bg-single

ดร.ฐนพงศ์ ลือขจรชัย มองชาตินิยม ปมหลอน อินฟลูฯ ศัตรูร่วม ‘จะแรงไปไหมถ้าผมพูดว่า………’

29.10.2025

รายงานพิเศษ | พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร

ดร.ฐนพงศ์ ลือขจรชัย

มองชาตินิยม ปมหลอน อินฟลูฯ ศัตรูร่วม

‘จะแรงไปไหมถ้าผมพูดว่า………’

ไปไกลชนิดกู่แทบไม่กลับมากขึ้นทุกที สำหรับสถานการณ์ไทย-กัมพูชา

ไม่ใช่แค่ข้อพิพาทชายแดน แต่หมายรวมถึงบรรยากาศที่ความรุนแรงโชยกลิ่นชวนหลอนทั้งในโลกออนไลน์ที่น่าหวาดหวั่นจะขยายวงสู่ออนกราวด์

ประจักษ์ชัดจากกรณี อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา และอดีตกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ถูกคุกคามขู่ฆ่า หลังออกมาสะกิดปมเสียงหลอน ซาวด์ผี ที่อินฟลูฯ ชื่อดังเปิดกระหึ่มบ้านหนองจานและบ้านหนองหญ้าแก้ว จังหวัดสระแก้ว

ขณะที่สื่อมวลชนซึ่งควร ‘ดึงสติ’ สังคมไทย กลับมีช่องดังฉายข้อความฉากหลัง ‘อังคณาแม่พระเขมร’ จนถูกตั้งคำถามถึงจรรยาบรรณ ยังไม่นับดีเทลปลีกย่อยรายวันในหลากช่อง หลายรายการ ที่นักวิชาการรุ่นใหม่อย่าง ดร.ฐนพงศ์ ลือขจรชัย ออกปากเสนอในเชิงอุดมคติว่า

“สื่อต้องเลิกเล่นข่าวไปสักเดือนหนึ่ง เหตุผลที่มันยุติไม่ได้เพราะสื่อยังไม่หยุด อันนี้ผมกล้าพูดเลย”

จัดวาทะแบบไม่หวั่นทัวร์ แม้สวนสวยหน้าบ้านไม่ได้มีลานจอดรถกว้างขวาง ทั้งยังวิพากษ์รัวอีกหลายดอก

“มันคงเป็นความรู้สึกลึกๆ ว่าฉันกำลังอยู่บนเรือลำหนึ่งที่ทุกคนกำลังมีศัตรูร่วมกัน ฉันก็ต้องแสดงออกว่าฉันไม่ชอบเหมือนเธอ แต่ในฐานะสื่อมวลชน ผมไม่แน่ใจว่ามันเป็นเพราะคนทุกคนต้องการดูสิ่งนี้ เขาเลยแอ๊กติ้งสิ่งนี้เพื่อคนดูแค่ไหน ล่าสุดผมนั่งดูพิธีกรโทรทัศน์บรรยายว่าใครโพสต์ถึงใคร แล้วทุกคนก็นั่งด่า มันตอบโจทย์ของธุรกิจในเชิงการดึงดูดความสนใจหรือเปล่า”

ดร.ฐนพงศ์ ลือขจรชัย

ในฐานะผู้เขียนหนังสือ ‘ปลดแอกชาติ จากศักดินา-(ราชา) ชาตินิยม’ และ ‘เสียดินแดนมลายู : ประวัติศาสตร์ชาติฉบับ Plot Twist’ นับว่ามีศักดิ์และสิทธิ์ รวมถึงเครดิตในการวิเคราะห์สถานการณ์นี้อย่างตรงไปตรงมา

ยังไม่นับผลงานล่าสุด กับบทบาทผู้แปล Thailand : History, Politics and the Rule of Law โดย James Wise เป็นเวอร์ชั่นภาษาไทย ‘ประวัติศาสตร์ การเมือง และหลักนิติธรรมแบบไทยๆ’ ของสำนักพิมพ์มติชน

“สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นตอนนี้ มันเหมือน 2475 ในความหมายว่าคุณกำลังสร้างชาตินิยมอีกแบบ เป็นชาตินิยมที่รักแผ่นดิน ทวงคืนดินแดน นี่เหมือนจะเป็นครั้งแรกๆ ที่เกิดชาตินิยมแบบประชาชน มันคือชาตินิยมแบบจอมพล ป. ที่เรียกร้องพระตระบอง เสียมราฐคืน”

คือมุมมองจากบัณฑิตนิติศาสตร์ มหาบัณฑิตและดุษฎีบัณฑิตประวัติศาสตร์ที่เปรียบเทียบ ‘ซาวด์หลอน เสียงผี’ กับ ‘ชาตินิยม’ ด้วยว่า

“ซาวด์ผีกับชาตินิยม เหมือนกัน คือมันทำให้เรามองอีกฝ่ายหนึ่งไม่ใช่คน อันนี้คือจุดที่น่ากลัว เหมือน 6 ตุลาที่มองนักศึกษาเป็นคอมมิวนิสต์ และคอมมิวนิสต์ไม่ใช่คน”

บรรทัดจากนี้ คือคำตอบทั้งในเชิงวิชาการ และความเป็นมนุษย์ ที่ต้องหยุดฟัง ไม่ว่าจะเห็นด้วยหรือไม่

: สถานการณ์กัมพูชา-ไทยที่ ‘ไปไกล’ มาก ความน่ากลัวที่สุด ความอันตรายที่สุดคือจุดไหน ?

ถ้ามันไดรฟ์ไปสู่การรบเต็มรูปแบบ อันนั้นน่ากลัวที่สุด เพราะในทางหนึ่ง กระทรวงการต่างประเทศหรือฝ่ายวิชาการก็พยายามยืนยันว่าเราจะต้องใช้กรอบในการคุย แต่ทิศทางต่างๆ นานาของสังคมไม่ว่าจะเป็นข้อเสนอการยกเลิกเอ็มโอยู ไม่ว่าการที่คุณอังคณามาเตือนแล้วทัวร์ลง มันมีแนวโน้มที่คนต้องการไดรฟ์ไปสู่การที่ฉันจะไม่คุย ฉันอยากจะตื้บกัน

: ก่อนหน้านี้อาจมีคนหวังว่าจีนจะเป็นพี่ใหญ่ในการแอ๊กชั่นกำราบกัมพูชา แต่ล่าสุดเกาหลีใต้โชว์ฟอร์มใหญ่ปราบสแกมเมอร์ งานนี้โอปป้าจะขี่ม้าขาวมาช่วยชาวอุษาคเนย์ ?

เวลาเราพูดถึงเวทีระหว่างประเทศ มันคือการแสดงท่าที ทีนี้เกาหลีใต้เขาเข้ามาด้วยเรื่องสแกมเมอร์แต่บังเอิญจังหวะมันพอดีกับที่ไทยกำลังตีกับกัมพูชาพอดี จริงๆ แล้วเขาไม่ได้ต้องการแสดงท่าทีเกี่ยวกับปัญหาชายแดนไทย แต่เราก็มีจังหวะรุม

โอปป้าไม่ได้มาช่วยเรา แต่สิ่งที่มันจะเกิดขึ้นในเวทีนานาชาติแล้วไทยจะได้ประโยชน์คือการดิสเครดิตกัมพูชาซึ่งจริงๆ เป็นนโยบายหลักที่ไทยใช้มาตลอด คือเล่นบทพระเอกโดนรังแก ดังนั้นการเปิดเสียงหลอน หรือประเด็นที่คนเถียงกันทั้งหมด มันไม่ได้เป็นเรื่องที่ถูกหรือผิดขนาดนั้น มันมีความเทาอยู่ แต่ประเด็นคือรูปคดี รูปความของไทยเล่นบทว่าเราโดนรังแก กัมพูชาต่างหากที่เป็นคนยั่วยุ เราอดทน อดกลั้นแล้ว เพื่อบีบให้อเมริกา และพี่ใหญ่จีนไปปรามกัมพูชา

