ต่างประเทศ
นักวิเคราะห์แทบทุกคนในยามนี้พอจะมองออกว่า ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐอเมริกา กำลังเตรียมการทำสงครามเต็มพิกัดกับอิหร่าน แต่ความต้องการประการนี้ใช่ว่าจะไม่มีขอบเขต ไม่มีข้อจำกัดแต่อย่างใด
ในความเป็นจริงแล้ว ทรัมป์กลับมีข้อจำกัดสำคัญที่ใหญ่โตมากอยู่ประการหนึ่ง นั่นคือ กองทัพสหรัฐอเมริกาไม่มีความพร้อมที่จะทำสงครามระดับนี้ในตอนนี้แต่อย่างใดทั้งสิ้น
ทรัมป์แสดงออกยิ่งกว่าชัดเจนว่าการเจรจากับอิหร่านนั้นไม่มีอีกแล้ว หลังจากนั้น สหรัฐก็เปิดฉากโจมตีระลอกแล้วระลอกเล่าตั้งแต่วันที่ 18 กรกฎาคม เรื่อยมาจนกระทั่งถึงขณะนี้ เพื่อแก้แค้นให้กับการเสียชีวิตของทหารอเมริกัน 2 นายในจอร์แดน (รายที่สามตกอยู่ในสถานะหายสาบสูญไปหลังการโจมตี) การหยุดยิงชั่วคราวที่มีขึ้นก่อนหน้านี้เป็นอันยุติไปโดยปริยาย
และจนถึงตอนนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าสหรัฐอเมริกาจะกลับการตัดสินใจครั้งนี้แต่อย่างใด
เจ้าหน้าที่อเมริกันที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้บอกกับวอชิงตันโพสต์ว่า สหรัฐอเมริกากำลังวางแผนจะขยายวงสงครามออกไป แต่เตือนไว้พร้อมกันว่า ปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐอเมริกาอาจถูกจำกัดโดยข้อเท็จจริงที่ว่า คลังอาวุธที่มีนั้นร่อยหรอลงไปมากแล้ว ทั้งอาวุธในส่วนที่ใช้เพื่อการป้องกันการโจมตีทางอากาศ และอาวุธที่ใช้สำหรับการโจมตีระยะไกล พร้อมกันนั้นฐานทัพแทบทุกแห่งในตะวันออกกลางของสหรัฐอเมริกาก็ตกอยู่ในสภาพเสียหาย
“เรามีกำลังไม่เพียงพอต่อการดำเนินการให้ปฏิบัติการทางทหารนี้เป็นปฏิบัติการที่ยั่งยืนได้ และผมไม่คิดว่าทางทำเนียบขาวจะล่วงรู้เรื่องนี้” เจ้าหน้าที่คนเดียวกันนี้ระบุ
รายงานจากศูนย์เพื่อการศึกษายุทธศาสตร์และกิจการระหว่างประเทศ (ซีเอสไอเอ) เมื่อเดือนพฤษภาคม ประมาณว่า อาจจำเป็นต้องใช้เวลาถึงปี 2030 สหรัฐอเมริกาจึงจะสามารถฟื้นฟูสภาพคลังอาวุธของตนให้กลับคืนมาสู่ระดับที่เคยมีก่อนหน้าสงคราม ทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า “หน้าต่างที่เปราะบาง” อยู่นานหลายปีสำหรับสหรัฐอเมริกา ถ้าหากเกิดความขัดแย้งขึ้นในอนาคต
นับตั้งแต่รายงานฉบับดังกล่าวตีพิมพ์ออกมา สหรัฐอเมริกาได้แต่โจมตีอย่างต่อเนื่อง และต้นทุนสงครามของทรัมป์ก็เพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จนประมาณกันว่า เกินกว่า 100,000 ล้านดอลลาร์เข้าไปแล้ว
กองบัญชาการกลาง “เซนคอม” อ้างว่า ในการโจมตีระลอกล่าสุดประสบความสำเร็จในการทำลายระบบตรวจการณ์ชายฝั่งและระบบป้องกันทางอากาศของอิหร่าน, ทำลายศักยภาพทางทะเล รวมถึงคลังเก็บจรวดและโดรนของอิหร่าน
ในขณะที่อิหร่านอ้างว่า การโจมตีของสหรัฐอเมริกาเป็นการโจมตีต่อโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ ซึ่งเป็นการปฏิบัติการที่เป็นอันตรายต่อโครงสร้างเพื่อสันติของอิหร่าน
จนถึงขณะนี้มีทหารอเมริกันอย่างน้อย 17 นายเสียชีวิตไปในสงครามกับอิหร่านครั้งนี้ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทางการกำลังปกปิดข้อมูลเกี่ยวกับการบาดเจ็บและล้มตายของทหารอเมริกันในตะวันออกกลาง
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว นิวยอร์กไทมส์ รายงานว่า อิหร่านเปิดฉากโจมตีต่อกองกำลังของสหรัฐอเมริกาในจอร์แดน 3 ครั้ง ทำให้มีทหารได้รับบาดเจ็บนับสิบนายและเฮลิคอปเตอร์เสียหายไปจำนวนหนึ่ง
แต่ตัวเลขเหล่านี้ไม่มีปรากฏในการแถลงต่อสาธารณะของกระทรวงกลาโหมแต่อย่างใด
นิวยอร์กไทมส์ระบุว่า ทางเซนคอมตอบข้อซักถามเรื่องนี้ของตนว่า เซนคอมไม่จำเป็นต้องให้ข้อมูลเกี่ยวกับทหารที่ได้รับบาดเจ็บในการสู้รบ เพราะการเปิดข้อมูลดังกล่าวจะช่วยให้อิหร่านสามารถปรับแต่งการโจมตีของตนใหม่ให้ดีขึ้นกว่าเดิมได้
แต่รายงานข่าวของนิวยอร์กไทมส์ระบุว่า เมื่อวันที่ 18 ที่ผ่านมา ทหารที่ได้รับบาดเจ็บ 4 นายถูกนำตัวส่งโรงพยาบาลในจอร์แดน แล้วก็ได้รับการปล่อยตัวเป็นอิสระ
แต่ถ้อยแถลงของเซนคอมกลับไม่ปรากฏว่ามีการพูดถึงการบาดเจ็บเหล่านี้แต่อย่างใด
ในท้ายที่สุดกระทรวงกลาโหมก็ออกมากล่าวหานิวยอร์กไทมส์ว่า รายงานข่าวปลอมที่ไม่มีข้อเท็จจริงเป็นพื้นฐานและกล่าวหากระทรวงด้วยประสงค์ร้ายถือเป็นพฤติกรรมที่น่าขยะแขยง หวังสร้างให้เกิดความขมขื่นเศร้าใจต่อประชาชนชาวอเมริกัน
ทั้งๆ ที่โดยข้อเท็จจริงแล้ว ในสงครามครั้งนี้ทหารอเมริกันเสียชีวิตไปแล้ว 17 นายและได้รับบาดเจ็บมากกว่า 400 นายแล้ว เพราะสงครามครั้งนี้ไม่ได้เป็นไปอย่างที่ทรัมป์อยากให้เป็น การปิดช่องแคบฮอร์มุซส่งผลกระทบทั้งต่อเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและของทั้งโลก จำนวนพลเรือนที่เสียชีวิตในอิหร่านเพิ่มสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว พอๆ กับราคาน้ำมันหน้าปั๊มในสหรัฐอเมริกา โดยที่ทรัมป์ปฏิเสธความรับผิดชอบใดๆ รวมทั้งการโจมตีที่เป้าหมายกลายเป็นโรงเรียนในมินับ ประเทศอิหร่านในวันแรกของสงคราม
ความเป็นจริงที่ว่า รัฐบาลอเมริกันพยายามจะลดและปกปิดความสูญเสียของฝ่ายอเมริกันในครั้งนี้ถือเป็นเรื่องที่พอจะเข้าใจได้ แต่เหตุผลที่แท้จริงของความพยายามดังกล่าวก็คือ การเปิดเผย โปร่งใสในเรื่องนี้จะทำให้สงครามที่ไม่เป็นที่นิยมชื่นชอบอยู่ก่อนแล้วกลายเป็นพิษภัยทางการเมืองสำหรับทรัมป์และพรรครีพับลิกันมากยิ่งขึ้นไปอีก
แน่นอนสหรัฐอเมริกายังมีขีดความสามารถทางทหารที่สามารถอวดอ้างต่อใครๆ ได้ทั่วโลก แต่ความสำเร็จในการปิดกั้นช่องแคบฮอร์มุซของอิหร่าน ก่อให้เกิดคำถามสำคัญตามมาว่า สหรัฐอเมริกายังคงเหมาะสมที่จะมีบทบาทในการปกป้องทางการค้าของโลกอยู่ต่อไปหรือไม่
เพราะมีกำลังทหารก็จริง แต่ก็ไม่สามารถเปลี่ยนกำลังทหารที่ว่าให้เป็นยุทธศาสตร์เพื่อชัยชนะได้แต่อย่างใดทั้งสิ้น
