มหากาพย์โกงสอบท้องถิ่น เมื่อความคาดหวังทะลุเพดาน คำถามตัวโตๆ ถึง ‘ตัวการใหญ่’ รัฐบาลต้องตอบ!
ในประเทศ
มหากาพย์โกงสอบท้องถิ่น เมื่อความคาดหวังทะลุเพดาน คำถามตัวโตๆ ถึง ‘ตัวการใหญ่’ รัฐบาลต้องตอบ!
ความคาดหวังของสังคมในตอนนี้กับคดีทุจริตสอบข้าราชการท้องถิ่น ได้ทะลุเพดานไปไกลกว่าแค่การจับกุมนายหน้าวิ่งเต้น หรือจับข้าราชการตัวเล็กตัวน้อยที่คอยแก้คะแนนแล้ว
แต่ที่สังคมต้องการคำตอบวันนี้และเดี๋ยวนี้ว่าใครคือตัวการใหญ่ของมหากาพย์การทุจริตโกงสอบท้องถิ่นครั้งนี้
เพราะด้วยสเกลการทุจริตระดับมโหฬารที่มีผู้พัวพันนับพันคน มีเม็ดเงินส่วยสะพัด 4.5 พันล้านบาท และยังสามารถเจาะทะลวงระบบการสอบไปแก้คะแนนกันเป็นรายคนได้ขนาดนี้ ย่อมไม่มีทางที่จะเป็นฝีมือของข้าราชการระดับปฏิบัติการ หรือจบลงแค่ระดับอธิบดีเพียงลำพัง หากปราศจาก ‘ไฟเขียว’ หรือร่มเงาคุ้มกะลาหัวจากผู้มีอำนาจทางการเมืองที่อยู่บนยอดสุดของพีระมิด
วาทกรรมที่ผู้นำรัฐบาลและในฐานะเจ้ากระทรวงมหาดไทยโดยตรงอย่าง อนุทิน ชาญวีรกูล ได้ออกมาประกาศอย่างขึงขังว่า ‘สาวถึงใครก็ต้องโดน’ หรือการที่รีบชิงออกตัวการันตีว่า ‘ฝ่ายการเมืองจะไม่แทรกแซง’
แต่คำถามคือเราจะเชื่อคำพูดนี้ได้แค่ไหน จะมั่นใจอย่างไรว่าท้ายที่สุดเรื่องจะไม่จบแบบ ‘ตัดตอน’ โยนบาปให้ข้าราชการประจำ เพื่อเซฟผู้บงการตัวจริงให้รอดพ้นจากคมหอกคมดาบกันแน่?
นี่คือเหตุผลที่เสียงสะท้อนจากภาคประชาสังคมและพรรคการเมืองฝ่ายค้าน เช่น พรรคประชาชน โดย ส.ส.รังสิมันต์ โรม ออกมาตอกย้ำตรงกันว่ารัฐบาลจะมองเรื่องนี้เป็นเพียงแค่คดีอาชญากรรมเฉพาะหน้า หรือการทุจริตทางเทคนิคทั่วไปไม่ได้เป็นอันขาด
เพราะร่องรอยหลักฐานและเส้นทางการเงินที่มีมูลค่าความเสียหายสะพัดนับพันล้านบาทนี้ ชี้ให้เห็นชัดเจนว่ามันคือโครงข่ายผลประโยชน์ที่ถักทอร่วมกันระหว่างทุน ท้องถิ่น และผู้มีอำนาจในกระทรวงคลองหลอด
เพราะหากเราลองมาดูข้อมูลล่าสุดที่เพิ่งมีการตั้งกรรมการสอบวินัยเพียง 5 ราย และจับกุมผู้ต้องหาเพียง 3 ราย ขณะที่ข้าราชการระดับสูงและเจ้าหน้าที่ท้องถิ่นอีก 11 รายที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไฟล์สแกนกระดาษคำตอบยังไม่ถูกดำเนินคดีหรือหมายเรียกแต่อย่างใด รวมไปถึงการอายัดทรัพย์โดย ปปง.ก็ยังไม่มีความคืบหน้า
เส้นทางการเงินมูลค่าหลายพันล้านบาทที่ถูก ป.ป.ช.กล่าวอ้างนั้นอยู่ที่ไหน เงินเหล่านี้ถูกโอนผ่านบัญชีของใครบ้าง มีการฟอกเงินหรือกระจายเงินผ่านนิติบุคคลหรือบุคคลใกล้ชิดหรือไม่
เพราะหากสามารถติดตามเส้นทางการเงินได้ครบถ้วนก็ย่อมสามารถเชื่อมโยงไปถึงคนสั่งการ คนรับผลประโยชน์ และเครือข่ายที่อยู่เบื้องหลังได้
การเร่งดำเนินการอายัดทรัพย์ ตรวจสอบธุรกรรม และขยายผลทางการเงิน จึงเป็นหัวใจสำคัญของคดีไม่แพ้การสอบสวนพยานบุคคลหรือการตรวจสอบไฟล์ข้อมูลดิจิทัล
