บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์
เชลยศึกสงครามลาว (4)
“คืนนรกที่ยาวนานที่สุดในชีวิต”
ร.ท.ประจักษ์ วิสุตกุล “หัวหน้าใจ” บันทึกสถานการณ์ที่บ้านนาต่อไป
“ผมมารักษาพื้นที่ บก.พัน ที่บ้านนาเกือบเดือนแล้ว ทำฐานที่มั่นดัดแปลงพื้นที่แข็งแรงพอสมควร
มีการลาดตระเวนในรัศมี 1 ถึง 2 ก.ม.รอบฐาน หมวดผมขึ้นการบังคับบัญชากับผู้พันโดยตรง ท่านเคยมาเยี่ยมและชมว่าฐานผมสวยดี ฐานผมติดกับฐานแม้วและใกล้ฐานปืนใหญ่ ฐานกองพัน บก.พัน อยู่ด้านทิศเหนือชิดขอบเขาที่ลาดชันมาก ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของฐาน บก.พัน เป็นฐานกองร้อย มี บก.ร้อย บีไอ-15 กับหมวด 2 ร.ต.เหิร (‘เหิร วรรณประเสริฐ’ ยศสุดท้าย พลเอก อดีตแม่ทัพภาคที่ 2) เป็น ผบ.หมวด ตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ ห่างจาก บก.พันประมาณ 500 ถึง 600 เมตร
ข้าศึกได้หยุดยิงรบกวนเรามาแล้ว 2 วัน บรรยากาศรู้สึกเงียบผิดปกติโดยเฉพาะในวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2513 เงียบมาก ผมตรวจดูลูกน้องตามหมู่ต่างๆ เป็นปกติทุกวัน ดูแนวป้องกันของแต่ละหมู่ หมวดผมมี หมู่ ค.สมทบด้วย กำลังในหมวดจึงมีทั้งหมด 52 นาย ผมกำชับเรื่องเวรยามกับหมู่ต่างๆ การวางเคลย์โมร์และเครื่องกีดขวางและสัญญาณบอกฝ่ายของแต่ละวัน จนกระทั่งเริ่มมืด อากาศในเดือนพฤศจิกายนเป็นฤดูหนาวอุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส ผมมักจะนอนดึกประมาณ 5-6 ทุ่มทุกวัน แล้วออกมาตรวจเวรยามของแต่ละหมู่ทุกคืนโดยเฉพาะเวลาก่อนเข้านอน กลางคืนที่บ้านนามีแต่ความเงียบสงัด นานๆ จะมีการยิงแฟลร์ส่องสว่างจาก ป.ของเราเพื่อตรวจการณ์ข้าศึก ใกล้ 6 ทุ่มแล้วผมจะเข้านอนตามปกติในชุดกางเกงขาสั้นและเสื้อยืดคอกลม ผมใช้ถุงนอนขนไก่จึงนอนชุดนี้ได้”

แซปเปอร์บุก
“ผมงีบหลับไปนานเท่าไหร่ไม่ทราบ แต่ต้องสะดุ้งแบบฉับพลันและรีบออกมาจากถุงนอนทันทีเพราะฐานผมสะเทือนไปด้วยเสียงระเบิด บึ้ม…บึ้ม ตลอดเวลาจนฝุ่นฟุ้งกระจายเต็มบังเกอร์ ผมแทบหายใจไม่ออก รวมทั้งกลิ่นดินปืนฟุ้งเต็มไปหมด ฐานผมเกิดอะไรขึ้น ผมเผ่นออกจากบังเกอร์โดยลืมคว้า เอ็ม 16 ประจำตัวติดมาด้วย มาแต่ตัวโดยใส่เสื้อทหารเวสต์มอร์แลนด์เท่านั้นเผ่นออกมายังหน้าบังเกอร์ซึ่งเป็นที่ตรวจการณ์หมวด ผมตะโกนถามหมู่ข้างหน้าผม ‘เฮ้ยเกิดอะไรขึ้นวะ’ ไม่มีใครตอบ มีแต่เสียงระเบิดกึกก้อง ฝุ่นและควันดินปืนฟุ้งเป็นหมอกควันเต็มไปหมด