แต่ถ้าเราจะเริ่มเล่นบทไม่โดนรังแกแล้ว มันจะทำให้ท่าทีของกระทรวงการต่างประเทศ รัฐบาล ท่าทีของภาคประชาชนไทย เริ่มสวนทาง แล้วพอไปคุยในเวทีนานาชาติ เราจะบอกเขาว่าอะไร ก่อนหน้านี้บอกว่าโดนแกล้ง แต่ตอนนี้คุณกล้าพูดประโยคเดิมอีกแค่ไหน

: คำตอบจริงๆ แบบไม่หลอกตัวเอง โลกเชื่อใครระหว่างไทยกับกัมพูชา ?

ภาพลักษณ์ของไทยในเวทีโลกค่อนข้างดี แต่การเชื่อก็ส่วนหนึ่ง ขณะที่การแทรกแซงมันคนละเรื่องเลย ประเด็นคือมันซับซ้อน สมมุติอเมริกากับจีนเชื่อไทย แล้วสนับสนุนไทยแปลว่าอะไร แปลว่ากำลังเข้ามาแทรกแซงปัญหาทวิภาคี นี่ข้อที่ 1 ส่วนข้อที่ 2 นโยบายของไทยก็ชัดเจนมาตลอดว่า ฉันต้องการแก้ปัญหานี้ด้วยทวิภาคี หมายถึงว่า ฉันจะคุยกับกัมพูชาเอง ฉันไม่ได้ต้องการให้ใครเข้ามาแทรกแซง

ผมพูดในฐานะที่ไม่รู้ว่าลึกๆ แล้วกระทรวงการต่างประเทศตอนนี้ต้องการเล่นกับกัมพูชาเอง 1 ต่อ 1 หรือไม่ แต่ถ้าดูจากอดีต มันมีแนวโน้มมากว่าเราต้องการจะคุยกับกัมพูชาแบบ 1 ต่อ 1 เราไม่อยากดึงคนอื่นเข้ามายุ่ง ตรงกันข้ามกับกัมพูชาที่พยายามดึงต่างชาติเข้ามาร่วมเพราะถ้า 1 ต่อ 1 แล้วประเทศไทยใหญ่กว่ากัมพูชาเยอะในหลายๆ ความหมาย

: ทำไมคนไทยเชื่อ ‘อินฟลูฯ’ เหลือเกิน ชวนให้นึกถึงสิ่งที่ เจมส์ ไวส์ อดีตทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย ที่บอกบนเวทีเสวนาในมหกรรมหนังสือฯ ว่า เวลามีปัญหา คนไทยไม่ถามว่า แก้ยังไง แต่ถามว่าใครจะเป็นคนแก้ ?

มันโยงกันนิดหน่อย แต่ถ้าจะลงให้ลึกไปกว่านั้นสำหรับกรณีกัมพูชาและอินฟลูฯ คือประเทศไทยกำลังอยู่ในวิกฤตหนึ่ง สิ่งที่ทุกคนตกใจกันมากๆ ตอนปัญหากัมพูชาเริ่มต้น คือ มีเจน Z หรือคนรุ่นใหม่สนับสนุนมากจนคนแปลกใจ สิ่งที่ผมนั่งคิดมาตลอดก็คือการที่บอกว่าฉันคือใคร ทางหนึ่งมันคือการบอกว่าใครคือศัตรูของเรา แล้วปัญหากัมพูชามันดันตอบโจทย์พอดีว่านี่คือศัตรูของเรา

