จากจับเอ็มโอยู 43-44 ยัดหม้อถ่วงน้ำ ถึง ‘ซาวด์ผี’ ที่ชายแดน ชาตินิยม ‘หลอน-หลอน’
บทความในประเทศ
จากจับเอ็มโอยู 43-44 ยัดหม้อถ่วงน้ำ
ถึง ‘ซาวด์ผี’ ที่ชายแดน
ชาตินิยม ‘หลอน-หลอน’ ไทย-เขมร
สถานการณ์ความขัดแย้งระหว่าง ไทย-กัมพูชา ยกระดับความตึงเครียดอย่างต่อเนื่อง หลังจากครบกำหนดเส้นตายทวงคืนพื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว อ.โคกสูง จ.สระแก้ว เมื่อวันที่ 10 ตุลาคมที่ผ่านมา
พื้นที่ดังกล่าวเดิมเป็นพื้นที่ให้การช่วยเหลือด้านมนุษยธรรม เป็นรอยต่อแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา ระหว่างหลักเขตแดนที่ 46 และ 47
ซึ่งในอดีตเกิดสงครามเขมรแดง ปี 2520 รัฐบาลไทยในขณะนั้นได้ให้ชาวกัมพูชาอพยพลี้ภัยเข้ามาอยู่ในเขตประเทศไทยเป็นการชั่วคราว
แต่เมื่อสถานการณ์กลับสู่ภาวะปกติ ชาวกัมพูชากลับไม่ยอมเดินทางกลับประเทศ ก่อนตั้งถิ่นฐานสร้างชุมชนขึ้นมารวมกว่า 200 ครัวเรือน ซึ่งถือเป็นการละเมิดข้อตกลงเอ็มโอยู 2543 อย่างชัดเจน
จนกระทั่งเกิดเหตุปะทะที่ชายแดน ไทย-กัมพูชา มีคนบาดเจ็บล้มตายกันเป็นจำนวนมาก ทำให้คนไทยโกรธแค้น ปลุกกระแสชาตินิยม และลุกลามกลายเป็นความเกลียดชัง
ก่อนระเบิดเป็นวิกฤตความขัดแย้งขั้นรุนแรง ความสัมพันธ์เพื่อนบ้านถูกตัดขาด คนทั้ง 2 ชาติมองหน้ากันไม่ติด จึงใช้โอกาสนี้ไล่ชาวกัมพูชาให้พ้นแผ่นดินไทย
ขณะที่ชาวกัมพูชาในพื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว ประกาศชัดว่าจะไม่ย้ายออกไป ขอปกป้องทรัพย์สินของตัวเอง แม้จะต้องแลกด้วยชีวิตก็ตาม
พร้อมยืนยันว่าเข้ามาอยู่อาศัยก่อนที่เอ็มโอยู 43 จะมีผลบังคับใช้เสียอีก ซึ่งทำให้เกิดข้อถกเถียงในประเด็นนี้อย่างกว้างขวาง
อย่างไรก็ตาม รัฐบาลและกองทัพระบุว่า การผลักดันชาวกัมพูชาออกจากพื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว ต้องคำนึงถึงหลักมนุษยธรรม และกฎหมายที่ถูกต้อง เพราะพวกเขาเป็นชาวบ้าน ไม่ใช่ทหาร
ชัดเจนว่าจุดยืนของรัฐบาลและกองทัพคือยึดแนวทางสันติตามกติกาสากล แต่แน่นอนว่าไม่ถูกใจคนไทยบางกลุ่ม เพราะมองว่าไทยไม่ควรลดราวาศอกให้ชาวกัมพูชาอีกต่อไปแล้ว
ในเมื่อเขารุกล้ำเข้ามาก็ต้องไล่ออกไป
จึงเป็นที่มาของปฏิบัติการคืนหลอนๆ ที่ชายแดน โดยอาศัยกฎหมู่อยู่เหนือกฎหมาย กัน จอมพลัง หรือ นายกัณฐัศว์ พงศ์ไพบูลย์เวช อินฟลูเอนเซอร์ตัวตึง นำทัพปลุกกระแสรักชาติ รักแผ่นดิน บุกทวงคืนพื้นที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว
โดยนำรถแห่ติดตั้งเครื่องขยายเสียง เปิดเสียงผีโหยหวน หมาหอน เสียงเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์ เสียงเครื่องบิน F-16 ในเวลาดึกดื่น เพื่อรบกวนและข่มขวัญชาวกัมพูชาที่ไม่ยอมออกจากพื้นที่ จนทำให้ไม่ได้หลับไม่ได้นอนกันทั้งคืน
ปฏิเสธไม่ได้ว่าการกระทำของ กัน จอมพลัง ก็มีทั้งดอกไม้ และก้อนอิฐในเวลาเดียวกัน กลายเป็นกระแสดราม่าร้อนแรงในสังคม เหตุเพราะอินฟลูฯ ปลุกกระแสชาตินิยม-คลั่งชาติ จนน่าเป็นห่วง
