จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร
ผู้ชาย ‘ดัดจริต’ ได้ไหม หรือมีแต่ผู้หญิงเท่านั้นที่ ‘ดัดจริต’?
น่าสังเกตว่าตัวละครหญิงชายในวรรณคดีไทย ‘ดัดจริต’ ได้ทั่วถึง ไม่ว่าจะเป็นตัวละครเอกหรือไม่ก็ตาม
ในบทละครนอกเรื่อง “คาวี” รัชกาลที่ 2 ทรงบรรยายท่าทีนางคันธมาลี มเหสีท้าวสันนุราช เมื่อหลงเข้าใจว่าพระคาวีคือพระสวามีที่ชุบตัวเป็นหนุ่ม ลีลาของพระมเหสีวัยดึกยามนี้ สาวๆ ยังอาย
“เห็นพระเฉยเชือนไม่เยื้อนทัก ความรักยื่นมือมาสะกิด
แกล้งทำเลียมและกระแซะชิด สะบิ้งสะบัดดัดจริตกิริยา”
อีกตอนหนึ่งนางคันธมาลีใช้คำว่า ‘ดัดจริต’ กับนางจันท์สุดาด้วยความหึงหวงท้าวสันนุราช พระสวามีที่หลงใหลรักต่างวัย
“หญิงชั่วฆ่าผัวเสียได้ ไม่มีอาลัยแต่สักหนิด
ร่านหาชู้ชมก็สมคิด ดัดจริตติดตามแม่สื่อมา
เข้าครอบครองเอาเป็นเจ้าของ จองหองฮึกฮักหนักหนา
หน้าเป็นเล่นตัวเต็มประดา กลับยิ้มเยาะข้าช่างไม่อาย”
ในบทละครรำเรื่อง “รามเกียรติ์” ตั้งแต่ทศกัณฐ์พระยายักษ์ใช้อุบายลักพาตัวนางสีดามาไว้ในอุทยาน ก็เกิดความรู้สึก ‘สุดแสนเสนหาอาลัย หมายจะใคร่ร่วมรักสมัครสมาน’ ยิ่งมองดูเหล่านางสนมกำนัลและพนักงานที่มีกิริยาท่าทีและรูปร่างหน้าตาต่ำกว่ามาตรฐานก็ยิ่งพาลขัดหูขัดตา
“ดูเหล่าสาวสุรางค์นางยักษ์มาร ไม่เป็นการรูปร่างช่างพีโต
ทั้งนางอยู่งานพัดดัดจริต เกลียดกระบวนกระบิดกวนโทโส”
มาถึงผู้ชาย ‘ดัดจริต’ กันบ้าง รัชกาลที่ 2 ทรงบรรยายบรรยากาศงานพระเมรุเมืองหมันหยาที่ผู้คนพากันมาชมมหรสพสมโภชงานไว้ในบทละครรำเรื่อง “อิเหนา” ว่า
“๏ บัดนั้น พนักงานการเล่นทุกภาษา
ทั้งหุ่นโขนโรงใหญ่ช่องระทา มานอนโรงคอยท่าแต่ราตรี
ครั้นพระศพชักมาถึงหน้าเมรุ ก็โห่ฉาวกราวเขนขึ้นอึงมี่
ต่างเล่นเต้นรำทำท่วงที เสียงฆ้องกลองตีทุกโรงงาน”
หญิงชายมาร่วมชมงานกันอย่างคับคั่ง บรรดาชายเจ้าชู้แต่งตัวตามแบบที่นิยมกันสมัยนั้น นุ่งผ้าลาย ตัดผมใหม่ ทาไพลปิดขมับ ทั้งยังห่มผ้าแพรหนังไก่ คงจะให้เตะตาสาวๆ เพื่อ ‘พูดปะเหลาะลดเลี้ยวเกี้ยวพาน’
“๏ บัดนั้น ฝูงประชามาสิ้นทุกถิ่นฐาน
พวกผู้หญิงสาวสาวชาวร้าน เดินเที่ยวดูงานพล่านไป
นักเลงเหล่าเจ้าชู้ฉุยฉาย นุ่งลายฉีกผ้าดัดตัดผมใหม่
ดัดจริตปิดขมับทาไพล ห่มแพรหนังไก่สองเพลาะ”
บรรยากาศการมหรสพพิธีอภิเษกนางบุษบากับระตูจรกาที่กรุงดาหาก็เช่นกัน มีผู้คนพลุกพล่าน ชายถือโอกาสเกาะแกะและเล็มหญิง
“ลางคนดัดจริตติดกรุ้งกริ่ง เห็นผู้หญิงยักคิ้วให้ต่อหน้า
แล้วเดินเมียงเคียงเข้าพูดจา หนุ่มสาวชาวพาราสำราญใจ”
คําว่า ‘ดัดจริต’ จากบรรดาตัวอย่างข้างต้นมีความหมายว่า ทำกิริยาอาการให้เป็นไปตามต้องการ ไม่ได้มีความหมายตามที่ใช้กันในปัจจุบัน คือ มีกิริยาที่ปรุงแต่งจนเกินงาม หรือแสร้งทำกิริยาหรือวาจาให้เกินควรแต่อย่างใด
คำว่า ‘ดัดจริต’ ที่ยกมานี้มีความหมายกลางๆ ไม่ได้บ่งบอกว่าดีหรือร้าย ทั้งนี้ เพราะ ‘ดัด’ หมายความว่า ทำให้คดหรือตรงตามความประสงค์ก็ได้ ทำให้เที่ยงตรงก็ได้
ส่วนคำว่า ‘จริต’ เป็นได้ทั้งความประพฤติ กิริยาหรืออาการ ดังจะเห็นได้จากบทละครนอกเรื่อง “คาวี” เล่าถึงท่าทีเศร้าหมองของนางคันธมาลีที่เปลี่ยนปุบปับฉับพลันด้วยเข้าใจว่าพระสวามีตามมางอนง้อ
“๏ เมื่อนั้น นางคันธมาลีเศร้าหมอง
ได้ยินเสียงกรุกลุกขึ้นมอง หมายว่าผัวย่องตามลงมา
ทำหลีกเลี่ยงเอียงอายชม้ายชม้อย ยิ้มน้อยยิ้มใหญ่อยู่ในหน้า
ผินหลังนั่งดัดกิริยา ชักผ้าห่มปิดทำบิดพลิ้ว”
คำว่า ‘ดัดกิริยา’ ในที่นี้คือ ทำหรือเปลี่ยนอากัปกิริยาเสียใหม่ มีอารมณ์ความรู้สึกต่างจากเมื่อกี้นี้โดยสิ้นเชิง ยิ่งไปกว่านั้นรัชกาลที่ 2 ทรงใช้คำว่า ‘ดัดจริต’ กับนางคันธมาลีด้วย เพื่อเน้นว่านางมีพฤติกรรมอย่างไรต่อไป
“แล้วหยิบพานหมากมาหามะกรูด เอาเล็บขูดแกะก้มดมผิว
นั่งหยัดดัดจริตกรีดนิ้ว หยิบพัดด้ามจิ้วมาโบกลม”
บทความเรื่อง “ภาษาขยะกับจรรยาบรรณของนักหนังสือพิมพ์” ของรองศาสตราจารย์ยุพร แสงทักษิณ ได้เปรียบเทียบให้เห็นถึงความหมายของคำนี้ที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัยไว้โดยละเอียดว่า
“คำว่า ‘ดัดจริต’ ในสมัยโบราณแม้จะเป็นคำที่มีความหมายในทางดี ดังจะเห็นได้ว่ามีการตั้ง ‘โรงเรียนดัดจริต’ ขึ้นเพื่อฝึกหัดความประพฤติให้ดี
โสมทัต เทเวศร์ ได้เคยเล่าไว้ในหนังสือ “เกร็ดภาษาหนังสือไทย” ว่าเคยมีหนังสือพิมพ์ฉบับหนึ่งซึ่งพิมพ์ออกจำหน่ายที่เชียงใหม่เมื่อวันที่ 1 มกราคม พ.ศ.2453 ชื่อว่าหนังสือพิมพ์ ‘ดัดจริต’ ในคำนำของหนังสือพิมพ์นี้บอกจุดมุ่งหมายของการออกหนังสือว่า
ดัดจริตจิตประสงค์บรรจงดัด ที่คดคัดง้างลงให้ตรงที่
ชี้แยบคายหลายกระบวนที่ควรชี้ ตามวิถีควรยึดประพฤติตาม
คณะเรา, เขาสนุกทุกคณะ ห้ามโมหะหน่วงรั้งดังเราห้าม
ความสังเกตเหตุผลยุบลความ จะพาข้ามห้วงโมห์โชว์รูปเอย
อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันความหมายของคำว่า ‘ดัดจริต’ ได้เปลี่ยนไปจนกลายเป็นคำที่มีความหมายในทางลบโดยสิ้นเชิง มีความหมายแรงจนถือว่าเป็นคำบริภาษ ดังพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถานฉบับ 2525 ได้ให้ความหมายว่า แสร้งทำกิริยาหรือวาจาให้เกินควร
อย่าให้ใครเขาว่าได้ล่ะ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