ถามว่าทำไมอินฟลูฯ มีอิทธิพลมาก อินฟลูฯ คือคนที่พยายามบอกว่าฉันคือใคร ถ้าฉันสนับสนุน คุณกัน จอมพลัง แสดงว่าฉันรักชาติ พูดง่ายๆ ว่าการสนับสนุนอินฟลูฯ พวกนี้ มันเหมือนกับการใส่แบรนดิ้งตัวเอง เพื่อบอกว่าฉันเป็นใคร ถ้าสมมุติฉันบอกว่าฉันรักชาติ ฉันเกลียดกัมพูชา สิ่งที่ฉันทำคือการสนับสนุน คุณกัน จอมพลัง

: วาทะ ‘ไม่ยอมเสียแม้แต่ตารางนิ้วเดียว’ ฮิตมาก เท่มาก ฟังแล้วใจฮึกเหิม ในฐานะผู้เขียน ‘เสียดินแดนมลายู : ประวัติศาสตร์ชาติฉบับ Plot Twist มองอย่างไร ?

เวลาเราพูดว่า ไม่ยอมเสียแม้แต่ตารางนิ้วเดียว มันไม่ใช่ตารางนิ้วบนที่ดิน มันเป็นตารางนิ้วในจิตใจ มีใครรู้ไหมว่าตารางนิ้วเดียว มันเสียตรงไหน คุณนึกภาพออกไหม แม้แต่ช่องบก ปราสาทตาควาย ทหารยืนประจำอยู่ทั้งสองฝ่าย ยังไม่มีใครอยากไปเลย จ้างให้คุณไปอยู่ตรงนั้นก็ไม่ไป ดังนั้นประเด็นคือตารางนิ้วในใจที่รู้สึกว่าชาติของฉันเสียมาเยอะแล้ว ฉันจะไม่ยอมเสียอีกแม้แต่ตารางนิ้วเดียว

: ชาตินิยมไทยที่รีเทิร์นอย่างยิ่งใหญ่สัมพันธ์กับโลกที่เลี้ยวขวาหรือไม่ ? ไม่ว่าจะเป็นทรัมป์ หรือแม้กระทั่งนายกฯ ญี่ปุ่นคนใหม่ ก็มาสไตล์อนุรักษนิยม ?

สัมพันธ์ไหม สัมพันธ์ แต่ไม่ได้เป็นเหตุและผลต่อกันและกัน สำหรับผม คือถ้ามันกำลังเกิดวิกฤตเศรษฐกิจที่ทุกประเทศพร้อมใจกันยากจนลง ทุกคนสิ่งที่คนจะทำ ไม่ใช่แค่ไทย คือพยายามหาว่ามันเกิดอะไรขึ้น ใครเป็นคนทำให้แย่ลง ซึ่งอย่างแรกก็คือการชี้นิ้วไปที่ต่างชาติก่อนเลย

ทรัมป์ชี้นิ้วไปที่คนเอเชีย คนที่อพยพเข้ามา ไทยก็ทำแบบนั้นอยู่ เราก็ชี้นิ้วไปที่คนอื่น อย่างเคสญี่ปุ่นที่นักท่องเที่ยวเข้ามาเยอะจนเขารู้สึกว่าวัฒนธรรมโดนกระทบอย่างรุนแรง ดังนั้นสิ่งแรกที่เขาชี้นิ้วกลับไปก็คือพวกคนต่างชาติที่กำลังทำให้อัตลักษณ์เดิมๆ ของเขาเสียไป แต่ในทางหนึ่ง ผมว่ามันคือการต่อสู้กันอย่างรุนแรงระหว่างอัตลักษณ์ชาติกับอัตลักษณ์แบบ Global Citizen (พลเมืองโลก) มากกว่า

: เอ็มโอยู 43-44 ควรทำประชามติหรือไม่ บ้างก็ว่าซับซ้อนเกินถามความเห็นประชาชนที่อาจไม่รู้ผลดีผลเสียจริงๆ อิงแต่อีโมชั่น บ้างก็ว่า คนไทยควรมีส่วนร่วมตัดสินใจ ?