นอกจากการขยายผลทางการเงินแล้ว อีกประเด็นที่สังคมกำลังจับตาไม่แพ้กัน คือการเปิดเผย ‘โครงสร้าง’ ของขบวนการ เพราะคดีนี้ไม่ใช่การทุจริตที่เกิดจากคนเพียงคนเดียว
หากแต่เป็นกระบวนการที่ต้องอาศัยคนหลายระดับ ตั้งแต่นายหน้าที่ติดต่อผู้สมัคร ผู้ประสานงานในพื้นที่ ผู้รวบรวมเงิน เจ้าหน้าที่ที่เข้าถึงข้อสอบหรือข้อมูลการสอบ บุคคลที่สามารถแก้ไขคะแนนหรือไฟล์สแกนคำตอบ ไปจนถึงผู้ที่มีอำนาจสั่งการหรือคุ้มครองให้เครือข่ายดำเนินการได้โดยไม่ถูกตรวจสอบ
คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า ‘ใครเป็นคนแก้คะแนน’ แต่คือ ‘ใครเป็นคนทำให้การแก้คะแนนเกิดขึ้นได้’ เพราะหากไม่มีการวางระบบ ไม่มีการแบ่งหน้าที่ และไม่มีอำนาจที่มากพอจะปิดบังร่องรอย การทุจริตที่เกี่ยวข้องกับผู้สอบนับพันคนย่อมไม่มีทางเกิดขึ้นได้
ยิ่งเมื่อเราได้ดูข้อมูลล่าสุดจากการประชุมคณะกรรมาธิการกฎหมาย การยุติธรรม และสิทธิมนุษยชน ซึ่งได้เชิญทั้งสำนักงาน ป.ป.ช. และสำนักงาน ปปง. เข้าให้ข้อมูลเกี่ยวกับความคืบหน้าของคดี เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคมที่ผ่านมาก็ยิ่งทำให้ข้อสงสัยของสังคมเพิ่มมากขึ้นไปอีก
เพราะรังสิมันต์ โรม คนเดิมในฐานะประธาน กมธ. ก็ได้มีการฉายภาพความเป็นไปได้ของการทุจริตไว้ถึง 3 ฉากทัศน์ คือ
หนึ่ง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) เป็นฝ่ายทุจริต
สอง มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เป็นฝ่ายทุจริต
และสาม ทั้งสองหน่วยงานร่วมกันทุจริต ซึ่งจนถึงขณะนี้ยังไม่มีข้อเท็จจริงใดสามารถตัดความเป็นไปได้ของทั้งสามสมมุติฐานออกไปได้
ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือการพบข้อพิรุธหลายประเด็นเกี่ยวกับการปฏิบัติงานที่ไม่เป็นไปตามทีโออาร์
ทั้งการสำรองข้อมูล ทั้งที่เงื่อนไขการจัดสอบไม่ได้กำหนดให้ดำเนินการ รวมถึงการที่ มศว ลงตราประทับรับรองรายชื่อผู้สอบผ่านตามคำร้องขอของ สถ. ทั้งที่ขั้นตอนดังกล่าวก็ไม่ได้ระบุไว้ในขอบเขตงานเช่นกัน
หากข้อเท็จจริงเหล่านี้เป็นจริง ก็สะท้อนว่ามีการดำเนินการนอกเหนือจากระบบที่ควรจะเป็น และเปิดช่องให้เกิดการเปลี่ยนแปลงข้อมูลผลสอบได้
ยิ่งไปกว่านั้นยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับกระบวนการส่งมอบแฟลชไดรฟ์ซึ่งบรรจุข้อมูลผลสอบต้นฉบับ โดยตามหลักแล้วผู้มีอำนาจควรเป็นผู้รับมอบข้อมูลด้วยตนเอง แต่กลับมีการเปลี่ยนแปลงวิธีการส่งมอบ ขณะที่รายชื่อผู้สอบผ่านซึ่งประกาศต่อสาธารณะ กลับเป็นรายชื่อที่ผ่านการดำเนินการของผู้มีอำนาจในกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น
ทำให้เกิดคำถามสำคัญว่า ระหว่างข้อมูลต้นฉบับกับรายชื่อที่ประกาศนั้น มีการเปลี่ยนแปลงในขั้นตอนใด และใครคือผู้มีอำนาจเข้าถึงข้อมูลดังกล่าว