ทันใดนั้นก็เกิดระเบิดขึ้นที่ตัวผมอย่างรุนแรงหลังจากที่ผมตะโกนถาม ความรู้สึกเหมือนถูกมือยักษ์ตบบ้องหูทั้งสองข้างอย่างแรง มันเจ็บแปลบและมึนงงไปหมด รู้แต่ว่าเหมือนจิตวิญญาณผมล่องลอยออกจากร่าง ลอยเคว้งคว้างอยู่ข้างบนในความมืด ความรู้สึกมืดครึ้มวังเวง แล้วเกิดความรู้สึกรู้ตัวว่าเราโดนระเบิดนี่ เอ๊ะ…นี่เราตายแล้วนี่ มันล่องลอยมืดครึ้มไปหมด ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย งั้นเรากลับบ้านดีกว่า เพราะคิดถึงบ้านมาก มันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ หลังจากนั้นผมไม่ทราบว่านานเท่าไหร่ที่ความรู้สึกมันกลับคืนมา พบว่าตัวเองนอนกองอยู่บนพื้นดินในหลุมหน้าบังเกอร์จึงรู้ว่าผมยังไม่ตาย แล้วสติผมก็กลับมาอีกครั้ง
ผมคลานกระเสือกกระสนเข้าไปในบังเกอร์ที่นอนและเข้าไปนั่งบนเตียงสนาม ความรู้สึกยังมึนงง นั่งเอามือปิดหูทั้งสองข้างเพราะยังเจ็บปวดมากแล้วนั่งก้มหน้าเหมือนไม่รับรู้อะไรแล้ว รู้แต่ว่ายังมีเสียงระเบิด บึ้ม…บึ้ม รอบตัวผมตลอดเวลา ฝุ่นและควันปิดคลุมมิดห้องบังเกอร์ ทันใดนั้นมีแสงส่องสว่างสว่างขึ้นจากแฟลร์ไม่ทราบว่าของเราหรือของข้าศึก และผมได้ยินเสียงคนพูดไม่เป็นภาษาคนเป็นภาษาอะไรก็ไม่รู้เหมือนกำลังตะโกนบอกกันไปหมดและโผล่หน้ามองมาที่ผมตรงช่องทางเข้าบังเกอร์ด้านหลัง ผมก็หันไปเจอกับหน้ามันที่โผล่เข้ามาพอดี 3-4 คนแล้วกำลังชี้มือมาที่ผม เหมือนกับจะบอกกันว่า มันอยู่นี่ หัวหน้ามันยังอยู่นี่
ผมเห็นหน้าพวกมันผมจึงรู้ว่า…เฮ้ยนี่มันพวกข้าศึก มันบุกมาถึงตัวแล้ว มันพรางหน้าดำใส่หมวกผ้าเย็บด้วยผ้าร่มพรางทุกคน ด้วยสัญชาตญาณหนีตาย ผมพุ่งตัวออกจากบังเกอร์ทันที และพุ่งตัวลงไปในคูเรดหน้าแนวรั้วลวดหนาม และการต่อสู้แบบถวายชีวิตของผมก็เริ่มขึ้น