ไม่ควรทำประชามติ การทำประชามติคือการปัดความรับผิดชอบ เลยโยนให้ประชาชน เหมือนข้าราชการเวลาไม่อยากรับผิดชอบก็ตั้งคณะกรรมการขึ้นมา สิ่งที่มันจะเกิดขึ้น คล้ายกรณีเบร็กซิต (Brexit- การถอนตัวออกจากสหภาพยุโรปของสหราชอาณาจักร) หลายคนที่โหวตเพื่อแสดงอารมณ์ว่าฉันไม่พอใจ ยังช็อกเลยว่าออกจริงเหรอ เพราะฉะนั้น ประเด็นที่ 1 เอ็มโอยู 43 มันมีความซับซ้อน แต่แกนหลักคือมีกรอบให้เจรจา การไม่ยกเลิก มันยังเป็นเครื่องผูกไทยกับกัมพูชาว่าเราต้องกลับมาคุย แต่การยกเลิกมันคือการทิ้งกรอบนี้ แล้วกลับไปศูนย์ใหม่ กลับไปเริ่มเหมือนยุคเขมรแดง ซึ่งถ้าให้ประชาชนโหวต ซึ่งเมื่อดูจากอารมณ์ตอนนี้ มีแนวโน้มว่าจะหลุดด้วย

: มีข้อเสนอต่อรัฐบาลในการยุติศึก 2 ชาติ แบบ ‘ควิกวิน’ และยุทธศาสตร์ระยะยาวไหม ?

ไม่ใช่ข้อเสนอต่อรัฐบาล แต่ผมพูดในเชิงอุดมคติเลยว่า ทำอย่างไรให้เรื่องมันยุติ คือสื่อต้องเลิกเล่นข่าวไปสักเดือนหนึ่ง เหตุผลที่มันยุติไม่ได้เพราะสื่อยังไม่หยุด อันนี้ผมกล้าพูดเลย

จะแรงไปไหมถ้าผมพูดว่า สื่อทีวีทุกวันนี้เป็นแทบลอย์ อยู่ได้ด้วยการสร้างอีโมชั่นของคน มันไม่ได้อยู่ได้ด้วยข้อเท็จจริง ถามว่าถ้าสื่อรายงานข้อเท็จจริงจะช่วยได้ไหม ช่วยได้ แต่มันไม่ใช่สิ่งที่คนดูเยอะ และสื่อจะพร้อมใจกันพูดไหม เช่น ถ้าทุกช่องหันมาพูดแนวนี้กันหมดมันช่วยได้ แต่ผมก็ยังไม่อยากตั้งความหวัง

ผมชื่นชมในความกล้าสวนกระแสของคุณอังคณา ทั้งๆ ที่ไม่ได้แรงอะไรด้วยนะ ยังเจอเอฟเฟกต์แรงถึงขั้นขู่ฆ่าเหมือนลมมันกำลังมา สิ่งที่ทุกคนทำคือกางใบเรือเต็มที่แล้วปล่อยให้มันเถลไถลไปเลย รัฐบาลก็รู้แต่ไม่กล้าเบรก

มันมีผลต่อการเลือกตั้ง ถ้าพรุ่งนี้คุณอนุทินเกิดสิ่งดลใจ บอกว่าสงครามไม่เอา เราจะคุยกับเขมร คงโดนประท้วง โดนออกจากสภา ตอนนี้ใครก็สวนกระแสไม่ได้ แล้วสิ่งที่ทำให้ลมมันแรงคือสื่อที่เล่นทุกช่องทุกวันไม่หยุด

*มันเลยไม่มีใครกล้าแทงสวน มันทำให้คนไม่กล้าเสนอทางออกอื่น*



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

เรื่องต้องรู้ของฟุตบอลโลก 2026 ศึกเวิลด์คัพฉบับ ‘มหึมา’
ฉบับประจำวันที่ 12-18 มิ.ย. 2569 ฉบับที่ 2391
E-DUANG | ปรากฎการณ์ แบงค์ ศุภณัฐ ต่อเนื่อง มายัง โจ เบอร์สิบ
กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี