bg-single

สงครามโดรน (10) สงครามไฮเทคในเวียดนาม

12.11.2025

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

General William Westmoreland
ผู้บังคับบัญชาทหารอเมริกันในสงครามเวียดนาม

ในยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 หรืออาจเรียกในบริบทของการเมืองระหว่างประเทศว่า “ยุคสงครามเย็น” นั้น สงครามที่มีนัยของความเป็น “สงครามเทคโนโลยี” อย่างแท้จริง คือสงครามเวียดนาม ซึ่งทำให้นักประวัติศาสตร์อย่างเจมส์ กิบสัน เรียกสงครามเวียดนามว่า “Technowar” (ดู James W. Gibson, The Perfect War : Technowar in Vietnam, 2000) หรืออาจกล่าวได้ว่าสงครามเวียดนามเป็นภาพสะท้อนที่ชัดเจนของความเป็นสงครามเทคโนโลยีในยุคสงครามเย็น

พวกเราในยุคปัจจุบันอาจจะนึกไม่ถึงเลยว่ากองทัพสหรัฐในยุคสงครามเวียดนามมีการใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วยในปฏิบัติการทางทหารอย่างมาก (และอาจจะมากกว่าที่เราคิด) ดังนั้น หากพิจารณาจากโครงสร้างของการใช้กำลัง จะเห็นถึงเทคโนโลยีสมัยใหม่ในมิติต่างๆ ได้แก่ การทำสงครามทางอากาศ สงครามทำลายระบบนิเวศ สงครามอิเล็กทรอนิกส์ เทคโนโลยีเฝ้าตรวจล่าสังหาร และโดรนตรวจการณ์ ซึ่งเทคโนโลยีต่างๆ เหล่านี้ถูกบูรณาการเข้ามาให้เป็นส่วนเดียวกันในการควบคุมพื้นที่ทางภูมิรัฐศาสตร์ กล่าวคือ เป็นการปิดล้อมพื้นที่ทางชีวสังคมด้วยเครื่องมือที่เป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ (อยากเรียกพื้นที่ที่ถูกปิดล้อมเช่นนี้ว่า “biosocial landscape” หรืออาจเรียกพื้นที่เช่นนี้ในมิติทางการเมืองว่าเป็น “biopolitical landscape”)

ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่า พัฒนาการของการใช้กำลังของสหรัฐในสงครามเวียดนามนั้น ประกอบด้วยอาวุธใน 3 ช่วงเวลา คือ ยุคแรกจะอาศัยความเหนือกว่าของกำลังทางอากาศในการเอาชนะเวียดกง การดำเนินการทางทหารจึงอาศัยเฮลิคอปเตอร์เป็นแกนหลัก โดยเฉพาะการเคลื่อนย้ายกำลังเข้าโจมตี และการนำกำลังกลับฐาน

ส่วนยุคที่ 2 เป็นการต่อสู้ด้วยเทคโนโลยีใหม่ คือการใช้ระเบิดสังหารบุคคล เช่น การใช้ระเบิดคลัสเตอร์ (Cluster Bomb) ที่มีลูกระเบิดขนาดเล็กภายในจำนวนมาก และสะเก็ดของระเบิดนี้มีอานุภาพรุนแรงในการทำร้ายบุคคลอย่างมาก สำหรับยุคที่ 3 เป็นเรื่องของการตรวจจับการเคลื่อนไหวของบุคคลผ่านระบบเทคโนโลยีสมัยใหม่ กล่าวคือ ข้าศึกในพื้นที่เป้าหมายจะถูกตรวจจับโดยอาศัยความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีในการควบคุมพื้นที่ในแบบที่ทันสมัยที่สุด

เทคโนโลยี vs. กองโจร

การปิดล้อมพื้นที่กระทำโดยการใช้เทคโนโลยีในการเฝ้าตรวจด้วยเครือข่ายของระบบอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อตรวจจับการเคลื่อนไหวของบุคคลหรือกลุ่มบุคคลในพื้นที่เป้าหมาย และเมื่อมีการตรวจพบที่ความเคลื่อนไหวผ่านจากสัญญาณทางไกลแล้ว ระบบอาวุธอัตโนมัติจะเปิดการโจมตีเป้าหมายทันที หรือส่งสัญญาณไปยังฝูงบินเฮลิคอปเตอร์ติดอาวุธ ให้บินเข้าโจมตีเป้าหมายนี้ทันที ที่ใช้คำว่า “ทันที” เพราะสัญญาณที่เกิดจากการเฝ้าตรวจจะเป็นการส่งสัญญาณแบบทันทีไปยังระบบต่างๆ ระบบเฝ้าตรวจเช่นนี้จึงเป็นเสมือนกับการใช้ “สุนัขดมกลิ่น” ในการตรวจตราพื้นที่ที่ถูกกำหนดขึ้น