หลังจากผมพุ่งมาที่คูเรดไม่กี่วินาที บังเกอร์ของผมก็ระเบิดเป็นจุณด้วยแรงระเบิด 2-3 ครั้ง ผมดึงระเบิดมือที่เสียบอยู่ในคู 2-3 ลูก ดึงสลักและขว้างติดต่อกันไปยังพวกมันที่มองเห็น 2-3 คนที่โยนระเบิดใส่ผมหลังบังเกอร์ เสียงระเบิดก้องหวีดหวิว ผมขว้างออกไปอีกหลายสิบลูกเมื่อมองเห็นพวกมันกำลังคลานอยู่บนบังเกอร์และพื้นที่อื่นๆ ผมไม่ทราบว่าขว้างระเบิดไปกี่ลูกจนแนวคูเรดที่ผมอยู่ ระเบิดเกือบหมด”
ผู้หมวดตายแล้ว
“ตอนบังเกอร์ผมระเบิด ผมได้ยินเสียงลูกน้องตะโกนว่า ‘เฮ้ย…หนีเว้ย ผู้หมวดตายแล้ว’ ผมรีบตะโกนตอบทันที ‘อย่าหนี ผู้หมวดยังอยู่…สู้ตาย ไม่ต้องกลัวมัน’ ทำให้ทหารรู้ว่าผมยังไม่ตาย มีหลายบังเกอร์ซ้ายมือผมไม่ออกมาสู้ หลบเข้าไปกอดกันกลมด้วยความกลัวข้าศึก ผมเข้าไปกระชากลูกน้องออกมา บอกให้สู้มัน ไม่ต้องกลัว สู้ตาย ผมตะโกนให้สู้ไปขว้างระเบิดไปด้วยเพราะเห็นมันกำลังคืบคลานเต็มไปหมดในฐาน ลูกน้องเริ่มมีขวัญดีเริ่มออกมาสู้แล้ว ผู้บังคับหมู่เข้าคุมทหารสู้ ผมให้ ผบ.หมู่ ที่อยู่กับผมตรวจแนวและบังเกอร์ว่ามีใครยังอยู่บ้าง ซ้ายขวาเรายังมีอยู่แค่ไหน ทราบว่าเหลือแค่ประมาณ 2 หมู่ ส่วนหมู่ด้านเหนือไม่ทราบชะตากรรม ติดต่อกันไม่ได้ บางจุดเราได้ยินเสียงต่อสู้กันในบังเกอร์พวกมันยังกวาดล้างพวกเราด้วยการโยนระเบิดมัดข้าวต้มเข้าตามบังเกอร์ เสียงระเบิดดังอยู่ตลอดเวลา พวกเราที่ทนแรงอัดไม่ไหวก็กระเสือกกระสนออกมา มันก็ยิงซ้ำ ใครอยู่ในบังเกอร์มักตายจากแรงอัดระเบิดและไม่มีโอกาสได้สู้ เรายังคงใช้ระเบิดขว้างขว้างใส่ข้าศึกตลอดเวลา แต่ไม่มากเท่าตอนแรก บางคนเห็นข้าศึกก็ใช้เอ็ม 16 ยิงแต่ก็ถูกยิงสวนด้วย RPG ทันที ผมสั่งห้ามใช้ปืนเล็กยิงเพราะจะถูกสวนด้วย RPG
ขณะที่เรากำลังต่อสู้กับข้าศึกในฐานอยู่นั้น ปรากฏเสียงนกหวีดดังขึ้นและข้าศึกได้ชาร์จมาทางด้านหลังหลายสิบคนโดยพยายามใช้ไม้พาดลวดหนามโถมเข้ามา ผมได้สั่งการให้หันกลับไปสู้ด้านหลังทันทีโดยใช้ระเบิดขว้างและเอ็ม 60 ยิงกราดใส่พวกมันจนคาลวดหนามหลายคนและหยุดการบุกที่จะเข้าไปรวมกับพวกหรือช่วยพวกมันในฐาน ผมขว้างระเบิดอีกหลายลูกในขณะที่มันถอยลงเนินไป ข้าศึกได้ขว้างระเบิดแบบสากกะเบือมาอีกหลายลูกต่อต้านการใช้ระเบิดขว้างของเรา ผมสั่งการให้ทหารทุกคนออกจากคูมานอกคูใกล้แนวลวดหนาม ระเบิดตกลงคูทำให้พวกเราบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายคน
สถานการณ์การต่อสู้ดูจะเบาบางลงแล้วหลังจากที่เราสกัดข้าศึกด้านนอกมิให้เข้ามาในฐานเพื่อ link up กับข้าศึกภายในไว้ได้ ผมได้สั่งการให้ ผบ.หมู่และทหารช่วยกันตรวจแนวของฝ่ายเราอีกครั้ง และสำรวจว่าพวกเรายึดแนวเขตได้แค่ไหน ซึ่งทราบว่าเรายังรักษาแนวไว้ได้ 2 หมู่กว่าๆ ประมาณครึ่งหนึ่งของแนวฐาน และสั่งการให้ ผบ.หมู่ควบคุมด้านซ้ายและขวาให้ดี เอาคนเจ็บเข้าไปรักษาพยาบาลในบังเกอร์ไว้ก่อนเท่าที่จะทำได้ ใครไม่มีอาวุธกระสุนให้เอาจากเพื่อนที่ตายหรือบาดเจ็บ ให้ทุกคนเฝ้าตรวจไปข้างหน้าและระวังด้านหลังด้วย ผมได้เอาเอ็ม 16 ของทหารที่ตายมาใช้ เพราะไม่มีลูกระเบิดขว้างเหลือแล้ว แต่จะไม่พยายามใช้นอกจากจำเป็นเท่านั้น
ทหารปืนใหญ่ที่อยู่ติดกับเราก็ถูกข้าศึกโจมตี ได้ยินเสียงระเบิดและมีการยิงปืนใหญ่ต่อต้านข้าศึกด้วยกระสุน Bee Hive (กระสุนลูกดอกดาวกระจาย) และกระสุนแตกอากาศ แต่ดูแล้วข้าศึกทำการเจาะแนวเข้าไปไม่ได้ ฐานเรายังคงลุกไหม้และมีการระเบิดเป็นระยะๆ จากวัตถุระเบิดต่างๆ ตามบังเกอร์ที่ไฟไหม้
ไม่มีใครช่วยเราได้ ต่างฐานต้องระวังตนเองและต่อสู้ตามลำพัง การติดต่อสื่อสารถูกตัดขาดจาก บก.พัน และจากสถานการณ์ก็ทราบว่า บก.พัน ก็ถูกข้าศึกโจมตีด้วยเช่นกัน ยกเว้นทหาร บก.กองร้อย BI-15 กับหมวดปืนเล็ก 2 ที่อยู่ห่างออกไปด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือไม่ถูกโจมตีเลย
สถานการณ์ต่างๆ เงียบลงมีแต่เสียงคนเจ็บร้องโอดโอยทั้งของมันและของเรา เราก็พยายามปฐมพยาบาลและไม่ให้ร้องเพื่อขวัญและกำลังใจและไม่ต้องการให้ข้าศึกได้ยิน ผมดูนาฬิกาแต่มันไม่เดินแล้วเนื่องจากโดนแรงอัดระเบิดอย่างแรง แต่คาดว่าน่าจะใกล้ 05.00 น.ใกล้สว่างแล้ว ผมได้เห็นพลุส่องสว่างลูกหนึ่ง ถูกยิงจากด้านล่างหุบเขาด้านทิศตะวันตกสว่างเหนือฐานเรา น่าจะเป็นพลุของข้าศึกที่ส่งสัญญาณให้ถอนตัว”
ข้าศึกสูญเสียหนัก
“ผมสั่งการให้กำลังพลที่เหลือเตรียมอาวุธให้พร้อมเพื่อยึดฐานคืนและกวาดล้างข้าศึกที่หลงเหลืออยู่ เมื่อแสงสว่างเริ่มรำไร ผมสั่งการกำลังที่เหลือออกจากคูเรดรูปขบวนหน้ากระดานเข้ากวาดล้างข้าศึกที่ยังหลงเหลือทันที
