แก้ ‘รัฐธรรมนูญ’ ทาง ‘ขรุขระ’ ไม่ COMPROMISE ส.ว.สีน้ำเงินเท ‘เพื่อไทย’ เจอเกม ‘แก้ลำ’ ชูร่าง ‘สีส้ม’ เป็นหลักแทน ‘ภูมิใจไทย’
บทความในประเทศ
แก้ ‘รัฐธรรมนูญ’ ทาง ‘ขรุขระ’
ไม่ COMPROMISE
ส.ว.สีน้ำเงินเท ‘เพื่อไทย’
เจอเกม ‘แก้ลำ’ ชูร่าง ‘สีส้ม’
เป็นหลักแทน ‘ภูมิใจไทย’
การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ระหว่างวันที่ 14-15 ตุลาคมที่ผ่านมา มีวาระเพื่อพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (แก้ไขเพิ่มเติม) ฉบับที่ … พ.ศ…. รวม 3 ฉบับ คือ
ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ …) พ.ศ…. (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 156 เพิ่มเติมกรณีที่รัฐสภาต้องมีการประชุมร่วมกัน และเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) ตามที่นายพริษฐ์ วัชรสินธุ กับคณะ เป็นผู้เสนอ
ร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ …) พ.ศ…. (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 256 หลักเกณฑ์ ขั้นตอน และวิธีการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ และเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) ตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล กับคณะ เป็นผู้เสนอ
และร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ …) พ.ศ…. (แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา 156 เพิ่มเติมกรณีที่รัฐสภาต้องมีการประชุมร่วมกัน และเพิ่มหมวด 15/1 การจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่) ตามที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล กับคณะ เป็นผู้เสนอ
ทั้งนี้ การเสนอร่างรัฐธรรมนูญดังกล่าว เปรียบเสมือนเป็นการเริ่มต้นเปิดประตู เพื่อนำไปสู่กระบวนการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
ซึ่งสอดคล้องกับรัฐบาลของ “นายอนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี ที่ได้แถลงนโยบายรัฐบาลต่อที่ประชุมรัฐสภาไว้ เมื่อวันที่ 29-30 กันยายน โดยเนื้อหาของนโยบายระบุว่า “รัฐบาลจะสนับสนุนการจัดทำประชามติ การแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ รับฟังเสียงประชาชน สร้างการมีส่วนร่วมทุกภาคส่วนให้สอดคล้องคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ”
นอกจากนี้ ยังเป็นไปตามเงื่อนไขการทำ MOA กันระหว่าง 2 พรรคการเมือง คือ พรรคประชาชน และพรรคภูมิใจไทย
ด้วยเหตุนี้ จึงเป็นจุดเริ่มต้นให้มีการเร่งผลักดันและเสนอร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ …) พ.ศ…. เข้าที่ประชุมร่วมรัฐสภาในครั้งนี้

นายพริษฐ์ วัชรสินธุ ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) ชี้แจงหลักการร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ของพรรคประชาชนว่า จะกำหนดให้มีจำนวนผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ 135 คน ประกอบด้วย
1. คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ 35 คน โดยให้ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งเลือกมาจากระบบบัญชีรายชื่อที่ผู้สมัครรวมกันเป็นกลุ่มบุคคลตั้งแต่ 17-70 คน ใช้เขตประเทศเป็นเขตเลือกตั้ง โดยให้ประชาชนเลือกมา 70 คน จากนั้นส่งให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือ 35 คน
2. สภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ 100 คน มีหน้าที่รับฟังความเห็นจากประชาชน ส่งเนื้อหาให้ กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ มาจากการเลือกตั้งของผู้มีสิทธิเลือกตั้ง โดยให้แต่ละจังหวัดมีสมาชิกสภาที่ปรึกษาการยกร่างรัฐธรรมนูญ 1-5 คน ตามจำนวนประชากร ใช้เขตจังหวัดเป็นเขตเลือกตั้ง
“ร่างรัฐธรรมนูญของพรรคประชาชน มีจุดแข็ง คือ กำหนดให้ประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด โดยไม่ขัดกับคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ และกำหนดเนื้อหารัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้รับรองความเป็นราชอาณาจักรอันหนึ่งอันเดียวจะแบ่งแยกมิได้ และให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข เพื่อความสบายใจของทุกฝ่าย” นายพริษฐ์ระบุ
ขณะที่นายกรวีร์ ปริศนานันทกุล ส.ส.อ่างทอง พรรคภูมิใจไทย (ภท.) ชี้แจงว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคภูมิใจไทย มีจุดมุ่งหมาย 4 ด้าน คือ 1.เข้าใจง่าย 2.ทำได้จริง 3.ไม่สร้างความขัดแย้งรอบใหม่ และ 4.ไม่ขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ
กำหนดให้มีจำนวนผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ 99 คน แยกเป็น 2 ประเภท คือ 1.ส.ส.ร.จังหวัด 77 คน 2.ส.ส.ร.ผู้ทรงคุณวุฒิ 22 คน จากการภาควิชาการ ภาคนิติศาสตร์ 7 คน ด้านรัฐศาสตร์ 7 คน ผู้เชี่ยวชาญด้านการเมือง การบริหารราชการแผ่นดิน 8 คน
ให้ผู้ประสงค์จะเป็น ส.ส.ร.จังหวัด และ ส.ส.ร.ผู้ทรงคุณวุฒิ ยื่นสมัครเป็น ส.ส.ร.ต่อ กกต. เมื่อ กกต.ตรวจสอบคุณสมบัติและลักษณะต้องห้ามเสร็จสิ้นแล้ว ให้ส่งรายชื่อผู้สมัครทั้งหมดไปยังประธานรัฐสภา เพื่อเปิดประชุมร่วมรัฐสภา ลงคะแนนคัดเลือก ส.ส.ร.จังหวัด จังหวัดละ 1 คน และ ส.ส.ร.ผู้ทรงคุณวุฒิ 22 คน รวม 99 คน
ส่วน กมธ.ยกร่างรัฐธรรมนูญ มี 45 คน มาจาก ส.ส.ร. 30 คน และคนนอกที่มีความรู้ ความสามารถ 15 คน มีเงื่อนไขกำหนดให้ร่างรัฐธรรมนูญที่มีผลเป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ หรือการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข ตามหมวด 1 และหมวด 2 จะกระทำมิได้
“ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญพรรคเพื่อไทยและพรรคประชาชนมีความสุ่มเสี่ยงขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ เพราะมีการให้ ส.ส.ร.มาจากการเลือกตั้งโดยตรงของประชาชนในเบื้องต้นก่อนจึงให้รัฐสภาไปคัดเลือกอีกที อาจขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ไม่ให้มีการเลือกตั้ง ส.ส.ร.โดยตรงจากประชาชน” นายกรวีร์ระบุ
ขณะที่นายชูศักดิ์ ศิรินิล ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ชี้แจงว่า ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญพรรคเพื่อไทย กำหนดให้มีผู้ยกร่างรัฐธรรมนูญ จำนวน 151 คน
มาจาก 1. ส.ส.ร.จังหวัด 100 คน มาจากการเลือกของทั้งประเทศรวม 300 คน ส่งให้รัฐสภาคัดเลือกเหลือ 100 คน
2. ส.ส.ร.จากการคัดเลือก 51 คน มาจากการเสนอชื่อของสภาผู้แทนราษฎรและ ครม. ขณะที่คณะกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ มี 27 คน แบ่งเป็นเลือกจาก ส.ส.ร.14 คน และเลือกจากผู้เชี่ยวชาญด้านนิติศาสตร์ รัฐศาสตร์ 13 คน เมื่อยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เสร็จให้ส่งมายังรัฐสภาเห็นชอบ
“ขอยืนยันว่า พรรคเพื่อไทยไม่มีเจตนาแก้หมวด 1 และหมวด 2 เพราะรัฐธรรมนูญ มาตรา 255 ระบุชัดเจนว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เป็นการเปลี่ยนแปลงรูปแบบการปกครองในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และห้ามเปลี่ยนแปลงรูปแบบของรัฐ กำหนดไว้ชัดเจนอยู่แล้ว” นายชูศักดิ์ระบุ
ทั้งนี้ การประชุมร่วมกันของรัฐสภา สมาชิกได้มีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวาง โดยส่วนใหญ่เป็นไปในทิศทางเดียวกันว่า การจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ ควรเปิดกว้างให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมให้มากที่สุด เพื่อให้เป็นรัฐธรรมนูญฉบับประชาชนอย่างแท้จริง
ขณะเดียวกัน สภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ควรคัดบุคคลและเปิดให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมตั้งแต่ขั้นตอนยกร่าง
ขณะที่ประเด็นที่สมาชิกรัฐสภาพุ่งเป้าอภิปรายและเน้นย้ำมากที่สุดคือ การยกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญจะต้องไม่ขัดกับคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญประเด็นที่มา ส.ส.ร. รวมทั้งการไม่แตะหมวด 1 หมวด 2
โดยนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ ส.ว. อภิปรายเน้นไปที่ร่างพรรคประชาชน ที่สุ่มเสี่ยงขัดคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญ ตั้งประเด็นว่า มีเจตนาแก้ไขรัฐธรรมนูญ หมวด 1 และ 2 อย่างชัดเจน
สะท้อนผ่านเนื้อหาร่างแก้ไข มาตรา 256/26 อนุ 2 ที่ระบุว่า “การให้มีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข”
อย่างไรก็ตาม ในการลงมติโหวตรับหลักการ ผลปรากฏว่า
1. ร่างพรรคประชาชน ได้คะแนนรับหลักการ 568 เสียง เป็นเสียง ส.ส. 460 เสียง ส.ว. 108 เสียง ไม่รับหลักการ 10 งดออกเสียง 74 มีคะแนนรับหลักการเกินกึ่งหนี่ง และมีคะแนนเสียง ส.ว.ร่วมรับหลักการเกิน 1 ใน 3 คือ 66 เสียง
ถือว่า ที่ประชุมรัฐสภารับหลักการร่างของพรรคประชาชน
2. ร่างพรรคภูมิใจไทย รับหลักการ 629 เสียง เป็น ส.ส. 462 เสียง ส.ว. 167 เสียง ได้คะแนนเกินกึ่งหนึ่งจากสมาชิกรัฐสภา และมีเสียง ส.ว.เห็นชอบเกิน 1 ใน 3
ถือว่าที่ประชุมรับหลักการร่าง พ.ร.บ.พรรคภูมิใจไทย
อย่างไรก็ตาม ร่างที่ 3 ซึ่งเป็นร่างพรรคเพื่อไทยนั้น ที่ประชุมรับหลักการ 521 เสียง เป็น ส.ส. 461 เสียง ส.ว. 60 เสียง แม้จะมีคะแนนรับหลักการเกินกึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา
แต่มีเสียง ส.ว.ร่วมรับหลักการไม่ถึง 1 ใน 3 หรือ 66 เสียง
จึงถือว่าร่างพรรคเพื่อไทยไม่ผ่านความเห็นชอบในวาระรับหลักการ
ถือเป็นการพลิกความคาดหมาย เพราะตามเดิมคาดว่าที่ประชุมจะรับหลักการทั้ง 3 ร่าง เพื่อแสดงถึงการประนีประนอมหรือ COMPROMISE ของรัฐสภา เพื่อร่วมมือกันในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 2 และ 3 ต่อไป
แต่ก็ต้องมาสะดุด โดยเฉพาะ ส.ว.ที่เจอพรรคเพื่อไทยตามไล่บี้ เรื่องฮั้ว ส.ว. พากันเท
โดยลงคะแนนให้เพียง 60 เสียง จึงทำให้ร่างของพรรคเพื่อไทยตกไป
เมื่อเจอเกมสกัดเช่นนั้น พรรคเพื่อไทยจึงแก้ลำ โดยในวาระที่จะต้องลงมติว่าจะใช้ร่างของพรรคใดเป็นหลักในการพิจารณา ระหว่างร่างของพรรคภูมิใจไทยกับพรรคประชาชน
พรรคเพื่อไทยได้เทคะแนนเสียงให้ร่างของพรรคประชาชน
ทำให้มติที่ประชุมครั้งแรกออกมาใกล้เคียงกัน
คือที่ประชุมโหวตให้ร่างของพรรคภูมิใจไทยเป็นหลัก 297 เสียง
ขณะที่โหวตให้ร่างของพรรคประชาชนเป็นหลัก 292 เสียง
งดออกเสียง 15 เสียง
ด้วยคะแนนที่สูสีกันนี้เองทำให้พรรคประชาชนเสนอนับคะแนนใหม่ โดยการขานชื่อ
ผลออกมาพลิกผันอีกครั้ง
เมื่อปรากฏว่าที่ประชุมมีมติ 300 เสียงต่อ 287 เสียง ให้เอาร่างของพรรคประชาชน เป็นหลัก แทนที่จะเป็นร่างของพรรคภูมิใจไทย
นี่ย่อมทำให้พรรคภูมิใจไทยที่แนบแน่นกับ ส.ว.สีน้ำเงินไม่พึงใจ และนำไปสู่การคาดหมายว่าคงมีการไปต่อสู้กันต่อในกรรมาธิการวิสามัญ
ทำให้ การแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระที่ 1 ส่อภาวะไม่ราบรื่นและไม่ COMPROMISE
ถือเป็นสัญญาณการเริ่มต้นที่ไม่ดีและไม่สดใส
เส้นทางการแก้ไขรัฐธรรมนูญขรุขระ คงไม่ราบรื่นตลอดทางนับจากนี้
มีโอกาสที่จะแท้งในวาระที่ 2-3 สูง
หรือแม้จะผ่านรัฐสภา แต่เมื่อไปสู่การขอประชามติ ก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
รัฐธรรมนูญปี 2560 จึงยังมากด้วยอาถรรพ์ ยากในการแก้ไขจริงๆ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
