Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน
Instagram : @sueching
Facebook.com/JitsupaChin
งานเขียนฝีมือ AI เกลื่อนอินเตอร์เน็ต
ใครใช้เวลาอยู่บนโซเชียลมีเดียเยอะๆ ช่วงนี้น่าจะเกิดอาการคล้ายๆ กับที่ฉันเป็นบ้างไม่มากก็น้อย ไม่ว่าจะอยู่บนแพลตฟอร์มไหนเป็นหลัก ตั้งแต่ Facebook ไปจนถึง TikTok
นั่นคืออาการเอียนคอนเทนต์ที่สร้างขึ้นโดย AI
ทุกวันนี้คอนเทนต์ที่ใช้ AI สร้างขึ้นมากลาดเกลื่อนทั่วอินเตอร์เน็ตปะปนไปกับคอนเทนต์ที่เกิดจากฝีมือการสร้างของมนุษย์ล้วนๆ และมีในทุกรูปแบบ ตั้งแต่โพสต์ที่มีแค่ตัวอักษร ภาพประกอบโพสต์ที่สร้างด้วย Gen AI ภาพที่ใช้ AI สร้างหรือช่วยตกแต่ง และวิดีโอที่ทำโดย AI ล้วนๆ แบบไม่มีอะไรเป็นของจริงเลยทั้งภาพและเสียง
เมื่อเลื่อนฟีดดูไปเรื่อยๆ ก็ยังเห็นว่านอกจากคอนเทนต์จะถูกทำขึ้นด้วย AI แล้ว แม้กระทั่งคอมเมนต์ต่างๆ ก็เป็นฝีมือการเขียนเรียบเรียงของ AI ทั้งสิ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งคอมเมนต์ภาษาอังกฤษที่คนใช้ AI ในการช่วยแปลให้
การเห็นคอนเทนต์ที่ AI สร้างเต็มฟีดแบบนี้เราไม่ได้คิดจินตนาการกันไปเอง แต่บริษัท Graphite ที่ทำธุรกิจ SEO เป็นคนยืนยันว่าทุกวันนี้กว่าครึ่งของบทความที่เราได้อ่านล้วนมาจากการใช้เครื่องมือ AI ในการช่วยสร้างและผลิตทั้งนั้น
ข้อมูลระบุว่าตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปี 2024 จนถึงมีนาคม 2025 บทความที่สร้างขึ้นโดย AI มีปริมาณมากกว่าบทความที่เขียนโดยมนุษย์อยู่เล็กน้อย
แต่ในเดือนมกราคม 2025 ก็พบว่าจำนวนของบทความที่ AI เขียนนั้นแซงหน้าบทความฝีมือมนุษย์ไปแล้วอยู่ที่ 55 เปอร์เซ็นต์
ปรากฏการณ์นี้เกิดขึ้นตั้งแต่ OpenAI เปิดตัว ChatGPT ในปี 2022 ทำให้จำนวนของบทความจากฝีมือ AI เพิ่มสูงขึ้นภายในเวลาอันรวดเร็ว ภายในเวลาแค่หนึ่งปีหลังจากการเปิดตัวก็พบว่ามีบทความที่ AI ทำขึ้นมาคิดเป็น 39 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนบทความที่ตีพิมพ์บนอินเตอร์เน็ตทั้งหมดแล้ว
ไม่น่าแปลกใจเลยถ้าที่ผ่านมาคุณผู้อ่านจะรู้สึกว่าโพสต์แต่ละโพสต์ที่ดูสำนวนภาษาคล้ายคลึงกันไปหมดจะยึดครองพื้นที่บนหน้าฟีดไปจนเราแทบไม่ได้ติดตามอัพเดตชีวิตของเพื่อนและครอบครัวเลย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง Facebook ที่ปรับเปลี่ยนนโยบายใหม่ ให้คอนเทนต์ครีเอเตอร์หาเงินได้จากการเขียนโพสต์อะไรก็ได้ที่ดึงดูดความสนใจของคนส่วนใหญ่ โดยไม่แคร์ไม่สนว่าเนื้อหานั้นๆ จะสร้างประโยชน์อะไรให้สังคมหรือไม่ หรือจะเป็นฝีมือของมนุษย์หรือ AI เขียน
เราจึงได้เห็นโพสต์บน Facebook ที่พยายามยั่วยุให้เกิดอารมณ์ที่รุนแรงเพื่อทำให้คนสนใจมากที่สุด ยิ่งยั่วยุได้ดีเท่าไร คนสนใจมากเท่าไร อัลกอริธึ่มของระบบก็จะยิ่งผลักดันให้คนเห็นเยอะขึ้นเท่านั้น เงินรายได้ก็สะพัดเข้าบัญชีคนทำโพสต์
ยิ่งมีเครื่องมือ AI ในการช่วยเขียนก็ยิ่งทำให้คนเหล่านั้นผลิตคอนเทนต์ออกมาได้ในปริมาณมากๆ ต่อวันแบบที่ตัวเองไม่ต้องเหนื่อยทำเองด้วยซ้ำ
อย่างไรก็ตาม Graphite บอกว่าแม้ปริมาณบทความที่เขียนโดย AI จะเพิ่มสูงขึ้นรวดเร็วแต่ก็ดูเหมือนกับว่าการเติบโตนั้นจะค่อนข้างคงที่ ไม่ได้ล่วงล้ำมากินสัดส่วนของบทความที่มนุษย์เขียนจนหมดเกลี้ยง
สาเหตุที่เป็นเช่นนั้นก็อาจจะมาจากการที่บทความที่ AI จัดทำขึ้นนั้นจะไม่ถูกรวมเข้ามาอยู่ในผลลัพธ์การค้นหาสักเท่าไร คาดว่าเสิร์ชเอนจิ้นเองก็ใช้ AI มาช่วยในการระบุว่าบทความไหนเป็น AI ทำ และจะไม่ดันขึ้นมาให้อยู่ในผลลัพธ์การค้นหา
ทำให้ใครก็ตามที่อยากให้คนเสิร์ชหาบทความตัวเองเจอก็จะไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากจะต้องเขียนด้วยสองมือของตัวเอง
ฉันเชื่อว่าทุกวันนี้เวลาเราอ่านบทความบนอินเตอร์เน็ต บางครั้งเราก็พอจะบอกได้ว่าบทความไหนเขียนขึ้นมาโดย AI อาจจะดูจากภาษาที่ใช้ การเรียบเรียงประเด็น การแบ่งเนื้อหาออกเป็นตอนๆ หรือบางทีเราอาจจะรู้ได้จาก ‘ฟีลลิ่ง’ ว่าอ่านแล้วไม่มีความเป็นมนุษย์อยู่ในนั้นมากเท่าที่ควร
เว็บไซต์ CNET เขียนถึงวิธีที่เราพอจะบอกได้ว่าอะไรเขียนขึ้นโดยใช้ AI หรือไม่ เช่น มีคีย์เวิร์ดที่ถูกเขียนถึงซ้ำไปซ้ำมา มีการกล่าวอ้างสิ่งที่ไม่ใช่ข้อมูลความจริง ประโยคอ่านแล้วไม่เป็นธรรมชาติ เขียนวนไปมาในอ่าง หรือสไตล์การเขียนแตกต่างออกไปจากเดิมที่เราเคยอ่านหากเรารู้สไตล์ของผู้เขียนคนนั้นอยู่แล้ว
สำหรับฉันรู้สึกว่าเวลาให้ AI เขียนอะไรให้ แม้มันจะพอตอบโจทย์อยู่บ้าง แต่รูปแบบการเขียนก็จะเป็นสไตล์ AI จ๋าๆ หากเป็นภาษาอังกฤษ มันก็จะชอบใช้สัญลักษณ์ต่างๆ ตรงนั้นตรงนี้เต็มไปหมดในแบบที่คนทั่วไปไม่ใช้ อย่างการใช้ em dash หรือ – ในทุกงานเขียน หรือการใส่บุลเล็ต พอยต์ เข้าไปเยอะๆ
ในตอนนี้ถึงแม้ว่าเราจะพอบอกได้ว่างานชิ้นไหน AI เขียน แต่ในอนาคตอีกไม่นานมันก็จะพัฒนาตัวเองจนเก่งขึ้นเรื่อยๆ และอาจจะไปถึงจุดที่แนบเนียนจนหลอกเราและหลอกซอฟต์แวร์ตรวจจับได้สบายๆ
สิ่งที่น่ากังวลก็คือเมื่อเครื่องมือ AI สามารถช่วยสร้างคอนเทนต์ได้แค่ปลายนิ้วคลิก โดยมีแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียให้ท้าย ในที่สุดจะส่งผลให้งานเขียนที่มาจากความคิดสร้างสรรค์จริงๆ ค่อยๆ หดหาย
คนที่ตั้งใจเขียนงานด้วยความคิดและประสบการณ์ของตัวเองก็อาจจะหมดกำลังใจเพราะรู้สึกว่าเขียนไปก็ไม่มีใครเห็น ถ้าอย่างนั้นใช้ AI สร้างงานขึ้นมา เน้นปริมาณเยอะๆ ไวรอลๆ แล้วกอบโกยเงินเข้ากระเป๋าดีกว่า
หากเป็นแบบนั้นก็จะน่าเสียดายที่เครื่องมือที่ทรงพลังขนาดนี้แทนที่จะได้ส่งเสริม แต่กลับลงเอยด้วยการกัดกร่อนความคิดสร้างสรรค์และแรงบันดาลใจของมนุษย์
