bg-single

เชลยศึกสงครามลาว (4) “คืนนรกที่ยาวนานที่สุดในชีวิต”

12.11.2025

บทความพิเศษ | พล.อ.บัญชร ชวาลศิลป์

เชลยศึกสงครามลาว (4)

“คืนนรกที่ยาวนานที่สุดในชีวิต”

ร.ท.ประจักษ์ วิสุตกุล “หัวหน้าใจ” บันทึกสถานการณ์ที่บ้านนาต่อไป

“ผมมารักษาพื้นที่ บก.พัน ที่บ้านนาเกือบเดือนแล้ว ทำฐานที่มั่นดัดแปลงพื้นที่แข็งแรงพอสมควร

มีการลาดตระเวนในรัศมี 1 ถึง 2 ก.ม.รอบฐาน หมวดผมขึ้นการบังคับบัญชากับผู้พันโดยตรง ท่านเคยมาเยี่ยมและชมว่าฐานผมสวยดี ฐานผมติดกับฐานแม้วและใกล้ฐานปืนใหญ่ ฐานกองพัน บก.พัน อยู่ด้านทิศเหนือชิดขอบเขาที่ลาดชันมาก ด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือของฐาน บก.พัน เป็นฐานกองร้อย มี บก.ร้อย บีไอ-15 กับหมวด 2 ร.ต.เหิร (‘เหิร วรรณประเสริฐ’ ยศสุดท้าย พลเอก อดีตแม่ทัพภาคที่ 2) เป็น ผบ.หมวด ตั้งอยู่บนเนินเขาเล็กๆ ห่างจาก บก.พันประมาณ 500 ถึง 600 เมตร

ข้าศึกได้หยุดยิงรบกวนเรามาแล้ว 2 วัน บรรยากาศรู้สึกเงียบผิดปกติโดยเฉพาะในวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ.2513 เงียบมาก ผมตรวจดูลูกน้องตามหมู่ต่างๆ เป็นปกติทุกวัน ดูแนวป้องกันของแต่ละหมู่ หมวดผมมี หมู่ ค.สมทบด้วย กำลังในหมวดจึงมีทั้งหมด 52 นาย ผมกำชับเรื่องเวรยามกับหมู่ต่างๆ การวางเคลย์โมร์และเครื่องกีดขวางและสัญญาณบอกฝ่ายของแต่ละวัน จนกระทั่งเริ่มมืด อากาศในเดือนพฤศจิกายนเป็นฤดูหนาวอุณหภูมิ 10 องศาเซลเซียส ผมมักจะนอนดึกประมาณ 5-6 ทุ่มทุกวัน แล้วออกมาตรวจเวรยามของแต่ละหมู่ทุกคืนโดยเฉพาะเวลาก่อนเข้านอน กลางคืนที่บ้านนามีแต่ความเงียบสงัด นานๆ จะมีการยิงแฟลร์ส่องสว่างจาก ป.ของเราเพื่อตรวจการณ์ข้าศึก ใกล้ 6 ทุ่มแล้วผมจะเข้านอนตามปกติในชุดกางเกงขาสั้นและเสื้อยืดคอกลม ผมใช้ถุงนอนขนไก่จึงนอนชุดนี้ได้”

ร.ท.ประจักษ์ วิสุตกุล

แซปเปอร์บุก

“ผมงีบหลับไปนานเท่าไหร่ไม่ทราบ แต่ต้องสะดุ้งแบบฉับพลันและรีบออกมาจากถุงนอนทันทีเพราะฐานผมสะเทือนไปด้วยเสียงระเบิด บึ้ม…บึ้ม ตลอดเวลาจนฝุ่นฟุ้งกระจายเต็มบังเกอร์ ผมแทบหายใจไม่ออก รวมทั้งกลิ่นดินปืนฟุ้งเต็มไปหมด ฐานผมเกิดอะไรขึ้น ผมเผ่นออกจากบังเกอร์โดยลืมคว้า เอ็ม 16 ประจำตัวติดมาด้วย มาแต่ตัวโดยใส่เสื้อทหารเวสต์มอร์แลนด์เท่านั้นเผ่นออกมายังหน้าบังเกอร์ซึ่งเป็นที่ตรวจการณ์หมวด ผมตะโกนถามหมู่ข้างหน้าผม ‘เฮ้ยเกิดอะไรขึ้นวะ’ ไม่มีใครตอบ มีแต่เสียงระเบิดกึกก้อง ฝุ่นและควันดินปืนฟุ้งเป็นหมอกควันเต็มไปหมด

ทันใดนั้นก็เกิดระเบิดขึ้นที่ตัวผมอย่างรุนแรงหลังจากที่ผมตะโกนถาม ความรู้สึกเหมือนถูกมือยักษ์ตบบ้องหูทั้งสองข้างอย่างแรง มันเจ็บแปลบและมึนงงไปหมด รู้แต่ว่าเหมือนจิตวิญญาณผมล่องลอยออกจากร่าง ลอยเคว้งคว้างอยู่ข้างบนในความมืด ความรู้สึกมืดครึ้มวังเวง แล้วเกิดความรู้สึกรู้ตัวว่าเราโดนระเบิดนี่ เอ๊ะ…นี่เราตายแล้วนี่ มันล่องลอยมืดครึ้มไปหมด ไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย งั้นเรากลับบ้านดีกว่า เพราะคิดถึงบ้านมาก มันรู้สึกอย่างนั้นจริงๆ หลังจากนั้นผมไม่ทราบว่านานเท่าไหร่ที่ความรู้สึกมันกลับคืนมา พบว่าตัวเองนอนกองอยู่บนพื้นดินในหลุมหน้าบังเกอร์จึงรู้ว่าผมยังไม่ตาย แล้วสติผมก็กลับมาอีกครั้ง

ผมคลานกระเสือกกระสนเข้าไปในบังเกอร์ที่นอนและเข้าไปนั่งบนเตียงสนาม ความรู้สึกยังมึนงง นั่งเอามือปิดหูทั้งสองข้างเพราะยังเจ็บปวดมากแล้วนั่งก้มหน้าเหมือนไม่รับรู้อะไรแล้ว รู้แต่ว่ายังมีเสียงระเบิด บึ้ม…บึ้ม รอบตัวผมตลอดเวลา ฝุ่นและควันปิดคลุมมิดห้องบังเกอร์ ทันใดนั้นมีแสงส่องสว่างสว่างขึ้นจากแฟลร์ไม่ทราบว่าของเราหรือของข้าศึก และผมได้ยินเสียงคนพูดไม่เป็นภาษาคนเป็นภาษาอะไรก็ไม่รู้เหมือนกำลังตะโกนบอกกันไปหมดและโผล่หน้ามองมาที่ผมตรงช่องทางเข้าบังเกอร์ด้านหลัง ผมก็หันไปเจอกับหน้ามันที่โผล่เข้ามาพอดี 3-4 คนแล้วกำลังชี้มือมาที่ผม เหมือนกับจะบอกกันว่า มันอยู่นี่ หัวหน้ามันยังอยู่นี่

ผมเห็นหน้าพวกมันผมจึงรู้ว่า…เฮ้ยนี่มันพวกข้าศึก มันบุกมาถึงตัวแล้ว มันพรางหน้าดำใส่หมวกผ้าเย็บด้วยผ้าร่มพรางทุกคน ด้วยสัญชาตญาณหนีตาย ผมพุ่งตัวออกจากบังเกอร์ทันที และพุ่งตัวลงไปในคูเรดหน้าแนวรั้วลวดหนาม และการต่อสู้แบบถวายชีวิตของผมก็เริ่มขึ้น

หลังจากผมพุ่งมาที่คูเรดไม่กี่วินาที บังเกอร์ของผมก็ระเบิดเป็นจุณด้วยแรงระเบิด 2-3 ครั้ง ผมดึงระเบิดมือที่เสียบอยู่ในคู 2-3 ลูก ดึงสลักและขว้างติดต่อกันไปยังพวกมันที่มองเห็น 2-3 คนที่โยนระเบิดใส่ผมหลังบังเกอร์ เสียงระเบิดก้องหวีดหวิว ผมขว้างออกไปอีกหลายสิบลูกเมื่อมองเห็นพวกมันกำลังคลานอยู่บนบังเกอร์และพื้นที่อื่นๆ ผมไม่ทราบว่าขว้างระเบิดไปกี่ลูกจนแนวคูเรดที่ผมอยู่ ระเบิดเกือบหมด”

