bg-single

การเมืองไทยภายใต้ระบอบสฤษดิ์ (5)

29.10.2025

ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

การเมืองไทยภายใต้ระบอบสฤษดิ์ (5)

อาทิตย์ที่แล้ว ผมทิ้งคำถามว่าแบบแผนที่ไทยใช้ในการสร้างระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมในสมัยพัฒนาของรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นั้นเป็นอย่างไร คำตอบที่ศาสตราจารย์สุเอฮิโร อาคิระ ให้ไว้ในหนังสือคลาสสิคเรื่องการสะสมทุนในไทยนั้น คือไม่ใช่ตามแบบแผนของทุนนิยมตะวันตกและญี่ปุ่น คือผ่านจากระยะทุนพ่อค้าเข้าสู่ทุนอุตสาหกรรมแล้วขยายสู่ทุนจักรวรรดินิยม แบบแผนนี้เห็นได้จากประวัติศาสตร์การเสื่อมสลายของระบอบฟิวดัล (ศักดินาฝรั่ง) เข้าสู่ระบอบทุนนิยมที่เป็นอุตสาหกรรมในที่สุด เงื่อนไขสำคัญของกระบวนการนี้คือผ่านระยะที่มาร์กซ์เรียกว่า “การสะสมขั้นปฐมภูมิของทุน” (primitive or original accumulation of capital)

“สิ่งที่เรียกว่าการสะสมปฐมกาล ดังนั้น จึงไม่ใช่อะไรอื่นมากกว่ากระบวนการทางประวัติศาสตร์ของการแยกผู้ผลิตออกจากปัจจัยของการผลิต มันปรากฏอย่างที่เป็นปฐมกาล เพราะว่ามันก่อรูปในลำดับขั้นก่อนประวัติศาสตร์ (pre-historic) ของทุนและของวิถีการผลิตที่สอดคล้องกับมัน กระบวนการเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตของฟิวดัลไปเป็นวิถีการผลิตนายทุน และย่นย่อระยะเปลี่ยนผ่านนี้ กำลังเป็นหมอตำแยของทุกสังคมที่ตั้งครรภ์สังคมใหม่ ในตัวมันเองมันเป็นอำนาจทางเศรษฐกิจ” (มาร์กซ์ ทุน เล่ม 1)

พัฒนาการของระบบทุนนิยมในสยามและไทย ไม่ว่าตั้งแต่สมัยปฏิรูปของรัชกาลที่ 5 จนถึงสมัยสฤษดิ์ กระบวนการสะสมทุนปฐมภูมิดังกล่าวไม่ได้เกิดอย่างเป็นระบบเลย

ด้านหนึ่งคือการแยกชาวนาออกจากที่ดินและปัจจัยการดำรงชีพ ทำให้พวกนั้นกลายเป็นกรรมกรมือเปล่า อันนี้ไม่เกิด

อีกด้านคือเสริมสร้างชนชั้นนายทุนในประเทศให้มีอำนาจเหนือปัจจัยการผลิตคือที่ดินและทุน อันนี้ก็ไม่เกิด หากแต่เป็นการร่วมมือและประนีประนอมกันระหว่างรัฐและชนชั้นศักดินาผู้ยึดกุมอำนาจรัฐไว้ กับขุนนางข้าราชการ แล้วจึงมาถึงพ่อค้า

น่าสนใจว่าหลังจากทุนต่างชาติเข้ามาดำเนินการในการสร้างและพัฒนาระบบการผลิตแบบทุนขึ้นมาในสังคมไทย ทำให้ชนชั้นอภิสิทธิ์ทั้งหลายมีส่วนในการเป็น “นายทุน” ขึ้นมาด้วยไม่มากก็น้อย ไม่ด้วยอำนาจก็ด้วยการอุปถัมภ์

ทำให้การหาคำเรียกชนชั้นนายทุนในไทยยากลำบากเพราะไม่มีลักษณะเด่นด้านเดียวเหมือนทุนตะวันตก จึงออกมาเช่น “นายทุนขุนนางกึ่งนายหน้า” (จิตร ภูมิศักดิ์) และ “นายทุนข้าราชการ” (เบน แอนเดอร์สัน และกุลลดา เกษบุญชู)

ก็แล้วสมัยจอมพลสฤษดิ์หาเงินลงทุนเพื่อสร้างระบบอุตสาหกรรมได้อย่างไรเมื่อประเทศยังไม่พัฒนา

คำตอบคือได้เงินลงทุนจากภายนอกอย่างมหาศาลโดยที่รัฐไทยไม่ต้องเวนคืนหรือทุบตีชนชั้นเจ้าที่ดินเพื่อแย่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินมาลงทุน เนื่องจากชนชั้นศักดินาต่อมากระทรวงฯ เป็นเจ้าของที่ดินส่วนมากในประเทศก่อนแล้ว

