เขย่าสนาม | เมอร์คิวรี่
ประเทศไทยเตรียมเป็นเจ้าภาพมหกรรมกีฬา ซีเกมส์ 2025 ครั้งที่ 33 ใน 3 เมืองหลักคือ กรุงเทพฯ, ชลบุรี และสงขลา ระหว่างวันที่ 9-20 ธันวาคมนี้ ซึ่งแน่นอนว่าเป้าหมายของทัพนักกีฬาไทยคือการทวงคืนเจ้าเหรียญทองในรอบ 12 ปีนับตั้งแต่ที่ทำได้ครั้งล่าสุดในซีเกมส์ ครั้งที่ 27 ที่ประเทศเมียนมา เมื่อปี 2013
ขณะเดียวกัน “เหรียญทองแห่งศักดิ์ศรี” คือตำแหน่งแชมป์ ฟุตบอลชาย ซึ่งทีมชาติไทยห่างหายไปยาวนานถึง 8 ปีตั้งแต่ครั้งสุดท้ายที่ทำได้ในซีเกมส์ ครั้งที่ 29 ที่ประเทศมาเลเซีย เมื่อปี 2017 โดยซีเกมส์ครั้งก่อนที่ประเทศกัมพูชา แข้งหนุ่มไทยได้รองแชมป์จากการพ่ายแพ้ต่อ อินโดนีเซีย 2-5
ดังนั้น ครั้งนี้ สมาคมกีฬาฟุตบอลแห่งประเทศไทยฯ จึงได้วางแผนเตรียมทัพนักเตะทีมชาติไทย รุ่นอายุไม่เกิน 23 ปีให้มีความพร้อมมากที่สุด โดยตอนแรกใช้แนวทาง “เจแปนเวย์ส” ด้วยการดึงตัว ทาคายูกิ นิชิกายะ กุนซือโปรไฟล์หรูดีกรียูฟ่า โปร ไลเซ่นส์ และมีประสบการณ์พอสมควร
แต่ทำมาทำไป นิชิกายะ อาจจะไม่เข้าใจสไตล์นักเตะไทย จนผลงานไม่สู้ดีนัก และถูกปลดออกจากตำแหน่ง หลังทำผลงานไม่ได้ตามเป้าหมายจากการแพ้รวด 5 นัดในเกมอุ่นเครื่องคือ แพ้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 0-1, แพ้ กาตาร์ 1-2, แพ้ โครเอเชีย 1-3, แพ้ ฮ่องกง 2-3 และแพ้ สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ 1-2
จากนั้นสมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ตัดสินใจแต่งตั้งให้ “โค้ชวัง” ธวัชชัย ดำรงอ่องตระกูล อดีตมิดฟิลด์ระดับตำนานทีมชาติไทยที่ปัจจุบันเป็นเฮดโค้ชวัย 51 ปีเข้ามาสานงานต่อแทน พร้อมภารกิจสำคัญทั้งในรายการระดับอาเซียน และระดับเอเชียในปีนี้และปีหน้า
แม้โค้ชวังจะเริ่มต้นกับแข้ง U23 ด้วยการทำได้เพียงอันดับ 3 ของศึกชิงแชมป์อาเซียน 2025 ที่ประเทศอินโดนีเซีย แต่เขาใช้เวลาปรับจูนทัพจนสามารถคว้าตั๋วลุยศึกชิงแชมป์เอเชีย 2026 ที่ประเทศซาอุดีอาระเบีย ในปีหน้าได้สำเร็จ โดยยังเหลือภารกิจสำคัญของปีนี้ก็คือ การทวงแชมป์ซีเกมส์คืนกลับคืนมาให้ได้อีกครั้ง
สำหรับ โค้ชวัง ปัจจุบันถือใบอนุญาตอบรมผู้ฝึกสอนเอเอฟซี โปรไลเซ่นส์ ถือเป็นผู้ที่มีประสบการณ์กับฟุตบอลไทยมาอย่างยาวนาน เคยเล่นกับหลายสโมสรในไทย รวมทั้งผ่านประสบการณ์คุมสโมสรในไทยมาแล้วมากมาย แต่งานนี้นับเป็นงานแรกของเขาในการคุมทีมชาติ พร้อมกับเป้าหมายสูงที่สุดในชีวิตการเป็นกุนซือเลยก็ว่าได้