ผู้หมวดตายแล้ว

“ตอนบังเกอร์ผมระเบิด ผมได้ยินเสียงลูกน้องตะโกนว่า ‘เฮ้ย…หนีเว้ย ผู้หมวดตายแล้ว’ ผมรีบตะโกนตอบทันที ‘อย่าหนี ผู้หมวดยังอยู่…สู้ตาย ไม่ต้องกลัวมัน’ ทำให้ทหารรู้ว่าผมยังไม่ตาย มีหลายบังเกอร์ซ้ายมือผมไม่ออกมาสู้ หลบเข้าไปกอดกันกลมด้วยความกลัวข้าศึก ผมเข้าไปกระชากลูกน้องออกมา บอกให้สู้มัน ไม่ต้องกลัว สู้ตาย ผมตะโกนให้สู้ไปขว้างระเบิดไปด้วยเพราะเห็นมันกำลังคืบคลานเต็มไปหมดในฐาน ลูกน้องเริ่มมีขวัญดีเริ่มออกมาสู้แล้ว ผู้บังคับหมู่เข้าคุมทหารสู้ ผมให้ ผบ.หมู่ ที่อยู่กับผมตรวจแนวและบังเกอร์ว่ามีใครยังอยู่บ้าง ซ้ายขวาเรายังมีอยู่แค่ไหน ทราบว่าเหลือแค่ประมาณ 2 หมู่ ส่วนหมู่ด้านเหนือไม่ทราบชะตากรรม ติดต่อกันไม่ได้ บางจุดเราได้ยินเสียงต่อสู้กันในบังเกอร์พวกมันยังกวาดล้างพวกเราด้วยการโยนระเบิดมัดข้าวต้มเข้าตามบังเกอร์ เสียงระเบิดดังอยู่ตลอดเวลา พวกเราที่ทนแรงอัดไม่ไหวก็กระเสือกกระสนออกมา มันก็ยิงซ้ำ ใครอยู่ในบังเกอร์มักตายจากแรงอัดระเบิดและไม่มีโอกาสได้สู้ เรายังคงใช้ระเบิดขว้างขว้างใส่ข้าศึกตลอดเวลา แต่ไม่มากเท่าตอนแรก บางคนเห็นข้าศึกก็ใช้เอ็ม 16 ยิงแต่ก็ถูกยิงสวนด้วย RPG ทันที ผมสั่งห้ามใช้ปืนเล็กยิงเพราะจะถูกสวนด้วย RPG

ขณะที่เรากำลังต่อสู้กับข้าศึกในฐานอยู่นั้น ปรากฏเสียงนกหวีดดังขึ้นและข้าศึกได้ชาร์จมาทางด้านหลังหลายสิบคนโดยพยายามใช้ไม้พาดลวดหนามโถมเข้ามา ผมได้สั่งการให้หันกลับไปสู้ด้านหลังทันทีโดยใช้ระเบิดขว้างและเอ็ม 60 ยิงกราดใส่พวกมันจนคาลวดหนามหลายคนและหยุดการบุกที่จะเข้าไปรวมกับพวกหรือช่วยพวกมันในฐาน ผมขว้างระเบิดอีกหลายลูกในขณะที่มันถอยลงเนินไป ข้าศึกได้ขว้างระเบิดแบบสากกะเบือมาอีกหลายลูกต่อต้านการใช้ระเบิดขว้างของเรา ผมสั่งการให้ทหารทุกคนออกจากคูมานอกคูใกล้แนวลวดหนาม ระเบิดตกลงคูทำให้พวกเราบาดเจ็บและเสียชีวิตหลายคน

สถานการณ์การต่อสู้ดูจะเบาบางลงแล้วหลังจากที่เราสกัดข้าศึกด้านนอกมิให้เข้ามาในฐานเพื่อ link up กับข้าศึกภายในไว้ได้ ผมได้สั่งการให้ ผบ.หมู่และทหารช่วยกันตรวจแนวของฝ่ายเราอีกครั้ง และสำรวจว่าพวกเรายึดแนวเขตได้แค่ไหน ซึ่งทราบว่าเรายังรักษาแนวไว้ได้ 2 หมู่กว่าๆ ประมาณครึ่งหนึ่งของแนวฐาน และสั่งการให้ ผบ.หมู่ควบคุมด้านซ้ายและขวาให้ดี เอาคนเจ็บเข้าไปรักษาพยาบาลในบังเกอร์ไว้ก่อนเท่าที่จะทำได้ ใครไม่มีอาวุธกระสุนให้เอาจากเพื่อนที่ตายหรือบาดเจ็บ ให้ทุกคนเฝ้าตรวจไปข้างหน้าและระวังด้านหลังด้วย ผมได้เอาเอ็ม 16 ของทหารที่ตายมาใช้ เพราะไม่มีลูกระเบิดขว้างเหลือแล้ว แต่จะไม่พยายามใช้นอกจากจำเป็นเท่านั้น

ทหารปืนใหญ่ที่อยู่ติดกับเราก็ถูกข้าศึกโจมตี ได้ยินเสียงระเบิดและมีการยิงปืนใหญ่ต่อต้านข้าศึกด้วยกระสุน Bee Hive (กระสุนลูกดอกดาวกระจาย) และกระสุนแตกอากาศ แต่ดูแล้วข้าศึกทำการเจาะแนวเข้าไปไม่ได้ ฐานเรายังคงลุกไหม้และมีการระเบิดเป็นระยะๆ จากวัตถุระเบิดต่างๆ ตามบังเกอร์ที่ไฟไหม้

ไม่มีใครช่วยเราได้ ต่างฐานต้องระวังตนเองและต่อสู้ตามลำพัง การติดต่อสื่อสารถูกตัดขาดจาก บก.พัน และจากสถานการณ์ก็ทราบว่า บก.พัน ก็ถูกข้าศึกโจมตีด้วยเช่นกัน ยกเว้นทหาร บก.กองร้อย BI-15 กับหมวดปืนเล็ก 2 ที่อยู่ห่างออกไปด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือไม่ถูกโจมตีเลย

สถานการณ์ต่างๆ เงียบลงมีแต่เสียงคนเจ็บร้องโอดโอยทั้งของมันและของเรา เราก็พยายามปฐมพยาบาลและไม่ให้ร้องเพื่อขวัญและกำลังใจและไม่ต้องการให้ข้าศึกได้ยิน ผมดูนาฬิกาแต่มันไม่เดินแล้วเนื่องจากโดนแรงอัดระเบิดอย่างแรง แต่คาดว่าน่าจะใกล้ 05.00 น.ใกล้สว่างแล้ว ผมได้เห็นพลุส่องสว่างลูกหนึ่ง ถูกยิงจากด้านล่างหุบเขาด้านทิศตะวันตกสว่างเหนือฐานเรา น่าจะเป็นพลุของข้าศึกที่ส่งสัญญาณให้ถอนตัว”

ข้าศึกสูญเสียหนัก

“ผมสั่งการให้กำลังพลที่เหลือเตรียมอาวุธให้พร้อมเพื่อยึดฐานคืนและกวาดล้างข้าศึกที่หลงเหลืออยู่ เมื่อแสงสว่างเริ่มรำไร ผมสั่งการกำลังที่เหลือออกจากคูเรดรูปขบวนหน้ากระดานเข้ากวาดล้างข้าศึกที่ยังหลงเหลือทันที

มันกำลังหนีตายคลานออกมาจากฐานเรา คนบาดเจ็บก็จัดการมันให้เรียบร้อยไม่ต้องทรมานอีกต่อไป ไม่มีความปรานีเหลืออยู่อีกแล้วสำหรับพวกมัน เราไล่ยิงมันได้อีกหลายคนขณะกำลังคลานหนี พบศพของพวกเราและพวกมันในฐาน ผมยังไม่สามารถนับได้ ยามของเราในป้อมด้านทิศเหนือติดฐานแม้วโดนมันเชือดคอไป 2 คน ผบ.หมู่ 2 คนเสียชีวิตทั้งหมดทั้ง 2 หมู่พร้อมทหารอีกหลายคนเนื่องจากโดนระเบิดและยิงซ้ำด้วย AK 47 ศพพวกมันเกลื่อนฐานเราไปหมดส่วนใหญ่ตายด้วยระเบิดเอ็ม 26 ของเราที่ใช้ไปหลายร้อยลูก บางบังเกอร์มีการต่อสู้กันด้วยมีดดาบปลายปืน กอดปล้ำกันทั้งมันทั้งเรา ตายทั้งคู่ แสดงให้เห็นถึงความเป็นทหารชาตินักสู้ของพวกเราที่สู้อย่างถวายชีวิตเช่นกัน และต้องยอมรับนับถือความเป็นนักสู้ของพวกมันด้วยเช่นกันมันไม่ยอมเป็นเชลยเราแม้แต่คนเดียว

