ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ
การเมืองไทยภายใต้ระบอบสฤษดิ์ (5)
อาทิตย์ที่แล้ว ผมทิ้งคำถามว่าแบบแผนที่ไทยใช้ในการสร้างระบบทุนนิยมอุตสาหกรรมในสมัยพัฒนาของรัฐบาลจอมพลสฤษดิ์ ธนะรัชต์ นั้นเป็นอย่างไร คำตอบที่ศาสตราจารย์สุเอฮิโร อาคิระ ให้ไว้ในหนังสือคลาสสิคเรื่องการสะสมทุนในไทยนั้น คือไม่ใช่ตามแบบแผนของทุนนิยมตะวันตกและญี่ปุ่น คือผ่านจากระยะทุนพ่อค้าเข้าสู่ทุนอุตสาหกรรมแล้วขยายสู่ทุนจักรวรรดินิยม แบบแผนนี้เห็นได้จากประวัติศาสตร์การเสื่อมสลายของระบอบฟิวดัล (ศักดินาฝรั่ง) เข้าสู่ระบอบทุนนิยมที่เป็นอุตสาหกรรมในที่สุด เงื่อนไขสำคัญของกระบวนการนี้คือผ่านระยะที่มาร์กซ์เรียกว่า “การสะสมขั้นปฐมภูมิของทุน” (primitive or original accumulation of capital)
“สิ่งที่เรียกว่าการสะสมปฐมกาล ดังนั้น จึงไม่ใช่อะไรอื่นมากกว่ากระบวนการทางประวัติศาสตร์ของการแยกผู้ผลิตออกจากปัจจัยของการผลิต มันปรากฏอย่างที่เป็นปฐมกาล เพราะว่ามันก่อรูปในลำดับขั้นก่อนประวัติศาสตร์ (pre-historic) ของทุนและของวิถีการผลิตที่สอดคล้องกับมัน กระบวนการเปลี่ยนแปลงวิถีการผลิตของฟิวดัลไปเป็นวิถีการผลิตนายทุน และย่นย่อระยะเปลี่ยนผ่านนี้ กำลังเป็นหมอตำแยของทุกสังคมที่ตั้งครรภ์สังคมใหม่ ในตัวมันเองมันเป็นอำนาจทางเศรษฐกิจ” (มาร์กซ์ ทุน เล่ม 1)
พัฒนาการของระบบทุนนิยมในสยามและไทย ไม่ว่าตั้งแต่สมัยปฏิรูปของรัชกาลที่ 5 จนถึงสมัยสฤษดิ์ กระบวนการสะสมทุนปฐมภูมิดังกล่าวไม่ได้เกิดอย่างเป็นระบบเลย
ด้านหนึ่งคือการแยกชาวนาออกจากที่ดินและปัจจัยการดำรงชีพ ทำให้พวกนั้นกลายเป็นกรรมกรมือเปล่า อันนี้ไม่เกิด
อีกด้านคือเสริมสร้างชนชั้นนายทุนในประเทศให้มีอำนาจเหนือปัจจัยการผลิตคือที่ดินและทุน อันนี้ก็ไม่เกิด หากแต่เป็นการร่วมมือและประนีประนอมกันระหว่างรัฐและชนชั้นศักดินาผู้ยึดกุมอำนาจรัฐไว้ กับขุนนางข้าราชการ แล้วจึงมาถึงพ่อค้า
น่าสนใจว่าหลังจากทุนต่างชาติเข้ามาดำเนินการในการสร้างและพัฒนาระบบการผลิตแบบทุนขึ้นมาในสังคมไทย ทำให้ชนชั้นอภิสิทธิ์ทั้งหลายมีส่วนในการเป็น “นายทุน” ขึ้นมาด้วยไม่มากก็น้อย ไม่ด้วยอำนาจก็ด้วยการอุปถัมภ์
ทำให้การหาคำเรียกชนชั้นนายทุนในไทยยากลำบากเพราะไม่มีลักษณะเด่นด้านเดียวเหมือนทุนตะวันตก จึงออกมาเช่น “นายทุนขุนนางกึ่งนายหน้า” (จิตร ภูมิศักดิ์) และ “นายทุนข้าราชการ” (เบน แอนเดอร์สัน และกุลลดา เกษบุญชู)

ก็แล้วสมัยจอมพลสฤษดิ์หาเงินลงทุนเพื่อสร้างระบบอุตสาหกรรมได้อย่างไรเมื่อประเทศยังไม่พัฒนา
คำตอบคือได้เงินลงทุนจากภายนอกอย่างมหาศาลโดยที่รัฐไทยไม่ต้องเวนคืนหรือทุบตีชนชั้นเจ้าที่ดินเพื่อแย่งกรรมสิทธิ์ในที่ดินมาลงทุน เนื่องจากชนชั้นศักดินาต่อมากระทรวงฯ เป็นเจ้าของที่ดินส่วนมากในประเทศก่อนแล้ว