เมื่อเป็นเช่นนี้ เงื่อนไขแรกของการเกิดและพัฒนาระบบทุนนิยมในไทย จึงดำเนินไปบนฉายาหรืออัตลักษณ์แบบไทย นั่นคือการอาศัยเงินลงทุนจากภายนอก และดำเนินอย่างสอดคล้องกับความต้องการและผลประโยชน์ของชนชั้นนำขณะนั้น

สมัยสฤษดิ์เงินทุนก้อนใหญ่จากสหรัฐผ่านองค์การระดับโลกและเอกชน ก้อนแรกคือเงินกู้จากธนาคารโลก

อีกก้อนคือเงินอุดหนุนแบบให้เปล่าจากรัฐบาลและความช่วยเหลือทางการทหาร เป็นการลงทุนจากต่างประเทศโดยตรง (Foreign Direct Investment, FDI) แบบไม่ต้องไปทำการตลาดโรดโชว์อย่างสมัยนี้

อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เงินทุนต่างชาติจะเข้ามาทำการผลิตในประเทศ รัฐบาลต้องเปลี่ยนนโยบายเรื่องอุตสาหกรรมเสียใหม่

ประการแรกรัฐบาลจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติขึ้นโดยมีสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นผู้กำกับนโยบายตามแนวทางการพัฒนาระบบทุนนิยมแบบอเมริกา ซึ่งดำเนินไปอย่างตรงข้ามกับทฤษฎีทุนนิยมของมาร์กซ์โดยสิ้นเชิง

ประการที่สองคือการส่งเสริมผลประโยชน์แก่นักลงทุนต่างชาติ เช่น ยกเว้นภาษีนำเข้าและภาษีรายได้ของบริษัท ให้เสรีภาพในการส่งออกกำไรไปต่างประเทศได้ จากนั้นรัฐบาลสฤษดิ์ทำการยกเลิกกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ที่ออกในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม เพื่อจำกัดการถือครองที่ดินของเอกชนไม่เกิน 50 ไร่ เปิดโอกาสให้นายทุนเข้าถือครองที่ดินได้อย่างเสรี ตามมาด้วยการยกเลิกกฎหมายแรงงานที่ให้เสรีภาพกรรมกรในการจัดตั้งเป็นสหภาพได้ ทำให้ทุนต่างชาติไม่ต้องหวาดกลัวการประท้วงและต่อรองจากกรรมกร สุดท้ายคือการจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่มีอำนาจในการตัดสินใจด้านนโยบายเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรม

ประการที่สาม เพื่อผลักดันให้นโยบายการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติดำเนินไปอย่างเรียบร้อย รัฐบาลปรับระบบภาษีศุลกากรใหม่ เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศรวมทั้งของทุนต่างชาติด้วย โดยการขึ้นอัตราภาษีให้สูงขึ้น

ประการสุดท้ายรัฐบาลสั่งห้ามไม่ให้รัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการด้านการค้าและอุตสาหกรรมที่อาจแข่งขันกับเอกชนยุติการดำเนินการเสีย

จากนั้นมาบทบาทของรัฐวิสาหกิจให้ทำแต่ในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เช่น บริการไฟฟ้า น้ำประปาและคมนาคมในเมือง และช่วยสร้างบรรยากาศการลงทุนที่เป็นผลดีต่อนักลงทุน

แผนพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นระบบอุตสาหกรรมดำเนินไปอย่างมีแผนการและจุดประสงค์แน่นอน คือเพื่อทดแทนการนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมจากภายนอก สังเกตได้จากกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สำนักงานส่งเสริมการลงทุนกำหนดดังนี้

กลุ่มแรก เป็นอุตสาหกรรมที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาประเทศ ประกอบไปด้วย 38 อุตสาหกรรม เช่น เครื่องจักรกลทางเกษตร ผลิตภัณฑ์โลหะ และเคมีพื้นฐาน ทั้งหมดนี้ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าในเครื่องมือ วัตถุดิบทั้งหมด และไม่ต้องเสียภาษีรายได้เป็นเวลา 5 ปี

กลุ่มที่สองประกอบไปด้วย 19 อุตสาหกรรมที่เรียกว่าสำคัญและจำเป็นสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจชาติแต่ยังน้อยกว่ากลุ่มแรก เช่น อุตสาหกรรมต่อรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า

กลุ่มที่สามมีความจำเป็นน้อยต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชาติแต่ก็ยังได้รับการส่งเสริม พวกนี้ประกอบด้วยหลากหลายชนิด ที่เป็นอุตสาหกรรมใช้แรงงานเข้มข้นและพวกที่ใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่แล้ว เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ กลุ่มสุดท้ายนี้ได้รับการยกเว้นภาษีหนึ่งในสามและภาษีอื่นๆ