โค้ชวังได้ตระเวนไปส่องนักเตะวัยโจ๋ เพื่อดึงมาเสริมทีมให้มีความแข็งแกร่งสำหรับการสู้ศึกซีเกมส์บนแผ่นดินไทย โดยนักเตะแกนหลักนำโดย “กอล์ฟ” เสกสรรค์ ราตรี มิดฟิลด์จอมทัพจากระยอง เอฟซี ที่ก้าวไปติดทีมชาติไทย ชุดใหญ่มาแล้ว และกำลังอยู่ในช่วงฟอร์มที่ร้อนแรง
ขณะที่แข้งยู 23 ตัวหลักคนอื่นๆ ก็ยังมีทั้ง “ซีไฟณ์” คคนะ คำยก จากเมืองทอง ยูไนเต็ด อีกหนึ่งมิดฟิลด์ดาวรุ่งที่น่าจับตามองของวงการฟุตบอลไทย และกำลังพัฒนาฝีเท้าขึ้นมาอย่างโดดเด่นจนกลายเป็นกำลังหลักของสโมสรและทีมชาติ และ “พีม” สิทธา บุญหล้า ห้องเครื่องจากการท่าเรือ เอฟซี
รวมไปถึง “เหนือ” ธนกฤต โชติเมืองปัก วันเดอร์คิดจากบุรีรัมย์ ยูไนเต็ด ที่ก่อนหน้านี้แม้จะเจออุปสรรคจนฟอร์มตกลงไป แต่เขาพร้อมกลับมาพิสูจน์ตัวเองอีกครั้งกับสโมสรและทีมชาติ เช่นเดียวกัน “มิค” ยศกร บูรพา กองหน้าของฮั่วกัง ยูไนเต็ด ในสิงคโปร์ ที่พร้อมยืนแดนหน้าไล่ล่าตาข่าย
ส่วนนักเตะแกนหลักคนอื่นๆ ก็ยังมีทั้ง ชมพัฒน์ บุญเลิศ ผู้รักษาประตูจากพัทยา ยูไนเต็ด, ชนภัช บัวพันธ์, ชานนท์ ทำมา สองกองหลังจากบีจี ปทุม ยูไนเต็ด, พิชิตชัย เศียรกระโทก จากโปลิศ เทโร เอฟซี และ พลเอก มณีกร แบ๊กซ้ายจากพีที ประจวบ เอฟซี
ในแดนกลางมีทั้ง สงครามสมุทร น้ำผึ้ง แนวรุกจากโปลิศ เทโร เอฟซี, ยศกร นาถสิทธิ์ จากขอนแก่น ยูไนเต็ด, สิรภพ วันดี จากชลบุรี เอฟซี และ ชวัลวิทย์ แซ่เล้า จากพราม แบงค็อก ด้านกองหน้ามีทั้ง อิคลาส สันหรน ตัวจี๊ดจากพีที ประจวบ เอฟซี, ธนาวุฒิ โพธิ์ชัย จากหนองบัว พิชญ เอฟซี และชินเงิน ภูตันหยง จากสิงห์ เชียงราย ยูไนเต็ด อีกด้วย

ในการเตรียมทีมสู้ศึกซีเกมส์นั้น สมาคมกีฬาฟุตบอลฯ ได้ส่งแข้ง U23 บุกไปอุ่นเครื่องกับ ทีมชาติจีน ที่เมืองคุนหมิง ทั้งหมด 2 นัด แบ่งเป็นแมตช์ปิดหนึ่งนัด และเสมอ 0-0 อีกหนึ่งนัด เพื่อเสริมสร้างความแข็งแกร่ง และเป็นการทดสอบการดวลกับแข้งหนุ่มมังกรก่อนที่จะได้เจอกันในศึกชิงแชมป์เอเชีย 2026 รอบสุดท้ายในปีหน้าไปในตัวด้วย
“โค้ชวัง” ระบุว่า การเตรียมทีมหลังจากนี้เป้าหมายต่อไปคือ ซีเกมส์ ครั้งที่ 33 แต่การมาอุ่นเครื่องกับจีน เราได้อะไรเยอะ และต้องเจอเขาในชิงแชมป์เอเชียด้วย และเมื่อเราได้นำสิ่งเหล่านี้ไปปรับใช้ในการเจอกับทีมในอาเซียนด้วยกัน น่าจะทำให้เราสามารถพัฒนาขึ้นได้ และใช้ในซีเกมส์ครั้งนี้
“เราได้ไปเก็บตัวอุ่นเครื่องที่จีน ทั้งหมด 2 นัด แล้วมีนักเตะใหม่ที่เราเรียกเข้ามา ก็ได้ประโยชน์เยอะ เพราะว่าเป้าหมายของเราคือ การแก้เรื่องเกมรับที่เสียประตูจากสองทัวร์นาเมนต์ก่อนหน้านี้ การที่เราไปเจอทีมจีนที่มีรูปร่างสูงใหญ่ เราเสียลูกตั้งเตะเยอะ แต่ก็ป้องกันเซ็ตเพลย์ได้”
หลังจากนี้ โค้ชวัง พร้อมทีมงานได้วางแผนเตรียมทัพต่อเนื่องด้วยวางการโปรแกรมเก็บตัวอีกครั้งในช่วงฟีฟ่าเดย์ เดือนพฤศจิกายน พร้อมมีเกมอุ่นเครื่อง 2 นัด เพื่อเตรียมตัวให้พร้อมสำหรับซีเกมส์ รวมทั้งจะมีการส่งส่งรายชื่อให้กับสมาคม และประสานงานกับสโมสรในการปล่อยตัวนักเตะมาร่วมทำศึกซีเกมส์ครั้งนี้ที่ไม่ได้อยู่ในช่วงฟีฟ่าเดย์
สําหรับฟุตบอลชายในซีเกมส์ ครั้งที่ 33 จะมี 10 ชาติเข้าร่วม ประกอบด้วย กัมพูชา, อินโดนีเซีย, ลาว, มาเลเซีย, เมียนมา, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์, เวียดนาม, ติมอร์-เลสเต และไทย ส่วนทีมที่ไม่ส่งแข่งคือ บรูไน โดยจะแบ่งเป็น 3 กลุ่ม กลุ่มละ 3 ทีม และจะคัดทีมแชมป์กลุ่ม และอันดับ 2 ที่ดีที่สุดอีก 1 ทีม รวมทั้งหมดเป็น 4 ทีมผ่านเข้าสู่รอบรองชนะเลิศต่อไป
โดยจากการจับสลากแบ่งกลุ่ม ทัพนักเตะ “ช้างศึกยังบลัด” ทีมชาติไทย จะอยู่ในกลุ่มเอ ร่วมกับ กัมพูชา และติมอร์-เลสเต ขณะที่กลุ่มบี ประกอบด้วย เวียดนาม, มาเลเซีย และลาว ส่วนกลุ่มซี ประกอบด้วย อินโดนีเซีย, เมียนมา, ฟิลิปปินส์ และสิงคโปร์
สำหรับทีมชาติไทยจะเดินทางไปแข่งขันรอบแรก ที่สนามกีฬาติณสูลานนท์ จ.สงขลา ขณะที่อีก 2 กลุ่มจะไปแข่งขันกันที่สนามกีฬาสมโภชเชียงใหม่ 700 ปี จ.เชียงใหม่ จากนั้นในรอบรองชนะเลิศ และรอบชิงชนะเลิศ จะฟาดแข้งกันที่สนามราชมังคลากีฬาสถาน หัวหมาก กรุงเทพฯ เพื่อตัดสินตำแหน่งแชมป์
เส้นทางของทัพช้างศึกในซีเกมส์ 2025 ในรอบแรกคงจะไม่ใช่งานยากเท่าไรนักกับการเจอทีมรองบ่อนอย่าง กัมพูชา และติมอร์-เลสเต ที่ตอนแรกมีปัญหาข้อผิดพลาดในการส่งทีมเข้าร่วม แต่สุดท้ายก็สามารถได้ร่วมชิงชัย ซึ่งคิดว่าในรอบแรกทีมนักเตะไทยจะผ่านฉลุยกับการคว้าชัย 2 นัด เก็บ 6 แต้มเต็ม พร้อมเป็นแชมป์กลุ่มทะลุผ่านเข้าสู่รอบน็อกเอาต์ต่อไป
แต่ในรอบรองชนะเลิศนั้น คงเลี่ยงไม่ได้ที่อาจจะเจอทั้งแชมป์เก่าอย่าง “การูด้า” อินโดนีเซีย หรือคู่รักคู่แค้นอย่าง “ดาวทอง” เวียดนาม รวมทั้ง “เสือเหลือง” มาเลเซีย และ “ลอดช่อง” สิงคโปร์ ที่พร้อมขึ้นมาเป็นตัวสอดแทรกให้ต้องเจอกับอุปสรรคในการฝ่าด่านได้
อย่างไรก็ตาม จากการเตรียมทีมช้างศึกยังบลัดตลอดระยะเวลาแรมปีที่ผ่านมา ประกอบกับการได้เล่นท่ามกลางเสียงเชียร์ของแฟนบอลชาวไทยจะเป็นแรงกระตุ้นชั้นดีให้ทีมแข้งไทยก้าวไปทวงแชมป์ฟุตบอลชายซีเกมส์ ซึ่งเป็นเหรียญทองแห่งศักดิ์ศรีให้กลับคืนมาได้อีกครั้งในรอบ 8 ปี!
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