เมื่อเป็นเช่นนี้ เงื่อนไขแรกของการเกิดและพัฒนาระบบทุนนิยมในไทย จึงดำเนินไปบนฉายาหรืออัตลักษณ์แบบไทย นั่นคือการอาศัยเงินลงทุนจากภายนอก และดำเนินอย่างสอดคล้องกับความต้องการและผลประโยชน์ของชนชั้นนำขณะนั้น
สมัยสฤษดิ์เงินทุนก้อนใหญ่จากสหรัฐผ่านองค์การระดับโลกและเอกชน ก้อนแรกคือเงินกู้จากธนาคารโลก
อีกก้อนคือเงินอุดหนุนแบบให้เปล่าจากรัฐบาลและความช่วยเหลือทางการทหาร เป็นการลงทุนจากต่างประเทศโดยตรง (Foreign Direct Investment, FDI) แบบไม่ต้องไปทำการตลาดโรดโชว์อย่างสมัยนี้
อย่างไรก็ตาม ก่อนที่เงินทุนต่างชาติจะเข้ามาทำการผลิตในประเทศ รัฐบาลต้องเปลี่ยนนโยบายเรื่องอุตสาหกรรมเสียใหม่
ประการแรกรัฐบาลจัดตั้งสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติขึ้นโดยมีสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติเป็นผู้กำกับนโยบายตามแนวทางการพัฒนาระบบทุนนิยมแบบอเมริกา ซึ่งดำเนินไปอย่างตรงข้ามกับทฤษฎีทุนนิยมของมาร์กซ์โดยสิ้นเชิง
ประการที่สองคือการส่งเสริมผลประโยชน์แก่นักลงทุนต่างชาติ เช่น ยกเว้นภาษีนำเข้าและภาษีรายได้ของบริษัท ให้เสรีภาพในการส่งออกกำไรไปต่างประเทศได้ จากนั้นรัฐบาลสฤษดิ์ทำการยกเลิกกฎหมายที่ดิน พ.ศ.2497 ที่ออกในสมัยรัฐบาลจอมพล ป.พิบูลสงคราม เพื่อจำกัดการถือครองที่ดินของเอกชนไม่เกิน 50 ไร่ เปิดโอกาสให้นายทุนเข้าถือครองที่ดินได้อย่างเสรี ตามมาด้วยการยกเลิกกฎหมายแรงงานที่ให้เสรีภาพกรรมกรในการจัดตั้งเป็นสหภาพได้ ทำให้ทุนต่างชาติไม่ต้องหวาดกลัวการประท้วงและต่อรองจากกรรมกร สุดท้ายคือการจัดตั้งสำนักงานส่งเสริมการลงทุน (บีโอไอ) ที่มีอำนาจในการตัดสินใจด้านนโยบายเพื่อส่งเสริมอุตสาหกรรม
ประการที่สาม เพื่อผลักดันให้นโยบายการส่งเสริมการลงทุนจากต่างชาติดำเนินไปอย่างเรียบร้อย รัฐบาลปรับระบบภาษีศุลกากรใหม่ เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมในประเทศรวมทั้งของทุนต่างชาติด้วย โดยการขึ้นอัตราภาษีให้สูงขึ้น
ประการสุดท้ายรัฐบาลสั่งห้ามไม่ให้รัฐวิสาหกิจที่ดำเนินการด้านการค้าและอุตสาหกรรมที่อาจแข่งขันกับเอกชนยุติการดำเนินการเสีย
จากนั้นมาบทบาทของรัฐวิสาหกิจให้ทำแต่ในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน เช่น บริการไฟฟ้า น้ำประปาและคมนาคมในเมือง และช่วยสร้างบรรยากาศการลงทุนที่เป็นผลดีต่อนักลงทุน
แผนพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นระบบอุตสาหกรรมดำเนินไปอย่างมีแผนการและจุดประสงค์แน่นอน คือเพื่อทดแทนการนำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมจากภายนอก สังเกตได้จากกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่สำนักงานส่งเสริมการลงทุนกำหนดดังนี้
