จาก ‘แม่ทัพใหญ่’ สู่ ‘แม่ทัพไก่’ ยุทธการบ้านหนองจาน บทบาท ‘ผบ.เบญ’ กลางดง ตท.31 ‘ด้วง-เอิร์ธ-เก๋’
รายงานพิเศษ
จาก ‘แม่ทัพใหญ่’ สู่ ‘แม่ทัพไก่’
ยุทธการบ้านหนองจาน
บทบาท ‘ผบ.เบญ’
กลางดง ตท.31 ‘ด้วง-เอิร์ธ-เก๋’
ท่ามกลางกระแสชาตินิยม จากการสู้รบระหว่างไทย-กัมพูชา ส่งผลให้ทิศทางการขับเคลื่อนกองทัพและรัฐบาล ต้องเป็นไปในแนวบู๊ รุกรบ ไม่เจรจา เพราะอารมณ์ของสังคมไม่ต้องการเจรจา ต้องการเลิกคบ สร้างรั้วกั้นเขตแดนถาวร ปิดด่าน และต้องการให้ทหารเปิดศึกอีกรอบ หวังทำลายให้กัมพูชาสิ้นสภาพการเป็นภัยคุกคามต่อไทย
จึงทำให้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและ รมว.มหาดไทย เลือกคะแนนนิยม พูดเอาใจกระแสประชาชน มากกว่าที่จะพูดให้ทัวร์ลง เพราะมีเวลาสร้างเรตติ้งไม่กี่เดือน
ในขณะเดียวกัน ก็ให้ รมว.ต่างประเทศเดินหน้าในการเจรจาคู่ขนานกันไป โดยมีสหรัฐและมาเลเซียเป็นเสมือนคนกลาง และกดดันไทยให้ยอมเจรจาสันติภาพกับกัมพูชา เพื่อผลงานของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ และนายอันวาร์ อิบราฮิม นายกฯ มาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน
โดยสหรัฯวางเป้าหมายให้นายอนุทิน และ พล.อ.ฮุน มาเนต นายกฯ กัมพูชา ลงนามสันติภาพ “Kuala Lumpur Declaration” กัน ในโอกาสที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มาร่วมเวทีอาเซียนซัมมิท ที่มาเลเซีย 26-27 ตุลาคมนี้
จนมีการส่งสัญญาณให้ กองทัพ พยายามประคองสถานการณ์ชายแดน อย่าให้มีการปะทะ และสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเจรจา
โดยนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รมว.ต่างประเทศ นำ 4 ข้อเสนอของฝ่ายทหาร เป็นเงื่อนไขในการเจรจา คือ การถอนอาวุธหนักออกจากพื้นที่ชายแดน การร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ และการให้ความร่วมมือบริหารจัดการบริเวณพื้นที่ชายแดน ในกรณีบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว จ.สระแก้ว
โดยมี บิ๊กเอี่ยว พล.อ.ณัฐพงศ์ เพราแก้ว รองเสนาธิการทหาร เป็นตัวแทนกองทัพไทย ร่วมคณะเจรจา ด้วยเหตุที่เคยเป็นเจ้ากรมกิจการชายแดนทหาร และเลขานุการคณะกรรมการชายแดนทั่วไปไทย-กัมพูชา (GBC)