มันกำลังหนีตายคลานออกมาจากฐานเรา คนบาดเจ็บก็จัดการมันให้เรียบร้อยไม่ต้องทรมานอีกต่อไป ไม่มีความปรานีเหลืออยู่อีกแล้วสำหรับพวกมัน เราไล่ยิงมันได้อีกหลายคนขณะกำลังคลานหนี พบศพของพวกเราและพวกมันในฐาน ผมยังไม่สามารถนับได้ ยามของเราในป้อมด้านทิศเหนือติดฐานแม้วโดนมันเชือดคอไป 2 คน ผบ.หมู่ 2 คนเสียชีวิตทั้งหมดทั้ง 2 หมู่พร้อมทหารอีกหลายคนเนื่องจากโดนระเบิดและยิงซ้ำด้วย AK 47 ศพพวกมันเกลื่อนฐานเราไปหมดส่วนใหญ่ตายด้วยระเบิดเอ็ม 26 ของเราที่ใช้ไปหลายร้อยลูก บางบังเกอร์มีการต่อสู้กันด้วยมีดดาบปลายปืน กอดปล้ำกันทั้งมันทั้งเรา ตายทั้งคู่ แสดงให้เห็นถึงความเป็นทหารชาตินักสู้ของพวกเราที่สู้อย่างถวายชีวิตเช่นกัน และต้องยอมรับนับถือความเป็นนักสู้ของพวกมันด้วยเช่นกันมันไม่ยอมเป็นเชลยเราแม้แต่คนเดียว
ประมาณ 06.30 น.ของวันที่ 26 พฤศจิกายน การต่อสู้กับหน่วยดักกงแซปเปอร์ของหมวด 1 BI-15 ส่วนของกองพัน BI-15 และฐานปืนสิ้นสุดลง ผมสำรวจความเสียหายแล้วผมเสียทหารและ ผบ. หมู่ไป 10 กว่านาย รวมทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ประมาณ 50% บางรายบาดเจ็บเล็กน้อยและบาดเจ็บสาหัสต้องส่งกลับอุดรฯ ผมเหลือกำลังพลประมาณ 20 กว่านาย ทั้งบาดเจ็บและเสียชีวิตเกินครึ่งหนึ่ง ส่วนข้าศึกเสียชีวิตนับศพได้ 42 ศพ ไม่มีเชลย เรายึดปืน AK 47 แบบพับฐานได้จำนวนมาก RPG ระเบิดมัดข้าวต้มจำนวนมาก รวมทั้งยุทโธปกรณ์และเครื่องมือสื่อสารอีกจำนวนหนึ่ง ส่วนศพของข้าศึกเราฝังรวมไว้ที่บ้านนาทั้งหมด
ประมาณ 10.00 น.ของวันที่ 26 พฤศจิกายน ทาง บก.ใหญ่ 333 ล่องแจ้งได้ส่งหัวหน้าใหญ่ด้านส่งกำลังมาเยี่ยมและให้ความช่วยเหลือพวกเราที่สมรภูมิบ้านนา จำได้ว่าคืออาจารย์หม่อม (พ.อ. ม.ร.ว.สุตพันธ์ ทวีวงศ์) ผมดีใจมากท่านมาเยี่ยมผมที่ฐาน ท่านคงเห็นสภาพทุเรศของผมที่โทรมอย่างหนักเหลือแต่ชุดขาสั้นกับเสื้อคอกลมตัวเดียวกับปืน M 16 ติดตัว บังเกอร์ผมระเบิดเป็นจุณไม่เหลือสิ่งของใดๆ ท่านมอบชุดและผ้าห่มให้ผมและทหาร รวมทั้งอาหาร ผมต้องขอบคุณท่านมากและท่านเป็นอาจารย์สอนผมในโรงเรียนนายร้อยด้วย”
