พระร่วงนั่งหลังตัน พระร่วงนั่งหลังลิ่ม จาก 2 กรุดังภาคเหนือ
โฟกัสพระเครื่อง | โคมคำ
วัดเขาพนมเพลิง จ.สุโขทัย เป็นกรุพระใหญ่กรุหนึ่งของ จ.สุโขทัย เนื่องจากได้พบพระเครื่องเป็นจำนวนมาก และมีพระเครื่องที่มีชื่อเสียงหลายพิมพ์ บางพิมพ์หายากมากในปัจจุบัน พระที่พบส่วนใหญ่จะเป็นพระเนื้อชินเงิน มีปรอทจับผิวเป็นส่วนใหญ่
กรุแห่งนี้ถูกกลุ่มคนเข้าไปลักลอบขุดในปี พ.ศ.2507 เนื่องจากในสมัยนั้นยังคงเป็นป่าต้นไม้ขึ้นปกคลุมและอยู่ห่างไกลสายตาผู้คน
องค์พระเจดีย์ยังสมบูรณ์ไม่เคยถูกเจาะมาก่อน คนกลุ่มดังกล่าววางแผนไว้เป็นอย่างดี
เมื่อได้เวลาตามนัดหมายก็เข้าไปขุดในเวลากลางคืน เจาะผนังเจดีย์ตรงที่มีรอยชำรุดอยู่ก่อนหน้า และเข้าไปจนถึงห้องกรุบรรจุพระ พบพระเครื่องจำนวนมากมาย ส่วนใหญ่เป็นพระเนื้อชิน มีเนื้อดินเผาบ้างเล็กน้อย
ทุกคนตกตะลึงกับจำนวนพระเครื่องที่มีมากมาย
เนื่องจากยังไม่เคยถูกขุดก่อนหน้าเลย พบพระพุทธรูปอยู่ประมาณหนึ่งร้อยองค์ และพระเครื่องพิมพ์ต่างๆ เป็นร้อยพิมพ์ เช่น พระพิมพ์ตะกวน พระศาสดา พระพุทธชินสีห์ พระร่วงนั่งหลังตัน พระลีลาบัวสองชั้น พระร่วงเปิดโลกทิ้งดิ่ง พระเชตุพน พระซุ้มเรือนแก้ว พระเชตุพนบัวสองชั้น พระพิจิตรข้างเม็ด เป็นต้น
นอกจากนี้ มีพระแผงผสมอยู่บ้าง พระส่วนใหญ่เป็นพระเนื้อชินเงิน ผิวปรอทขาว อาจจะเป็นเพราะบรรจุอยู่ในเจดีย์ที่สร้างไว้ยอดเขา จึงไม่ถูกความชื้นมากนัก ผิวของพระจึงยังคงความสมบูรณ์ เป็นคราบปรอทจับขาวเกือบทั้งองค์
พอตอนเช้าพระทั้งหมดก็ถูกลำเลียงลงมา และเข้าสู่ตลาดพระเครื่องในกรุงเทพฯ ราวต้นปี พ.ศ.2508 ซึ่งช่วงนั้นสนามพระอยู่ในบริเวณวัดมหาธาตุฯ กรุงเทพฯ จำนวนพระเครื่องน่าจะเป็นจำนวนหลายหมื่นองค์ แพร่หลายไปทั่วเกือบทุกแผงจะมีพระเครื่องของกรุเขาพนมเพลิง สนนราคาในสมัยนั้นยังไม่สูง เนื่องจากมีปริมาณมาก
ต่อมาพระเริ่มค่อยๆ หายไปจากสนามพระ เริ่มมีราคาสูงขึ้นตามลำดับ โดยเฉพาะพิมพ์ที่มีจำนวนน้อยก็แพงขึ้นมาก

พระร่วงนั่งหลังตัน เป็นพระพิมพ์หนึ่งที่ขึ้นมาจากกรุวัดเขาพนมเพลิง พุทธลักษณะคล้ายกับพระร่วงนั่งหลังลิ่มของกรุวัดช้างล้อมสุโขทัย เพียงแต่ด้านหลังไม่ปรากฏร่องอย่างของกรุวัดช้างล้อม พระร่วงนั่งของกรุวัดเขาพนมเพลิง จะเป็นแบบหลังเรียบ
จึงนิยมเรียกกันว่า “พระร่วงนั่งหลังตัน” เมื่อเห็นพระร่วงนั่งแบบพระร่วงนั่งหลังลิ่ม แต่มีหลังเรียบ สามารถแยกกันออกว่าพระแบบนี้มาจากกรุวัดเขาพนมเพลิง
ปัจจุบันเป็นพระที่หายาก เนื่องจากจำนวนพระที่ขึ้นจากกรุมีไม่มากนัก สนนราคาในปัจจุบันสูงพอสมควร

ทีนี้ มากล่าวถึง “พระร่วงนั่งหลังลิ่ม” กันบ้าง ในสมัยก่อนมีความนิยมกันมาก