แต่ดูเหมือน ฝ่ายกองทัพ จะไม่ค่อยเต็มใจ ที่จะเข้าสู่โหมดการเจรจาเท่าใดนัก เพราะเตรียมพร้อมรบรอบ 2 กันไว้แล้ว รอแค่หมดหน้าฝน และรออาวุธชุดใหม่ พร้อมกระสุน โดรนพลีชีพ และระบบแอนตี้โดรน ที่สั่งซื้อล็อตแรก ด้วยงบฯ กลาง ตั้งแต่สิงหาคมที่ผ่านมา
จะเห็นได้ว่าในส่วนของทหารได้เลื่อนการประชุมคณะกรรมการระดับภูมิภาค RBC ทั้งในส่วนของกองทัพภาค 1 และกองทัพภาค 2 ออกไปอย่างไม่มีกำหนด โดยยกเหตุที่ฝ่ายกัมพูชาไม่ตอบสนองข้อเสนอต่างๆ ที่ฝ่ายไทยเสนอไป
ส่วนฝ่ายกัมพูชาคิดหวังผลจากการเจรจา4 ฝ่าย ที่สหรัฐและมาเลเซียจะจับมือกับกัมพูชา ในการกดดันและบีบให้ไทยยอมลงนามในข้อตกลงสันติภาพ เพื่อเป็นผลงานให้ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์
จะเห็นได้ว่าในส่วนของแม่ทัพภาค 1 ตั้งแต่ยุค บิ๊กใหญ่ พล.อ.อมฤต บุญสุยา ผช.ผบ.ทบ. เป็นแม่ทัพภาค 1 ได้ตั้งเงื่อนไข 4 ข้อ ในการเจรจาคณะกรรมการชายแดนระดับภูมิภาค (RBC) คือ กัมพูชาต้องถอนอาวุธหนักออกจากชายแดน ต้องร่วมมือเก็บกู้ทุ่นระเบิด และปราบปรามสแกมเมอร์ คอลเซ็นเตอร์ และร่วมมือในการบริหารชายแดนสระแก้ว แต่เขมรไม่ตอบสนอง จึงสั่งเลื่อนประชุมออกไป
แต่จู่ๆ ในห้วงการเปลี่ยนตัวแม่ทัพภาค 1 ฝ่ายกัมพูชากลับเสนอขอประชุม 10 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันเดดไลน์ ที่ผู้ว่าฯ สระแก้วกำหนดให้ชาวเขมรออกจากบ้านหนองจาน หนองหญ้าแก้ว และตาพระยา พอดี
เสมือนมีวาระซ่อนเร้น ทำให้ แม่ทัพไก่ พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ แม่ทัพภาค 1 คนใหม่ ไม่เข้าไปเล่นตามเกมกัมพูชา จึงให้เลื่อนการประชุม RBC กับกัมพูชา ออกไปไม่มีกำหนด หลังจากยื่นคำขาด ให้กัมพูชาส่งแผนในการอพยพชาวเขมรออกจากแผ่นดินไทย ที่บ้านหนองจาน และบ้านหนองหญ้าแก้ว ภายใน 7 ตุลาคม แต่เขมรปฏิเสธ
และกำหนดแผนในการขอคืนพื้นที่ ที่เริ่มนับ 1 ตั้งแต่ 10 ตุลาคม ที่ผ่านมา ซึ่งเป็นเดดไลน์เดิม ที่ผู้ว่าฯ สระแก้วกำหนดเอาไว้ โดยเริ่มจากการเก็บกู้ทุ่นระเบิด และไถเคลียร์พื้นที่ เข้าไปใกล้พื้นที่ปัญหา เส้นแดง-เส้นน้ำเงิน ที่ทหารกัมพูชาวางกำลังอยู่ ซึ่งมีโอกาสปะทะ หากการเคลียร์พื้นที่ไปถึงจุดนั้น
โดยใช้แผน ที่ พล.อ.อมฤต วางแนวเอาไว้ เมื่อครั้งเป็นแม่ทัพภาค 1 โดยจะไม่เข้าไปอยู่ในเกมของเขมร ไม่ใช้กำลังทหารในการผลักดัน แต่ใช้กำลังตำรวจ และฝ่ายปกครอง ในการปราบจลาจล หรือควบคุมฝูงชน และการบังคับใช้กฎหมาย แทนทหารที่คุมเชิงอยู่แนวหลัง และจะออกมารบกับทหารเขมรเท่านั้น

แม่ทัพใหญ่ พล.อ.อมฤต บุญสุยา กับ แม่ทัพไก่ พล.ท.วรยส เหลืองสุวรรณ
เพราะฝ่ายเขมรใช้ชาวเขมรเป็นโล่มนุษย์ หวังได้ภาพทหารไทยทำร้ายประชาชนชาวเขมร ไปฟ้องชาวโลก
กองทัพไทยจึงแก้เกมโดยมีการเพิ่มแผนปฏิบัติการจิตวิทยา (ปจว.) ด้วยการขอความร่วมมือจาก “กัน จอมพลัง” ใช้กลยุทธ์ การกระจายเสียง ทั้งรถแห่ รถซิ่ง เสียงหมาหอนหลอนผี และฉายหนังกลางแปลง นำสารคดี ค่ายอพยพ Camp 511 ที่เคยเผยแพร่ในเพจกองทัพ นำมาฉาย ตอกย้ำชาวเขมรว่า ตรงนี้คือแผ่นดินไทย ที่ให้ชาวเขมรอพยพหนีสงครามกลางเมือง เมื่อกว่า 40 ปีที่แล้ว
แม้จะเกิดเสียงวิจารณ์จากนักสิทธิมนุษยชนคนไทย แต่จะเห็นได้ว่า ฝ่ายทหารกางปีก ปกป้องให้กำลังใจ “กัน จอมพลัง” ทั้งอดีตแม่ทัพกุ้ง พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษา ผบ.ทบ. และ แม่ทัพเติ่ง พล.ท.วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาค 2 ที่ต้องนัดพบ และเคลียร์ใจ ให้กำลังใจ “กัน จอมพลัง” และต้องตั้งหลักในการให้สัมภาษณ์หรือสื่อสารใหม่ หลังจากที่เคยโดนทัวร์ลง กรณีปราสาทคนา และทหารเขมรบุกตัดลวดหนามของไทย แถวปราสาทตาควาย
หรือแม้แต่ นายอนุทิน ในการให้สัมภาษณ์ก็ต้องอิงกระแสเป็นหลัก ที่สะท้อนว่า ทำงานเรื่องเขมร กระแสประชาชนสำคัญยิ่ง โดยเฉพาะในยามที่รัฐบาลต้องการคะแนนนิยมเพื่อหวังผลการเลือกตั้งครั้งต่อไป
อาจเรียกได้ว่ามีการใช้โมเดลของแม่ทัพกุ้ง พล.ท.บุญสิน ในการสร้างคะแนนนิยม

พล.ต.เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา
ขณะที่ กองกำลังบูรพา ก็กำลังถูกจับตามอง ในฐานะรับผิดชอบพื้นที่และเป็นพื้นที่ประกาศกฎอัยการศึก ที่สะท้อนว่า “กัน จอมพลัง” ร่วมทำตามแผนกับฝ่ายทหาร ที่มี ผบ.เบญ พล.ต.เบญจพล เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผบ.พล.ร.2 รอ. และ ผบ.กองกำลังบูรพา และ ผู้การโก๊ท พ.อ.ชัยณรงค์ กาสี ผบ.ฉก.อรัญประเทศ เป็นผู้มีบทบาทสำคัญ
ส่งผลให้ บทบาท พล.ต.เบญจพล ถูกจับตามองมากขึ้น หลังยืนยันว่า การกระจายเสียงหลอนทำในแผ่นดินไทย
“แผ่นดินของผม ไม่สนใจว่า เขมรจะไปฟ้องใคร”
และยืนยัน ทหารพร้อม ในการยึดคืนแผ่นดินไทยเมื่อได้เปรียบและเมื่อไหร่ ก็เมื่อนั้น
พล.ต.เบญจพล เป็นสายทหารเสือราชินี ที่เติบโตจาก ร.21 รอ. หน่วยต้นกำเนิดของพี่น้อง 3 ป. บูรพาพยัคฆ์ ผ่านทั้ง ผู้พัน ผู้การกรม และ ผบ.พล.ร.2 รอ.
เคยถูกทัพไทยดึงตัวไปเป็น ผบ.กรม นักเรียนเตรียมทหาร หลังเกิดเหตุการณ์ “น้องเมย” นักเรียนเตรียมทหารเสียชีวิตในโรงเรียน เพื่อไปแก้ปัญหาและจัดระบบใหม่ ก่อนได้กลับมาเป็น ผบ.ร.21 รอ. และเคยไปทำหน้าที่เป็นหัวหน้าทีม รปภ. นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เมื่อครั้งเป็นรองนายกฯ ฝ่ายความมั่นคง ในรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ ก่อนเกิดเหตุความวุ่นวายทางการเมืองในยุคคนเสื้อแดง
พล.ต.เบญจพล เป็น ตท.32 ที่ถูกมองว่า จะเป็นแคนดิเดตชิง แม่ทัพภาค 1 ในอนาคต และจะสามารถเป็นแม่ทัพภาค 1 เหมือน พล.อ.พรชัย เดชาติวงศ์ ณ อยุธยา ผู้บิดาหรือไม่ และรวมถึงการชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ. ในอนาคต

พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์
แต่เส้นทางไม่ได้โรยด้วยกรีบกุหลาบ เพราะคู่แคนดิเดตของ พล.ต.เบญจพล ทั้งในตำแหน่งแม่ทัพภาค 1 และ ผบ.ทบ. ล้วนเป็นนายทหารรุ่นพี่เตรียมทหาร 31 ที่ได้ชื่อว่าเป็นครีมของรุ่นและมีอายุราชการถึงตุลาคม 2575 พร้อมกันหลายคน
ทั้ง รองด้วง พล.ต.ยอดอาวุธ พึ่งพักตร์ รองแม่ทัพภาค 1 ที่กำลังจะจะได้โชว์ฝีมือหลังจากได้รับมอบหมายให้ลงไปปฏิบัติหน้าที่ในสามจังหวัดชายแดนภาคใต้ ในตำแหน่งผู้บังคับหน่วยเฉพาะกิจปัตตานี (ผบ.ฉก.ปัตตานี) นำกำลังกองทัพภาค 1 ทั้ง พล.ร.9 พล.ร.11 และ มทบ.11 กว่า 800 นาย ลงไปช่วยเสริมกำลังกองทัพภาค 4 ตามนโยบายบิ๊กปู พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ. ทบ. ในฐานะที่ถูกจับตามองว่า เป็นสายตรงเพราะเติบโตมาใน ร.31 รอ. ด้วยกัน และถือเป็นนายทหารสายวงศ์เทวัญ อีกทั้งเคยลงไปปฏิบัติหน้าที่ในชายแดนภาคใต้มาก่อนแล้ว
ขณะที่รองเอิร์ธ พล.ต.อินทนนท์ รัตนกาฬ นายทหารสายรบพิเศษหมวกแดง ที่เพิ่งขยับจาก ผบ.พล. รบพิเศษที่ 1 ขึ้นมาเป็นรองผู้บัญชาการหน่วยบัญชาการสงครามพิเศษ (รอง ผบ.นสศ.) ที่เพิ่งสร้างผลงาน ในการเป็นนายพลระดับผู้บังคับหน่วย ที่นำทหารรบพิเศษ ยึดคืนภูมะเขือ ในการรบกับกัมพูชา จนได้รับการเสนอชื่อให้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์อันมีศักดิ์รามาธิบดี หรือเหรียญรามา เหรียญกล้าหาญ
และจ่อที่จะขึ้นเป็น ผบ.นสศ. หรือเทียบเท่าแม่ทัพภาค 5 ในอนาคตอันใกล้

พล.ท.ณัฐวุฒิ ภาสุวณิชยพงศ์
นอกจากนั้น ที่ไม่อาจมองข้ามได้คือ เจ้ากรมเก๋ พล.ท.ณัฐวุฒิ ภาสุวณิชยพงศ์ เจ้ากรมยุทธการทหารบก ที่แม้จะเป็นสายบุ๋น เติบโตมาในฝ่ายอำนวยการ ตั้งแต่อยู่กองทัพภาคที่1 และทำงานเข้าตาบิ๊กตู่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ตั้งแต่เป็นแม่ทัพภาค 1 แล้วก็ทำงานอยู่ด้วยมายาวนานตั้งแต่บัดนั้น จนเป็น ผบ.ทบ. และเป็นนายกรัฐมนตรี รวมแล้วเกือบ 20 ปี ที่ได้เรียนรู้ทั้งงานการทหารและงานการเมือง
โดยเฉพาะในช่วงเกือบ 10 ปีที่อยู่ ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ทำหน้าที่เสมือนเป็น “นายกฯ น้อย” ที่คอยกลั่นกรองงานและรับเรื่องราวต่างๆ แทน พล.อ.ประยุทธ์ และถือเป็นที่ไว้วางใจอย่างยิ่ง
แม้ว่าในห้วง 30 ปีที่ผ่านมา หลังพ้นช่วง บิ๊กจิ๋ว พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ และ บิ๊กสุ พล.อ.สุจินดา คราประยูร เป็น ผบทบ. จากสายบุ๋นแล้ว นายทหารที่ขึ้นเป็น ผบ.ทบ. มักจะต้องขึ้นมาจากหน่วยกำลังรบ เช่น จากแม่ทัพภาค 1 เป็นส่วนใหญ่ ที่ผลัดสลับกันระหว่างสายวงศ์เทวัญ บูรพาพยัคฆ์ ทหารเสือราชินี และแซมแทรกด้วย ผบ.นสศ. ทหารรบพิเศษ แต่ในอดีต ผบ. ทบ.ที่เติบโตมาจากสายบุ๋น ฝ่ายอำนวยการก็มีหลายคน
เพราะจากเส้นทางการเติบโตของ พล.ท.ณัฐวุฒิ น่าจะจับตามองอย่างยิ่ง เพราะจาก บ้านนรสิงห์ ทำเนียบรัฐบาล ก็ขยับเป็น นายทหารประสานงาน สมช. และมาอยู่ กอ.รมน. และขยับขึ้น เจ้ากรมยุทธการทหารบก เพราะได้มีการพิจารณาวางตัวไว้แล้วว่ามีความสามารถและประสบการณ์รอบด้าน เพื่อให้ขึ้นเป็นเสนาธิการทหารบกในอนาคตอันใกล้
และด้วยอายุราชการถึง 2575 ก็ถือว่ามีโอกาสในการชิงเก้าอี้ ผบ.ทบ.ด้วยเช่นกัน แม้ว่าโอกาสจะน้อยกว่าบรรดาสายกำลังรบ ทั้ง พล.ต.ยอดอาวุธ พล.ต.อินทนนท์ และ พล.ต.เบญจพล ล้วนเป็นแคนดิเดตตัวเด่นๆ ที่ชิงชัยกันอย่างเข้มข้น เพราะต่างถือเป็นคนเก่งของกองทัพบก

พล.ต.อินทนนท์ รัตนกาฬ
ท่ามกลางการคาดการณ์กันว่า เมื่อ พล.อ.พนาเกษียณราชการตุลาคม 2570 ระหว่าง พล.อ.อมฤต (ตท.27) อดีตแม่ทัพภาค 1 และ บิ๊กเต้ พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ คัมภีระ (ตท.26) ผู้ช่วย ผบ.ทบ. อดีต ผบ.นสศ. และ พล.ท.วรยส (ตท.28) ที่เกษียณ 2571 พร้อมกันหมด ใครจะได้เป็นเพราะ ผบ.ทบ.ต่อ
หลังจากที่มีกระแสข่าวว่า พล.อ.พนา และเพื่อนเตรียมทหาร 26 จะผลักดันให้ พล.อ.ณรงค์ฤทธิ์ขึ้นเป็น ผบ.ทบ.
หรือใน 3 แคนดิเดตนี้อาจจะไม่มีใครได้เป็น ผบ.ทบ.เลย
เช่น พล.อ.อมฤต อาจจะถูกส่งไปเป็นปลัดกระทรวงกลาโหม แทนบิ๊กหนุ่ย พล.อ.ธราพงษ์ มะละคำ ที่จะเกษียณตุลาคม 2569 นี้
ส่วน พล.ท.วรยสอาจต้องมีภารกิจพิเศษ ในฐานะทหารคอแดง ในการพัฒนากองทัพภาค 1 และ ฉก.ทม.รอ.904
ท่ามกลางกระแสข่าวลือให้จับตามองไปที่ แม่ทัพกอล์ฟ พล.ท.สราวุธ ไชยสิทธิ์ (ตท.28) แม่ทัพน้อย 1 ที่เกษียณ 2573 อาจจะกลายเป็นตัวเลือกที่เหมาะสมในเวลานั้น
หรือข่าวบางกระแส ให้จับตามองเตรียมทหาร 31 ที่ขยับขึ้นมาจ่อ คนใดคนหนึ่งอาจจะขยับขึ้นมาเป็น ผบ.ทบ.นั่งยาว 5 ปี เพื่อความต่อเนื่องในการดูแลกองทัพ โดยเฉพาะในยามที่ต้องสร้างความแข็งแกร่งพร้อมสู้ศึกกัมพูชาในระยะยาว
อีกทั้งในอดีต บิ๊กแอ้ด พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรีในปัจจุบัน ที่เติบโตมาในสายรบพิเศษ เคยเป็น ผบ.ทบ. นานถึง 4 ปี ก่อนที่ปีสุดท้ายจะขยับขึ้นไปเป็นผู้บัญชาการทหารสูงสุด
สมการอำนาจในกองทัพไม่มีอะไรแน่นอน เพราะอาจมีปัจจัยที่อยู่เหนือการควบคุมของกองทัพเอง แต่ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ และความเหมาะสมของผู้บังคับบัญชาสูงสุด
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