หลังจากดำเนินการผลิตไปแล้ว พบว่าส่วนใหญ่ของอุตสาหกรรมเป็นของการร่วมทุนระหว่างต่างชาติกับทุนไทย ในขณะที่สัดส่วนที่เป็นของทุนไทยล้วนๆ มีร้อยละ 42 ประเภทของอุตสาหกรรมที่มีการประกอบการมากสุดอยู่ในกลุ่มที่สาม สินค้าสำหรับการบริโภคในประเทศดึงดูดการลงทุนได้มากที่สุด ถ้าดูจากการจดทะเบียนของทุนที่ลงอยู่ในอุตสาหกรรมทอผ้ามากที่สุดคือ พันล้านบาทหรือร้อยละ 35 ของทุนจดทะเบียนทั้งหมดจากปี 1959-1969

ภายใต้นโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าว อัตราความจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยพุ่งสูงขึ้นกว่าที่ตั้งเป้าไว้ทั้งทศวรรษปี 1960 อัตราผลผลิตมวลรวม (จีดีพี) ในแผนพัฒนาแรกคือร้อยละ 7.3 สูงกว่าที่ตั้งไว้ 1.8% ภายใต้แผนพัฒนาที่สองได้ร้อยละ 7.2 ทั้งหมดนี้นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในบทบาทการสร้างมูลค่าในผลผลิตมวลรวมของชาติอย่างมีนัยสำคัญ

นั่นคือภาคเกษตรกรรมลดลงจากร้อยละ 40 มาเป็นร้อยละ 32 ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มจากร้อยละ 12เป็นร้อยละ 16 ในระยะเดียวกัน

กล่าวโดยรวม ความสำเร็จของเศรษฐกิจไทยภายใต้แผนพัฒนาดังกล่าว ไม่ได้มาจากความสามารถของทุนไทย หรือจากเทคโนโลยีที่ไทยมีหรือนำเข้า

ศาสตราจารย์ Suehiro Akira ตอบว่าปัจจัยหลักสองประการ ได้แก่ อันแรกคือการเข้ามาของทุนต่างชาติอย่างมหาศาลในเวลาอันสั้น

ปัจจัยที่สองคือเงินกู้จากธนาคารโลกและเงินอุดหนุนให้เปล่าทางการทหารจากรัฐบาลอเมริกันช่วยอย่างสำคัญในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการผลิตและเกิดตลาดบริโภคไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว

สรุปคือความมั่นคงและการเติบโตทางการเงินและการคลังของไทยมาจากการพึ่งพิงทุนต่างชาติเป็นหลัก ไม่ใช่จากทุนและเทคโนโลยีในประเทศแต่ประการใดเลย

ความสำเร็จที่เหมือนง่ายดายดังกล่าวในระยะยาวจะมีผลต่อการยกระดับและพัฒนาศักยภาพและฝีมือในการผลิตของทุนไทยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อต้องออกไปสู้กับทุนนานาชาติ จะเห็นความอ่อนด้อยและไร้จินตนาการของทุนไทยเป็นสำคัญ



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

กลุ่ม ส.ก.อิสระ ‘ทีมคนทำงาน’ จี้ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ทุกคน โชว์วิสัยทัศน์แก้ตั๋ว BTS แพง-เตรียมรับมือหมดสัมปทานปี 72
น้ำตาแม่ไหลรินที่ยะรัง : ถึงเวลาที่เราต้อง ‘จับมือกัน’ ทวงคืนพื้นที่แห่งความปลอดภัย จดหมายเปิดผนึกถึง BRN
รถยนต์ส่วนตัว ที่ไม่ได้ ‘ส่วนตัว’ ขนาดนั้น
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (8)
100 ปีตำนานพุทธเจดีย์สยาม ถึงเวลาที่ต้องทบทวน (2)
พระสารสาสน์พลขันธ์ กับบทบาทนักชาตินิยมและนักญี่ปุ่นนิยม (17)
เชลยศึกสงครามลาว (34)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (179)
มังกร ซ่อนพยัคฆ์ ภายใน ‘คณะสุภาพบุรุษ’ ณ บ้านเกษมศรี
E-DUANG | จังหวะก้าว ประชาคม เนิร์ด กับTH-AI PASSPORT
หลายภาคส่วน ร่วมประชุมจัดทำแผนโครงการด้านทรัพยากรน้ำ – ระบบ Thai Water Plan ในฤดูฝน เสริมความมั่นคงด้านน้ำ
To the Scorching Sun ศิลปะแห่งความร้อนระอุ ที่แผดเผาชีวิตของผู้คนในปัจจุบัน โดย ยิ่งยศ เย็นอาคาร