ข้อสังเกตที่น่ากังวลที่สุดคือ แม้จะมีการตั้งกรรมการสอบวินัยเจ้าหน้าที่ของ สถ.แล้ว 5 ราย แต่จนถึงขณะนี้กลับยังไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาทางอาญา ไม่มีการออกหมายเรียกผู้บริหารระดับสูงของกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น หรือบุคลากรในกระทรวงมหาดไทยแม้แต่คนเดียว
ขณะที่หมายเรียกและการดำเนินคดีกลับมุ่งไปยังผู้เกี่ยวข้องฝั่งมหาวิทยาลัยและบริษัทเอกชนเป็นหลัก
เช่นเดียวกับกรณีการแก้ไขไฟล์สแกนกระดาษคำตอบกว่า 5,900 ชุด ซึ่งมีรายชื่อเจ้าหน้าที่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกี่ยวข้องถึง 11 คน แต่จนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีผู้ใดถูกออกหมายเรียกหรือหมายจับ ทั้งที่บุคคลกลุ่มนี้ถือเป็นกลไกสำคัญในกระบวนการแก้ไขข้อมูลผลสอบ
ข้อเท็จจริงเหล่านี้จึงยิ่งทำให้สังคมตั้งคำถามว่า เหตุใดการบังคับใช้กฎหมายจึงยังไม่เดินหน้าไปยังผู้มีอำนาจในกระทรวงมหาดไทย ทั้งที่พยานหลักฐานจำนวนไม่น้อยชี้ให้เห็นว่ามีบทบาทเกี่ยวข้องในกระบวนการดังกล่าว
ยิ่งไปกว่านั้นข้อมูลที่ระบุว่ามีผู้สมัครจำนวนมากยอมจ่ายเงินเพื่อแลกกับการสอบผ่าน ก็สะท้อนว่าขบวนการนี้ดำเนินการมาอย่างเป็นระบบจนสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อว่า ‘จ่ายแล้วได้จริง’ ซึ่งหมายความว่าต้องเคยมีความสำเร็จเกิดขึ้นมาแล้วหลายครั้ง จึงเกิดการบอกต่อและขยายเครือข่ายได้ในวงกว้าง
นี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมการสอบสวนไม่ควรหยุดอยู่เพียงการตรวจสอบการสอบครั้งเดียว
แต่ต้องย้อนกลับไปตรวจสอบการสอบในรอบก่อนๆ ด้วยว่า มีรูปแบบความผิดปกติลักษณะเดียวกันหรือไม่ มีเจ้าหน้าที่กลุ่มเดิมเกี่ยวข้องหรือไม่ และมีผู้ได้รับการบรรจุเข้ารับราชการจากกระบวนการโกงแบบนี้อีกจำนวนเท่าใด
สุดท้ายแล้วมหากาพย์การโกงสอบท้องถิ่นครั้งนี้จะเป็นบทพิสูจน์ที่สำคัญที่สุดว่ารัฐบาลชุดนี้มีความตั้งใจจริงที่จะปราบปรามการทุจริต หรือเป็นเพียงการแสดงละครฉากใหญ่เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของเครือข่ายอำนาจเดียวกัน
การปล่อยให้ข้าราชการใหม่เติบโตมาจากระบบส่วย ไม่ใช่แค่ความล้มเหลวของระบบราชการ แต่มันคือการบ่อนทำลายรากฐานของประเทศ และเป็นการปล้นอนาคตของประชาชนที่จะต้องทนอยู่กับการบริหารงานที่ไร้ประสิทธิภาพไปอีกหลายสิบปี
การทำความสะอาดบ้าน ล้างบางกลไกมหาดไทยให้กลับมามีความโปร่งใส จึงเป็นเดิมพันที่สำคัญที่สุด
คำพูดที่บอกว่า สาวถึงใครคนนั้นก็ต้องโดน ของนายกฯ อนุทินจะต้องไม่ใช่แค่วาทกรรมเท่ๆ ที่เอาไว้พาดหัวข่าว
เพราะถ้าหากรัฐบาลสอบตกในคดีนี้ก็เท่ากับเป็นการมอบไฟเขียวให้ขบวนการอุปถัมภ์ก้าวเดินต่อไปเพื่อยึดครองประเทศอย่างสมบูรณ์แบบ
และเมื่อถึงเวลานั้น ประชาชนอาจจะหมดศรัทธา จนไม่เหลือพื้นที่ให้ผู้มีอำนาจชุดปัจจุบันได้ยืนอีกต่อไป