เครือข่ายของระบบอิเล็กทรอนิกส์เฝ้าตรวจเช่นนี้ประกอบด้วยระบบเซ็นเซอร์สมรรถนะสูง โดรนตรวจการณ์ ปืนกลที่ทำการยิงได้เอง (ในความหมายของ autonomous weapons) ระเบิดนำวิถีเลเซอร์ เฮลิคอปเตอร์โจมตี และระบบคอมพิวเตอร์ขีดความสามารถสูงที่เชื่อมด้วยการบูรณาการสิ่งเหล่านี้ให้เป็นระบบเดียวกัน หรือเชื่อมไปยังเครื่องบินทิ้งระเบิด

ในมิติเช่นนี้ สนามรบในเวียดนามมีความเป็น “สงครามไฮเทค” หรือที่เรียกในตอนต้นว่า “สงครามเทคโน” แม้ความเป็นจริงที่โหดร้ายของการต่อสู้ในสนามรบ จะเป็นไปในแบบ “สงครามโลว์เทค” ก็ตาม เพราะเป็นการต่อสู้ด้วยกำลังรบตามแบบกับสงครามนอกแบบอย่างแท้จริง หรืออาจเปรียบเทียบได้ว่า ถ้าสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็น “สงครามของยุคอุตสาหกรรม” (Industrial Warfare) สงครามเวียดนามได้ก้าวสู่ความเป็น “สงครามของยุคอิเล็กทรอนิกส์” (Electronic Warfare) ที่ระบบอิเล็กทรอนิกส์สมัยใหม่เข้ามามีบทบาทในชีวิตของผู้คนในสังคมอย่างมาก และทั้งยังเข้ามามีบทบาทโดยตรงในการทำสงคราม หรืออีกนัยหนึ่ง สนามรบในเวียดนามถูกทำให้เป็น “สนามรบอิเล็กทรอนิกส์” อย่างที่เราไม่เคยเห็นมาก่อน ซึ่งแตกต่างจากสงครามโลกทั้ง 2 ครั้ง

ไซเบอร์เนติกส์แห่งสงคราม

การทำสงครามเวียดนามด้วยปัจจัยของเทคโนโลยีสมรรถนะสูงนั้น อาจเรียกได้ว่าเป็นการจัดการสงครามด้วยอิทธิพลทางความคิดแบบ “ไซเบอร์เนติกส์” (cybernetics) ที่มีความหมายถึงการออกแบบสงครามโดยอาศัยการสื่อสารและการควบคุมการเคลื่อนไหวของสิ่งมีชีวิต ซึ่งต้องถือว่าเป็นเรื่องใหม่ในมิติการคิดเรื่องสงคราม

การสร้างระบบไซเบอร์เนติกส์ในสนามรบ ประกอบด้วยการใช้เซ็นเซอร์ในการตรวจสอบสภาพแวดล้อมของสนามรบหรือพื้นที่เป้าหมาย พร้อมกับมีชุดประมวลข้อมูลด้วยระบบคอมพิวเตอร์ และผลจากการประมวลข้อมูลสนามรบเช่นนี้ จะถูกนำไปใช้ในการปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมสนามรบ เพื่อให้กำลังรบของสหรัฐมีขีดความสามารถในการควบคุมสนามรบ (หรือสภาพแวดล้อมนั้น)

แนวคิดเช่นนี้ที่พึ่งพาอย่างมากอยู่กับการประมวลผลด้วยคอมพิวเตอร์สมรรถนะสูงนั้น ทำให้นักคิดพลเรือนในกองทัพสหรัฐเชื่อมั่นอย่างมากว่าพวกเขากำลังก้าวข้ามแนวคิดของเคลาซวิตซ์ (Clausewitz -นักปรัชญาการสงครามชาวปรัสเซีย) ที่เสนอแนวคิดในเรื่องของ “เมฆหมอกแห่งสงคราม” (fog of war) ซึ่งหมายถึงความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นในสนามรบ เพราะถ้าสามารถควบคุมความไม่แน่นอนเช่นนี้ได้ สหรัฐก็จะเป็นผู้ชนะสงคราม

แนวคิดชุดใหม่ในแบบ “ไซเบอร์เนติกส์สงคราม” (cybernetic model of warfare) มาจากการผลักดันของโรเบิร์ต แมคนามารา (Robert McNamara) ที่เชื่อว่าความก้าวหน้าของการคิดคำนวณด้วยการใช้ระบบคอมพิวเตอร์นั้น จะทำลายปัญหา “เมฆหมอกแห่งสงคราม” ที่เคลาซวิตซ์เคยพร่ำเตือนนักการทหารทุกคนถึงความผันแปรของสนามรบ ดังที่ปรากฏในงานที่เป็นดัง “คัมภีร์ไบเบิล” ของนักการทหารทุกคน คือหนังสือเรื่อง “On War”