พระร่วงนั่งหลังลิ่ม พบครั้งแรกที่กรุวัดช้างล้อม จ.สุโขทัย เป็นเจดีย์ทรงระฆังคว่ำแบบลังกา ซึ่งมีขนาดใหญ่ ฐานเป็นสี่เหลี่ยม ประดับฐานเจดีย์ด้วยรูปช้างโผล่มาครึ่งตัวรอบฐานขององค์พระเจดีย์ เจดีย์ลักษณะนี้ยังพบในสถานที่อื่นอีก เช่น ที่เมืองเก่ากำแพงเพชร แต่ตั้งชื่อเรียกต่างกัน เจดีย์ลักษณะนี้ใน จ.สุโขทัย เรียกตามรูปช้างที่รายรอบอยู่ที่ฐานว่า “วัดช้างล้อม”
ส่วนที่กำแพงเพชรที่มีพระเจดีย์ลักษณะแบบเดียวกันเรียกว่า “วัดช้างรอบ” สันนิษฐานว่าตัวองค์พระเจดีย์วัดช้างล้อมสร้างไว้ตั้งแต่ปี พ.ศ.1829 สมัยกรุงสุโขทัยเป็นราชธานี
พระร่วงนั่งหลังลิ่มนี้บรรจุไว้ในกรุองค์พระเจดีย์วัดช้างล้อม ตั้งแต่ในปี พ.ศ.2480 ซึ่งภายในกรุก็ได้พบพระพุทธรูปและพระเครื่องอื่นๆ อีกมากมาย แต่พระที่มีชื่อเสียงของกรุนี้ก็คือพระร่วงนั่งหลังลิ่ม
ที่เรียกกันต่อท้ายชื่อพระร่วงนั่งว่า “หลังลิ่ม” ก็เนื่องจากที่ด้านหลังขององค์พระนั้นปรากฏว่ามีลักษณะเป็นร่องรางคล้ายๆ กับลิ่มสกัด เข้าใจว่าเป็นแบบประกับหลังของแม่พิมพ์สำหรับการเทหล่อโลหะจึงได้ชื่อเรียกกันต่อๆ มาว่า “พระร่วงนั่งหลังลิ่ม” พระที่พบจะเป็นเนื้อชินเงินทั้งหมด หลังจากนั้นในปี พ.ศ.2495 ก็ยังขุดพบพระร่วงนั่งหลังลิ่มอีกครั้งหนึ่งในกรุนี้ และเป็นการพบพระร่วงนั่งหลังลิ่มที่กรุนี้เป็นกรุแรก
ต่อมาในปี พ.ศ.2500 มีการพบพระร่วงนั่งหลังลิ่มที่กรุแก่งสาระจิตอีกครั้ง
พระที่พบที่กรุแก่งสาระจิต จะมีผิวปรอทขาวจับอยู่บริเวณผิวพระ ส่วนพระที่พบของกรุวัดช้างล้อม จะมีผิวออกดำคล้ำกว่า
และในปี พ.ศ.2507 พบพระร่วงนั่งลักษณะคล้ายกันที่กรุวัดเขาพนมเพลิง แต่ขนาดของพระจะเล็กกว่าของกรุวัดช้างล้อมกับกรุแก่งสาระจิต และที่ด้านหลังพระของกรุวัดเขาพนมเพลิง จะพบเป็นแบบหลังตันทั้งสิ้น
พระร่วงนั่งหลังลิ่มที่พบทุกกรุ เป็นพระเนื้อชินเงินทั้งหมด เป็นพระพุทธรูปประทับนั่งปางมารวิชัย บนอาสนะฐานเขียงสองชั้น องค์พระจะสูงชะลูดเข่าแคบ มีเส้นสังฆาฏิสั้นอยู่เหนือราวนม พระพักตร์ปรากฏรายละเอียดของหน้าตาคิ้วคางชัดเจน มีขอบไรพระศก และที่สะโพกจะเห็นเส้นขอบสบงชัดเจน ซึ่งเป็นศิลปะแบบอู่ทอง พระร่วงนั่งหลังลิ่มกรุวัดช้างล้อมที่ใต้ฐานจะเห็นรอยตัดชนวนที่ใต้ฐาน 3 จุด คือ ที่ใต้หัวเข่าทั้งสองข้าง และที่ตรงบริเวณตรงกลางหน้าตักอีกหนึ่งจุด
ส่วนที่ด้านหลังจะปรากฏร่องจากด้านล่างขึ้นไปลักษณะคล้ายลิ่ม จึงเป็นที่มาของชื่อเรียกต่อท้าย และที่ด้านหลังจะปรากฏว่ามีเส้นเสี้ยนอยู่ตลอดของด้านหลัง ลักษณะที่ปรากฏที่ด้านหลัง ถือเป็นเอกลักษณ์ของพระร่วงนั่งหลังลิ่ม
พระร่วงนั่งหลังลิ่มได้รับความนิยมมาแต่โบราณ มีชื่อเสียงในทางด้านแคล้วคลาดจากภยันตราย
ปัจจุบันหาพบแท้ยากเช่นกัน
