐบาลออกมาเป็นระลอกอย่างต่อเนื่อง แต่การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจที่จะให้เห็นผลต่อเนื่องระยะยาวคงต้องติดตามกันต่อไปว่า 3 หัวแถวด้านเศรษฐกิจไทยจะผลักดันอะไรออกมาเป็นรูปธรรมได้บ้าง



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เรื่องต้องรู้ของฟุตบอลโลก 2026 ศึกเวิลด์คัพฉบับ ‘มหึมา’
ฉบับประจำวันที่ 12-18 มิ.ย. 2569 ฉบับที่ 2391
E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี