จ๋าจ๊ะ วรรณคดี | ญาดา อารัมภีร

แต่เดิม ‘ดัดจริต’ มีความหมายว่า ทำหรือเปลี่ยนกิริยาอาการให้เป็นไปตามต้องการ ความหมายไม่ต่างจากคำว่า ‘ดัดกิริยา’ แต่อย่างใด นิทานคำกลอนเรื่อง “สิงหไตรภพ” บรรยายถึงลีลาสาวๆ เมืองโกญจาว่า

“ส่วนชาววังนางสาวๆ นางชาวเมือง ชำลักชำเลืองเยื้องกรายชม้ายเมียง

เห็นหนุ่มๆ กลุ้มกลัดดัดจริต ใครเดินชิดเฉียดนิดก็หวีดเสียง” (อักขรวิธีตามต้นฉบับ)

ถ้าแยกคำว่า ‘ดัดจริต’ ออกจากกัน จะได้คำว่า ‘ดัด’ และ ‘จริต’ คำว่า ‘จริต’ นอกจากหมายถึงกิริยาหรืออาการแล้ว ยังหมายถึงความประพฤติ หรืออาการปกติอีกด้วย ‘ดัดจริต’ จึงใช้ในความหมายว่า ทำให้ต่างไปจากความประพฤติ หรืออาการปกติที่เคยมีเคยเป็น นั่นคือเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ความหมายของข้อความ ‘เห็นหนุ่มๆ กลุ้มกลัดดัดจริต’ จากตัวอย่างข้างต้น

จึงหมายความว่า ทันทีที่เห็นพวกหนุ่มๆ สาวๆ ทั้งหลายก็ทำกิริยาดีดดิ้นเกินควร

คําว่า ‘จริต’ ไม่จำเป็นต้องใช้คู่กับคำว่า ‘ดัด’ จะใช้เดี่ยวๆ หรือใช้คู่กับคำอื่นก็ได้ เช่น ‘สุจริต-ทุจริต’ มีความหมายตรงข้ามกัน คำแรก คือ ความประพฤติชอบ คำหลัง คือ ความประพฤติชั่ว สองคำนี้อยู่คู่กันทั้งในวรรณคดีและชีวิตจริง ดังจะเห็นได้จากบทละครในเรื่อง “อุณรุท” ฉบับพระราชนิพนธ์ในรัชกาลที่ 2 ท้าวกรุงพาณและพระมเหสีไวยกาขอนางอุษาจากพระฤๅษีไปเลี้ยงเป็นลูกบุญธรรม พระฤๅษีไม่ขัดข้อง กล่าวฝากฝังนางกับพระยายักษ์ว่า

“ท่านจงเลี้ยงนางโดยสุจริต คิดว่าเกิดในอุทรยักษา

ผิดชอบสิ่งใดกรุณา อย่าได้ฉันทาราคี”

ในวรรณคดีเรื่องเดียวกัน ก่อนพระอุณรุทจะรบกับท้าวกรุงพาณที่เขาอัญชัน ได้เล่าถึงความเป็นมาของพระองค์ว่า

“๏ เมื่อนั้น พระอุณรุทภุชพงศ์นาถา

จึ่งตอบกรุงพาณอสุรา ถามมาแล้วจำจะบอกไป

ตัวกูผู้เรืองฤทธิรงค์ คือองค์พระนารายณ์เป็นใหญ่

ไวกูณฐ์จากเกษียรสมุทรไท มาเกิดในสุริย์วงศ์ณรงกา”

ทั้งยังชี้ถึงสาเหตุที่พระนารายณ์ต้องอวตารแบ่งภาคมาเกิดเป็นพระอุณรุท เนื่องจากการกระทำต่ำช้าของท้าวกรุงพาณที่ปลอมตนสวมรอยเป็นเทพยดาองค์นั้นองค์นี้ล่วงล้ำก้ำเกินชายาและนางฟ้าทุกวิมานแดนสวรรค์ บรรดาทวยเทพจึงทูลเชิญพระองค์มาจัดการตัวปัญหาให้สิ้นไป

“ด้วยว่าตัวเองเป็นพาล ทำการทุจริตอิจฉา

เที่ยวปลอมรสรักเทวา ในสวรรค์ชั้นฟ้าทุกวิมาน

ฝูงเทพทั้งหลายร้อนรน นิมนต์กูอวตารมาสังหาร

ทั้งพวกอสุราสามานย์ จะผลาญเสียให้ม้วยบรรลัย”