ฝ่ายที่เชียร์ต่างก็ยกนิ้วโป้งชื่นชม ยกให้ กัน จอมพลัง เป็นฮีโร่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว ชาวกัมพูชาที่หน้าด้านไม่ยอมย้ายออกไป โดนแบบนี้ถือว่าเหมาะสมแล้ว
ยิ่งไปกว่านั้น นายกฯ อนุทิน ชาญวีรกูล ยังประทับตราความชอบธรรมให้ปฏิบัติการคืนหลอนๆ ที่ชายแดน ออกปากยอมใจคนดีๆ อย่าง กัน จอมพลัง ช่วยได้มากกว่ารัฐบาลเสียอีก
ขณะเดียวกันนายกฯ ย้ำว่ารัฐบาลไม่ได้ไฟเขียวให้ทำ ทุกคนต้องทำตามกฎหมาย ใครอยากจะบอกอะไรก็บอกได้หมด แต่เราต้องใช้กฎหมายเป็นตัวกำหนด และสวนกลับฝ่ายกัมพูชาที่อ้างว่าไทยละเมิดสิทธิมนุษยชนขั้นรุนแรงจากกรณีเปิดเสียงผีหลอกหลอน
โดยนายกฯ ระบุว่า “ระเบิดที่เข้ามา จรวดที่ยิงเข้ามาในเขตไทยจากฝั่งกัมพูชา ก็เป็นการทำอันตรายกับประชาชนคนไทย โดรนที่บินเข้ามาในเขตไทย ก็เป็นสิ่งที่ละเมิดอธิปไตยของประเทศไทย”
ส่วนฝ่ายที่ไม่เห็นด้วยก็ออกมาประณามการกระทำของ กัน จอมพลัง นำโดยนางอังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา ที่มองว่าอาจเข้าข่ายการทรมานทางจิตวิทยา (Psychological Torture) ตามอนุสัญญา CAT ที่ประเทศไทยเป็นภาคี
ด้าน ศ.ดร.ปวิน ชัชวาลพงศ์พันธ์ นักวิชาการ ม.เกียวโต เชื่อว่าความสัมพันธ์ ไทย-กัมพูชา หลังจากนี้คงไม่ต่างอะไรกับ เกาหลีใต้-เกาหลีเหนือ ที่ไม่ต้องติดต่ออะไรกันอีก
“กัน จอมพลัง ไม่ถอยแน่ๆ เพราะยอด engagement มันสำคัญต่อรายได้มาก ดร.บุ๋ม (ปนัดดา วงศ์ผู้ดี) ไม่ถอยแน่ๆ เพราะต้องการพิสูจน์ว่านางงามมีสมอง แล้วนายกฯ ออกมาพูดให้ท้ายอินฟลูฯ-นางงามตลาดล่างแบบนี้ ก็ตัดเขมรไปเลย”
“อย่าทำให้สถานการณ์มันเลวร้ายไปกว่านี้ จมมาก ก็ขึ้นยาก อย่าให้จมไปกว่านี้เลย เพราะสุดท้ายกัมพูชาก็คือเพื่อนบ้านที่เราย้ายหนีไม่ได้” ศ.ดร.ปวินกล่าว และย้ำว่า กัน จอมพลัง ไม่ควรถูกยกย่องให้เป็นฮีโร่ หรือได้รับความนิยมจากผู้คนในสังคมที่โหวตให้เป็นนายกฯ ท่ามกลางสถานการณ์เช่นนี้
สอดรับกับท่าทีของนายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน ที่แสดงความกังวลว่าการเปิดเสียงผีดังกล่าวอาจเข้าข่ายละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศ เพราะส่งผลทางจิตวิทยาต่อพลเรือนฝั่งกัมพูชาโดยตรง
และหากรัฐบาลไทยหรือหน่วยงานรัฐให้การสนับสนุน โดยไม่ตรวจสอบผลกระทบอย่างรอบด้าน อาจทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบในเวทีต่างประเทศได้
เชื่อว่าหลายฝ่ายคงทราบดีว่าปัญหาความตึงเครียดตามแนวชายแดน ไทย-กัมพูชา จนนำมาสู่เหตุการณ์ปะทะ ต่อเนื่องไปถึงการขับไล่ชาวกัมพูชาให้ออกจากแผ่นดินไทย ต่างมีต้นตอมาจากปัญหาเส้นเขตแดน
ฝ่ายไทยยึดแผนที่มาตราส่วน 1:50,000 มาโดยตลอด ขณะที่ฝ่ายกัมพูชายึดแผนที่มาตราส่วน 1:200,000
เช่นเดียวกับเอ็มโอยู 43-44 โดยฝ่ายไทยยึดถือและปฏิบัติมาตลอด แต่พบหลักฐานว่ากัมพูชาละเมิดไปแล้วกว่า 600 ครั้ง ซึ่งอาจสะท้อนได้ว่าเอ็มโอยู 43 ไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้จริง และเป็นแรงจูงใจให้กัมพูชารุกล้ำแผ่นดินไทยมากขึ้นหรือไม่อย่างไร
ด้านนายอนุทิน ชาญวีรกูล ให้ความเห็นในวันแถลงนโยบายรัฐบาลต่อรัฐสภา โดยระบุว่ากำลังรอผลการศึกษาของ กมธ.วิสามัญพิจารณาบันทึกความเข้าใจ (Memorandum of Understanding : MOU) 2543 และ 2544 ระหว่างไทย-กัมพูชา ของสภาผู้แทนราษฎร
และหากผลการศึกษาของ กมธ.วิสามัญฯ ชุดดังกล่าวออกมามีความชัดเจนว่าไม่ต้องศึกษา ก็อาจจะยกเลิกได้เลยโดยคณะรัฐมนตรี เพราะอำนาจอยู่ที่ ครม. พร้อมยืนยันว่ารัฐบาลชุดนี้จะไม่มีวันทำให้ประเทศไทยเสียเปรียบกัมพูชา
แม้จะมีกระแสเรียกร้องให้ยกเลิกเอ็มโอยู 43-44 แต่ผลสำรวจของนิด้าโพลชี้ชัดว่าคนไทยส่วนใหญ่กว่า 44.12% ยังไม่เข้าใจเรื่องเอ็มโอยู และต้องการทำความเข้าใจเรื่องเอ็มโอยู 43-44 สูงถึง 65.50%
มุมมองของ ดร.ภัทรพงษ์ แสงไกร คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์ ที่ให้สัมภาษณ์ในรายการประชาธิปไตยสองสี ทางช่องยูทูบมติชนทีวี เกี่ยวกับเอ็มโอยู 43-44 ซึ่งมีบางฝ่ายรุกไล่ให้จับลงหม้อถ่วงน้ำโดยยกเลิกเสีย เพราะเห็นว่าไทยเสียเปรียบกัมพูชา
แต่ ดร.ภัทรพงษ์ ชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของเอ็มโอยู 43 ซึ่งถือเป็นเครื่องมือที่ช่วยให้กองทัพทำงานได้ง่ายขึ้น แม้เจ้ากรมแผนที่ทหารจะออกมาอธิบายอย่างชัดเจนแล้ว แต่คนไทยกลับไม่เชื่อทหาร
“จริงๆ แล้วเอ็มโอยู 43 ที่เดินสำรวจ ไปตกลงกัน และทำขึ้นมา ก็คือกรมแผนที่ทหาร กองเขตแดน กรมสนธิสัญญา เจ้าหน้าที่นักการทูต ข้าราชการกระทรวงการต่างประเทศอีกหลายคน”
“แม้เราจะเอาข้อมูลออกมาเปิดเผยมากแค่ไหน พยายามให้ข้อมูลว่าสิ่งที่ทำลงไปมันคือเรื่องดี ทำให้เจ้าหน้าที่มีกรอบในการเจรจาเอ็มโอยู เนื้อหาเป็นคุณกับทั้ง 2 ประเทศ”
“แต่มันกลายเป็นว่าคนไม่เชื่อ เป็นความไม่ไว้เนื้อเชื่อใจข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่เทคนิคที่ทำงาน แม้จะมีทหารออกมาพูด ก็ยังไม่ไว้ใจ 100% นักวิชาการ หรือคนที่เชี่ยวชาญเรื่องนี้โดยตรงออกมาพูด คนก็ไม่เชื่อ”
“เท่าที่ผมทราบนะ ผมยังไม่เคยได้ยินทหารออกมาบ่นเรื่องเอ็มโอยู 2 ฉบับนี้เลย แต่ก็เป็นประเด็นขึ้นมาได้ว่าจะยกเลิกหรือไม่ยกเลิก”
“ถ้ายกเลิกไปเลย แล้วค่อยมาเจรจาใหม่ สำหรับผมดูจากสถานการณ์วันนี้ ไม่น่าจะเกิดขึ้นง่ายๆ ผมเห็นด้วยว่ามันควรจะแก้ไขให้รัดกุมขึ้น ให้มันสอดคล้องกับสถานการณ์บ้านเมืองที่เปลี่ยนไป”
“การมีเอ็มโอยู มันช่วยป้องกันไม่ให้กัมพูชาเอาคดีไปสู่ศาลโลก ถามว่าเอ็มโอยู 43 มีดีอย่างไร ข้อดีของมันคือเพิ่มข้อต่อสู้ของประเทศไทย”
“ข้อ 8 มันเขียนไว้ว่าถ้ามีข้อพิพาทกันภายใต้เอ็มโอยูฉบับนี้ ก็คือเรื่องการสำรวจ การปักปันเขตแดน ให้มาเจรจาปรึกษาหารือกัน”
“เพราะฉะนั้นมันก็เห็นได้ชัดว่า 2 ประเทศนี้ ไม่ได้อยากจะไปศาล การมีเอ็มโอยูมันช่วยให้ข้อต่อสู้ของไทยมีน้ำหนักมากขึ้น” ดร.ภัทรพงษ์กล่าวสรุปความสำคัญของเอ็มโอยู 43-44 ที่ช่วยให้ไทยไม่ตกอยู่ในเกมของผู้นำกัมพูชา
นี่คือ เกมชาตินิยมแบบ ‘หลอน-หลอน’ ระหว่างไทย-กัมพูชา ที่จะหลอนไปอีกนาน