กลุ่มแรก เป็นอุตสาหกรรมที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาประเทศ ประกอบไปด้วย 38 อุตสาหกรรม เช่น เครื่องจักรกลทางเกษตร ผลิตภัณฑ์โลหะ และเคมีพื้นฐาน ทั้งหมดนี้ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้าในเครื่องมือ วัตถุดิบทั้งหมด และไม่ต้องเสียภาษีรายได้เป็นเวลา 5 ปี
กลุ่มที่สองประกอบไปด้วย 19 อุตสาหกรรมที่เรียกว่าสำคัญและจำเป็นสำหรับการพัฒนาเศรษฐกิจชาติแต่ยังน้อยกว่ากลุ่มแรก เช่น อุตสาหกรรมต่อรถยนต์และเครื่องใช้ไฟฟ้า
กลุ่มที่สามมีความจำเป็นน้อยต่อการพัฒนาเศรษฐกิจชาติแต่ก็ยังได้รับการส่งเสริม พวกนี้ประกอบด้วยหลากหลายชนิด ที่เป็นอุตสาหกรรมใช้แรงงานเข้มข้นและพวกที่ใช้เทคโนโลยีที่มีอยู่แล้ว เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ กลุ่มสุดท้ายนี้ได้รับการยกเว้นภาษีหนึ่งในสามและภาษีอื่นๆ
หลังจากดำเนินการผลิตไปแล้ว พบว่าส่วนใหญ่ของอุตสาหกรรมเป็นของการร่วมทุนระหว่างต่างชาติกับทุนไทย ในขณะที่สัดส่วนที่เป็นของทุนไทยล้วนๆ มีร้อยละ 42 ประเภทของอุตสาหกรรมที่มีการประกอบการมากสุดอยู่ในกลุ่มที่สาม สินค้าสำหรับการบริโภคในประเทศดึงดูดการลงทุนได้มากที่สุด ถ้าดูจากการจดทะเบียนของทุนที่ลงอยู่ในอุตสาหกรรมทอผ้ามากที่สุดคือ พันล้านบาทหรือร้อยละ 35 ของทุนจดทะเบียนทั้งหมดจากปี 1959-1969
ภายใต้นโยบายพัฒนาอุตสาหกรรมดังกล่าว อัตราความจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจของไทยพุ่งสูงขึ้นกว่าที่ตั้งเป้าไว้ทั้งทศวรรษปี 1960 อัตราผลผลิตมวลรวม (จีดีพี) ในแผนพัฒนาแรกคือร้อยละ 7.3 สูงกว่าที่ตั้งไว้ 1.8% ภายใต้แผนพัฒนาที่สองได้ร้อยละ 7.2 ทั้งหมดนี้นำไปสู่ความเปลี่ยนแปลงในบทบาทการสร้างมูลค่าในผลผลิตมวลรวมของชาติอย่างมีนัยสำคัญ
นั่นคือภาคเกษตรกรรมลดลงจากร้อยละ 40 มาเป็นร้อยละ 32 ในขณะที่ภาคอุตสาหกรรมเพิ่มจากร้อยละ 12เป็นร้อยละ 16 ในระยะเดียวกัน
กล่าวโดยรวม ความสำเร็จของเศรษฐกิจไทยภายใต้แผนพัฒนาดังกล่าว ไม่ได้มาจากความสามารถของทุนไทย หรือจากเทคโนโลยีที่ไทยมีหรือนำเข้า
ศาสตราจารย์ Suehiro Akira ตอบว่าปัจจัยหลักสองประการ ได้แก่ อันแรกคือการเข้ามาของทุนต่างชาติอย่างมหาศาลในเวลาอันสั้น
ปัจจัยที่สองคือเงินกู้จากธนาคารโลกและเงินอุดหนุนให้เปล่าทางการทหารจากรัฐบาลอเมริกันช่วยอย่างสำคัญในการสร้างโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับการผลิตและเกิดตลาดบริโภคไปทั่วประเทศอย่างรวดเร็ว
สรุปคือความมั่นคงและการเติบโตทางการเงินและการคลังของไทยมาจากการพึ่งพิงทุนต่างชาติเป็นหลัก ไม่ใช่จากทุนและเทคโนโลยีในประเทศแต่ประการใดเลย
ความสำเร็จที่เหมือนง่ายดายดังกล่าวในระยะยาวจะมีผลต่อการยกระดับและพัฒนาศักยภาพและฝีมือในการผลิตของทุนไทยอย่างยิ่ง โดยเฉพาะเมื่อต้องออกไปสู้กับทุนนานาชาติ จะเห็นความอ่อนด้อยและไร้จินตนาการของทุนไทยเป็นสำคัญ
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