จะเห็นได้ว่าในสถานการณ์แตกต่างกัน ท้าวกรุงพาณตัวละครตัวเดียวกันนั้นมีพฤติกรรมต่างกันสุดขั้ว เป็นพ่อที่รักและเมตตา ประพฤติตน ‘สุจริต’ ต่อลูกบุญธรรม และเป็นยักษ์บ้ากาม ‘ทุจริต’ ประพฤติโฉดชั่วต่อเทพธิดาทั้งหลาย

‘จริต’ หรือกิริยาอาการ หรือความประพฤติ จึงเป็นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ตามสถานการณ์

ความหมายดีก็มีมาก ความหมายไม่ดีก็มีไม่น้อย

ความหมายจะเป็นด้านบวกหรือลบสังเกตได้จากข้อความแวดล้อม

คำว่า ‘จริตกิริยา’ ใช้ได้ทั้งชายหญิง ความหมายของคำนี้ก็แค่ ‘กิริยาอาการ’ ที่ไม่ได้บอกว่าดีหรือร้าย แต่ทันทีที่คำนี้เข้าไปอยู่ในข้อความแวดล้อม ความหมายของคำก็จะเด่นชัด

บทละครนอกเรื่อง “สังข์ทอง” เมื่อพ่อบังเกิดเกล้าพบลูกชายครั้งแรก ท่าทีของท้าวยศวิมลเป็นดังที่รัชกาลที่ 2 ทรงบรรยายว่า

“๏ เมื่อนั้น ท้าวยศวิมลเป็นใหญ่

ผาดเห็นลูกยาเข้ามาใน ท้าวไทพิศเพ่งเล็งแล

ทรวดทรงส่งศรีนรลักษณ์ พิศพักตร์ผ่องช่วงดังดวงแข

แก้มเนตรเกศกรรณผันแปร ดูละม้ายคล้ายแม่ที่ขับไป

ทั้งจริตกิริยามารยาท เชื้อชาติผู้ดีไม่มีไพร่”

คำว่า ‘จริตกิริยา’ ในที่นี้เมื่อประกอบกับคำว่า ‘มารยาท’ และข้อความอื่นๆ ในตัวอย่างข้างต้นที่มีความหมายดีและเป็นมงคล จึงมีความหมายดีงามตามไปด้วย

ท้าวยศวิมลทรงมองว่ากิริยาอาการของเด็กน้อยงามต้องตา บ่งบอกว่ามีเชื้อสายดี ได้รับการอบรมมาอย่างดี

กรณีของสาวเมืองรมจักรที่มองศรีสุวรรณพราหมณ์หนุ่มน้อยไม่วางตาก็เช่นกัน นิทานคำกลอนเรื่อง “พระอภัยมณี” เล่าว่า

“พวกสาวแก่แลเห็นเจ้าพราหมณ์น้อย ดูแช่มช้อยน่าชมทั้งคมสัน

งามจริตกิริยาสารพัน ต่างชิงกันร้องเรียกออกเพรียกไป”

ความที่พราหมณ์หนุ่มผู้นี้ ‘งามจริตกิริยาสารพัน’ อีกทั้งรูปร่างหน้าตาดี หญิงวัยเลยสาวทั้งหลายก็เลยแย่งกันกรี๊ดกร๊าดเรียกขานเป็นการใหญ่ คำว่า ‘จริตกิริยา’ ที่ใช้กับศรีสุวรรณจึงมีความหมายดีเช่นเดียวกับที่ใช้กับ ‘พระสังข์’ ก่อนหน้านี้

มาถึง ‘จริตกิริยา’ ที่แสดงอารมณ์ด้านลบของตัวละครหญิงบ้าง อากัปกิริยาของพระมเหสีศรีสุดาที่มีต่อนางอุษาล้วนอยู่ในสายตาของพระสวามี ดังที่บทละครในเรื่อง “อุณรุท” บรรยายว่า

“๏ มาเอยมาถึง นางจึ่งบังคมประนมไหว้

เห็นองค์อุษาทรามวัย เฟี้ยมเฝ้าอยู่ใกล้พระจักรา

ให้เคืองนัยน์เนตรเป็นพ้นนัก นงลักษณ์แลดูนางอุษา

แล้วชม้ายชายดูพระผ่านฟ้า นางค้อนไปมาด้วยเคืองใจ

เมื่อพระอุณรุทเห็นท่าทีหมางเมินยืนอยู่กับที่ ไม่ยอมขึ้นมานั่งเคียงพระองค์เช่นเคย ก็รู้ว่านางศรีสุดากำลังหึงนางอุษาทั้งยังขุ่นเคืองพระองค์ที่พาผู้หญิงคนใหม่มา คำว่า ‘จริตกิริยา’ ในที่นี้เป็นของนางศรีสุดาที่พระอุณรุทรู้สึกได้ จึงทรงแก้ไขสถานการณ์ เอ่ยคำหวานหูเต็มไปด้วยการยกย่องให้เกียรตินางศรีสุดา

“๏ เมื่อนั้น พระอุณรุทรัศมีศรีใส

เห็นนางศรีสุดาทรามวัย ก็แจ้งในจริตกิริยา

จึ่งมีมธุรสปราศรัย เจ้าดวงใจผู้ยอดเสน่หา

หยุดอยู่นั่นไยวนิดา เชิญมายังแท่นพรรณราย”

พระอุณรุทใช้ข้อความว่า ‘เจ้าดวงใจผู้ยอดเสน่หา’ เท่ากับบอกให้รู้ว่านางศรีสุดาคือคนสำคัญยิ่ง เป็นหญิงที่พระองค์รักที่สุด อย่ายืนเฉยอยู่เลย มานั่งที่นี่ด้วยกันเถิด อย่างไรก็ดี การใช้ ‘น้ำเย็นเข้าลูบ’ ในสถานการณ์นี้ น้ำเย็นเพียงน้อยนิดไม่อาจดับพิษรักแรงหึงได้ ไม่มีใครยอมใคร เกิดการเหน็บแนมกันเจ็บๆ แสบๆ จนเรื่องลุกลามใหญ่โต คนกลางจึงใช้วิธีโมโหใส่ทั้งสองสาว ตัดบทให้เรื่องจบๆ ไป

“อนิจจาควรเป็นฉันนี้ได้ เหตุใดจึ่งไม่เอ็นดูพี่

มาผิดหมองพ้องกันฉันนี้ ให้เป็นที่ติฉินนินทา

ชอบสองจะผดุงบำรุงสวาดิ ร่วมชีวาตม์กันไปวันหน้า

ธรรมดาจารีตกษัตรา สองอัครชายาก็ย่อมมี

เหตุใดหวนหักไม่รักหน้า แกล้งให้ภัสดาหมองศรี

จะเกรงใจบ้างก็ไม่มี เห็นดีแล้วฤๅนางกัลยา”

พระสวามีมาแรงแซงโค้ง สองสาวเบรกตัวโก่งแทบไม่ทัน ดีกันในที่สุด



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

E-DUANG | มติ เบี้ยเด็ก แรกเกิด 600 วัดใจ รัฐบาล “ภูมิใจไทย”
ส่องอนาคต ‘พรรคชัชชาติ’ เส้นทาง ‘การเมืองระดับชาติ’ ของผู้ว่าฯ กทม.?
ผู้ช่วย สส. อาจารย์เชน มองประเด็นค่าตอบแทนผู้ช่วย สส.มีเหรียญ2ด้าน อยากให้มองที่ข้อมูล ยกตัวอย่างโมเดลสิงคโปร์
ชีวิตที่มีเซ็กซ์ได้แค่เพียงครั้งเดียว
คุณเลือกได้ว่าจะทุกข์หรือไม่
สนามมวยราชดำเนิน
คันเบ ยอดกุนซือ | คนที่สามารถจะครองแผ่นดินได้ ก็ต้องเป็นผู้ครองแผ่นดิน
อีกซีกหนึ่งของทีซีซี
สุริยะปราชญ์ ทฤษฎีสีเลือด เล่ม 1 โลกเป็นศูนย์กลาง
เรื่องของ ‘เหี้ย’ ที่ไม่เหี้ย (1)
ประวัติย่อ ‘อุณหพลศาสตร์’ (2) กฎข้อที่ 1 ของอุณหพลศาสตร์
ประชาชนเกี่ยวข้าว เดือนอ้าย