ประมาณ 06.30 น.ของวันที่ 26 พฤศจิกายน การต่อสู้กับหน่วยดักกงแซปเปอร์ของหมวด 1 BI-15 ส่วนของกองพัน BI-15 และฐานปืนสิ้นสุดลง ผมสำรวจความเสียหายแล้วผมเสียทหารและ ผบ. หมู่ไป 10 กว่านาย รวมทั้งอาวุธยุทโธปกรณ์ประมาณ 50% บางรายบาดเจ็บเล็กน้อยและบาดเจ็บสาหัสต้องส่งกลับอุดรฯ ผมเหลือกำลังพลประมาณ 20 กว่านาย ทั้งบาดเจ็บและเสียชีวิตเกินครึ่งหนึ่ง ส่วนข้าศึกเสียชีวิตนับศพได้ 42 ศพ ไม่มีเชลย เรายึดปืน AK 47 แบบพับฐานได้จำนวนมาก RPG ระเบิดมัดข้าวต้มจำนวนมาก รวมทั้งยุทโธปกรณ์และเครื่องมือสื่อสารอีกจำนวนหนึ่ง ส่วนศพของข้าศึกเราฝังรวมไว้ที่บ้านนาทั้งหมด

ประมาณ 10.00 น.ของวันที่ 26 พฤศจิกายน ทาง บก.ใหญ่ 333 ล่องแจ้งได้ส่งหัวหน้าใหญ่ด้านส่งกำลังมาเยี่ยมและให้ความช่วยเหลือพวกเราที่สมรภูมิบ้านนา จำได้ว่าคืออาจารย์หม่อม (พ.อ. ม.ร.ว.สุตพันธ์ ทวีวงศ์) ผมดีใจมากท่านมาเยี่ยมผมที่ฐาน ท่านคงเห็นสภาพทุเรศของผมที่โทรมอย่างหนักเหลือแต่ชุดขาสั้นกับเสื้อคอกลมตัวเดียวกับปืน M 16 ติดตัว บังเกอร์ผมระเบิดเป็นจุณไม่เหลือสิ่งของใดๆ ท่านมอบชุดและผ้าห่มให้ผมและทหาร รวมทั้งอาหาร ผมต้องขอบคุณท่านมากและท่านเป็นอาจารย์สอนผมในโรงเรียนนายร้อยด้วย”



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

“ลิณธิภรณ์” ดันท้องฟ้าจำลองกรุงเทพ สู่ศูนย์การเรียนรู้ตลอดชีวิตต้นแบบ ชูอัตลักษณ์ดาราศาสตร์ เชื่อมคนทุกวัย
มือที่สามที่ไม่มีมือ
วิชาชีพสถาปนิก ในวิกฤตความชอบธรรม (1)
เชลยศึกสงครามลาว (53)
พระเครื่อง ของขลัง ผ้ายันต์ กับสงครามมหาเอเชียบูรพา (1)
33 ปี ชีวิตสีกากี พล.ต.ต.ปวีณ พงศ์สิรินทร์ (198)
E-DUANG | เส้นทาง ของ แถลงการณ์ คำพูด เส้นทาง ความจริง และ การไล่ล่า
“อนุทิน” โต้กระแสน้ำท่วมงบหมด ยันใช้งบกลางเยียวยา เผยอัดฉีดเพิ่มอีก 1 หมื่นล้าน จ่ายไวแบบ First Come First Serve
สส.ปารเมศ ชี้“ข้าวสารแซนด์บ็อกซ์” ต้องรื้อที่ต้นตอ! ขอชวนภูมิใจไทย ร่วมแก้ พ.ร.บ. สถานบริการ 2509
สุดารัตน์ จี้ต้องเข็นเศรษฐกิจไทยออกจาก “หล่ม” ที่ติดมายาวนานให้ได้ หลังไทยเจ้าภาพจัดประชุม IMF และ World Bank
ปฎิมา นักเขียน ชีวิต กับ ความใฝ่ฝัน นักเขียน ‘อาชีพ’
ดินแดง ราชปรารภ อารมณ์ ‘ร่วม’ ของ ‘มวลชน’ เบื้องหน้า การตาย ของเพื่อน