ภูมิหลังของแมคนามารามาจากนักศึกษาที่จบด้านบริหารธุรกิจ ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด (Harvard Business School) ซึ่งในช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 เขาทำหน้าที่เป็น “นักวิเคราะห์ด้านการทหาร” ในการคิดคำนวณการโจมตีทางอากาศ ที่จะก่อให้เกิดอำนาจการทำลายต่อเป้าหมายข้าศึกในระดับที่สูงที่สุด โดยเฉพาะการโจมตีเมืองของประเทศคู่สงคราม ในการคำนวณนี้เขาใช้คอมพิวเตอร์ของบริษัท IBM รวมถึงการใช้คนเก่งที่มีความสามารถในการคำนวณ

การคำนวณเพื่อช่วยในการกำหนดระดับความสูงที่เหมาะสมสำหรับการบินทิ้งระเบิดในระยะต่ำ (low-altitude bombing) ต่อเป้าหมายเมืองของญี่ปุ่น ซึ่งการนำเอาการวิเคราะห์ในการคำนวณทางคณิตศาสตร์เข้ามาช่วยเช่นนี้ ทำให้อำนาจการทำลายจากการทิ้งระเบิดมีความรุนแรงมากขึ้น เพราะนักบินของเครื่องบินทิ้งระเบิดจะต้องไม่ทิ้งระเบิดในระดับที่พวกเขาคิดเอง แต่จะถูกกำหนดระยะสูงจากการคำนวณ หรืออาจกล่าวได้ว่าเป็นการนำเอาแนวคิดใน “การบริหารจัดการที่เป็นวิทยาศาสตร์” (scientific management) เข้ามาช่วยในการทำสงคราม หรือสงครามเป็นสิ่งที่สามารถวิเคราะห์การแพ้ชนะได้ด้วยการใช้ความคิดแบบวิทยาศาสตร์ หรืออาจกล่าวในทำนองเดียวกันได้ว่า สงครามสามารถเอาชนะได้ด้วยเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์

ในยุคหลังสงครามนั้น แมคนามาราเอาแนวคิดดังกล่าวมาใช้ในการบริหารบริษัทรถยนต์ฟอร์ด (The Ford Motor Company) จนในที่สุดประธานาธิบดีเคนเนดีได้ดึงตัวเขาจากภาคธุรกิจเอกชน มาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมในปี 1961 และถือเป็นรัฐมนตรีกลาโหมที่มีอิทธิพลทางความคิดทางทหารอย่างมากจนถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะการนำเอาแนวคิดในเรื่อง “การวิจัยปฏิบัติการ” (operations research) เข้ามาใช้ในทางทหาร อันนำไปสู่การใช้คอมพิวเตอร์อย่างมากในการบริหารจัดการกองทัพ ซึ่งทำให้เกิดแนวคิดอีกส่วนในเรื่องของ “การวิเคราะห์ระบบ” (system analysis) หรือที่ล้อกันว่า เจ้าหน้าที่ในเพนตากอนกลายเป็น “นักวิเคราะห์ระบบ” ที่มีคอมพิวเตอร์เป็นเครื่องมือสำคัญ

การวิเคราะห์ระบบเป็นการศึกษาในเชิงปริมาณ จะทำให้เกิดความแม่นยำในการคาดคะเนถึงผลสงคราม หรือในอีกทางหนึ่งคือ ตัวเลขจากการคำนวณเช่นนี้จะช่วยลดความไม่แน่นอนของสนามรบ หรือเป็นปัจจัยในการทำลาย “เมฆหมอกแห่งสงคราม” ให้หมดไป ดังที่เขากล่าวว่า “การพึ่งตัวเลขจะทำให้เราค้นพบความจริง… [และ] จะไม่มี ‘เมฆหมอกแห่งสงคราม’ ในเพนตากอน” ซึ่งคำกล่าวเช่นนี้ก็คือ คำประกาศทิศทางของการทำสงครามของกองทัพสหรัฐอย่างชัดเจน หรือให้คำตอบอย่างชัดเจนว่า ปัจจัยแห่งชัยชนะของกองทัพสหรัฐคือ “อำนาจทางเทคโนโลยี”

การเดินทางสู่อนาคต

การวางน้ำหนักในทางทหารไว้กับปัจจัยทางเทคโนโลยีอย่างมากนั้น ทำให้เกิดข้อสังเกตว่า วัฒนธรรมทหารอเมริกันคือ การทำสงครามที่มุ่งเอาชนะด้วย “อำนาจเทคโนโลยีทหาร” ที่เหนือกว่า และการจัดสงครามดำเนินการผ่านเครื่องมือทางวิทยาศาสตร์ ที่อาศัย “ตัวแบบทางคณิตศาสตร์” เป็นเครื่องช่วย เช่น การคำนวณทางคณิตศาสตร์ในเชิงปริมาณจะช่วยให้ตอบคำถามถึงผลการรบในอนาคต

ในทำนองเดียวกัน การคำนวณในลักษณะเช่นนี้จะเป็นตัวกำหนดคำตอบในแผนยุทธการ หรืออาจกล่าวได้ว่าค่าทางสถิติจะเป็นตัวบ่งชี้ถึงความเป็นไปของสนามรบ กล่าวคือ ความเป็นไปในสนามรบต้องเป็น “สิ่งที่วัดได้” (measurable) และความเป็นจริงของสนามรบ จึงเป็น “ข้อมูลข่าวสาร” ที่ถูกส่งผ่านระบบคอมพิวเตอร์สมัยใหม่ และความเป็นไปของสนามรบเป็นคำตอบที่ได้จาก “การวิเคราะห์ระบบ” อีกทั้งสนามรบก็กลายเป็นเพียงภาพจำลองของ “พื้นที่ในแบบที่เป็นนามธรรม” (abstract space) ที่สามารถ “รู้ได้ ทำแผนที่ได้ ทิ้งระเบิดได้”

แม้สหรัฐทำให้สงครามเวียดนามในอีกมิติเป็น “สงครามไฮเทค” ในแบบที่เรานึกไม่ถึง เนื่องจากสงครามเวียดนามที่เราคุ้นเคยเป็น “สงครามโลว์เทค” แต่สหรัฐก็ไม่ชนะ กระนั้นความไฮเทคเช่นนี้คือ การปูทางไปสู่ความก้าวหน้าของวิทยาการทหารในศตวรรษหน้านั่นเอง!

[ป.ล. บทความนี้เขียนขึ้นโดยส่วนหนึ่งเป็นเสมือน “วิพากษ์ตนเอง” เพราะตอนเรียนวิชาทหาร ในช่วงที่เรียนปริญญาเอกที่มหาวิทยาลัยโคลัมเบียนั้น ผมก็ถูกฝึกในแบบ “ไซเบอร์เนติกส์สงคราม” อย่างไม่รู้ตัว อิทธิพลทางความคิดของแมคนามารานั้น แฝงอยู่ใน “วัฒนธรรมทหารอเมริกัน” อย่างลึกซึ้ง อันเป็นผลของการทำให้สนามรบมีความเป็นวิทยาศาสตร์มากที่สุดเท่าที่จะทำได้ หรือในอีกด้านคือ การลดทอนปัจจัยทางสังคมศาสตร์ในสงคราม เพื่อทำให้เราเห็นสนามรบเป็น “พื้นที่นามธรรม” และมีความเป็น “พื้นที่แบบสากล” (universal space) ที่ไม่มีนัยของความแตกต่าง ซึ่งจะทำให้เราสามารถสร้าง “เกณฑ์มาตรฐาน” ที่ใช้วัดในการทำสงครามได้!]



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด
ผู้สมัคร ส.ก. ห้วยขวาง เปิดหน้าชนทุนต่างชาติ แฉ 4 ปัญหาใหญ่แย่งอาชีพ-สร้างมลพิษ กางแผน 3 ระดับ ดึงภาษีคืนท้องถิ่น
เจ้าฟ้าและสามัญชน ชีวิตโลดโผนผจญภัย ของนักเรียนทุนไทยในต่างแดน (1)
เส้นทางรัก ‘บิ๊ก-ไอซ์’ หลังตั้งเป้าจะเป็นโสดยาว อายุเยอะต้องใช้เวลาดูให้มั่นใจ
ธงทอง จันทรางศุ | ว่าด้วย ‘หมาจริง – หมาปลอม’
วิกฤตโจ๋ไทยจาก ‘มวน’ สู่ ‘พอต’ ‘บุหรี่ซอมบี้’ ภัยร้ายแบบใหม่ ปฏิบัติการ ‘ระดับชาติ’ หยุดควัน
ผ่าคดี ผอ.ป.ป.ช.เมินกฎหมาย ‘เมาขับ’ ขยี้ดับหนุ่มไรเดอร์ เป่าแอลฯ ทะลุ 189 มก.% สังคมจับจ้องพิรุธสลับตัว
เหยี่ยวถลาลม | แหวนแม่-นาฬิกาเพื่อน แค่ยอดภูเขาน้ำแข็ง ป.ป.ช.
เจาะชีวิต ‘โกแพ’ วรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ มท.4 เลือดใหม่พรรคสีน้ำเงิน จุดเริ่มต้นที่ไม่ได้ชอบการเมือง?