
“ตอนนี้เรื่องบทสำคัญที่สุดสำหรับละครเลยนะ” ผู้จัดละครของช่อง 3 ตู่ ปิยวดี มาลีนนท์ แห่งค่ายเวฟ มีเดีย เล่า แล้วว่า เมื่อก่อนเธอให้ความสำคัญกับนักแสดงมากพอๆ กับบท
“จะเห็นในหลายๆ เรื่องที่เปิดไว้ก่อน เพื่อให้ได้คิวนักแสดงก็มี แต่เดี๋ยวนี้ถ้าบทไม่เสร็จ ยอมเปลี่ยนนักแสดงเลยนะ” เธอว่า
“เพราะเดี๋ยวนี้คนไม่ได้ยึดติดกับนักแสดงขนาดนั้น คนมีทางเลือกเยอะขึ้น แล้วถ้ามันไม่สนุก คนก็สวิชไปดูอย่างอื่น”

“จริงๆ นักแสดงจะทำให้คนมาดูในตอนแรก อย่างน้อยก็อุ๊ย! หน้าละครสวย หน้าละครอย่างนี้ชอบ ก็มีส่วนแหละ แต่ถ้ามาดูแล้วไม่สนุก เขาก็ไม่ดูนะ”
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้มนต์ของดาราคลายความขลังในงานละคร ก็เพราะ “เมื่อก่อนคนเห็นดาราจากทีวีอย่างเดียวไง”
“แต่เดี๋ยวนี้ไม่ใช่ ทุกคนมีสื่อโซเชียล ไม่จำเป็นต้องดูละครก็เห็นเขาได้จากสื่อโซเซียลต่างๆ แล้วยิ่งเดี๋ยวนี้แฟนคลับก็จัดกลุ่มกันขึ้นมาแล้วสามารถไปเจอตัวดาราได้ด้วย”
ทั้งหมดทั้งมวล จึงต้องอาศัยบทเขาช่วย ในฐานะองค์ประกอบสำคัญ หากกระนั้นสิ่งสำคัญดังกล่าวก็ยังเจอปัญหาเก่าๆ ซึ่งตลอดเวลาที่ผ่านมา ยังแก้ไม่ตก คือหาบทที่ดีๆ ได้ยาก เนื่องจากคนเขียนบทเก่งๆ บ้านเรามีน้อย กับเจอปัญหาใหม่ๆ เรื่องพฤติกรรมของคนดูที่เปลี่ยนไปตลอด
พฤติกรรมที่ส่งผลให้ปัจจุบันในเรื่องของบทนั้น “เราต้องแบ่งระหว่างสูตรสำเร็จกับความคาดไม่ถึง คือคนดูยังชอบสูตรสำเร็จอยู่แหละ สุดท้ายพระ-นางไม่รักกัน คนดูด่านะ มันก็คงต้องรักกัน แต่กว่าจะรักกันได้ ความที่ให้คนดูลุ้นต้องมี ไม่เหมือนสมัยก่อนที่เล่าไปเรื่อยๆได้ คนก็คอยดูไปเรื่อยๆ เดี๋ยวนี้ต้องเซอร์ไพรส์ มีมุขใหม่ๆ หรืออะไรที่คนรู้สึกว่า เฮ้ย! ไม่เคยเกิดขึ้น”
ฟังเธอพูดอย่างนี้แล้วก็นึกขึ้นได้ว่า มิน่าเล่า ที่ผ่านมาจึงมีเสียงเม้นท์บอกเบื่อมุขประเภทพระ-นางสะดุดล้ม จนต้องลงไปนอนแบบตาจ้องตา จมูกชนจมูก มุขที่เคยพาให้ฟิน กลายเป็นมุขเก่า มุขเชย ไม่อยากดูในความรู้สึกผู้ชมไปเสียแล้ว

การจะหยิบเรื่องจากนวนิยายมาทำ อย่างที่เมื่อก่อนทำบ่อยๆ ก็ยากขึ้นเช่นกัน ด้วยนอกจากจะมีหลายช่องทำละคร และต่างก็ต้องการบทประพันธ์มาใช้เช่นกันแล้ว การหาเรื่องที่เหมาะจะมาทำก็ยากยิ่ง
“2 ปีที่ผ่านมา ตู่อ่านหนังสือเยอะมาก แต่ยังไม่มีเรื่องไหนที่เสนอช่องเลย”
คือนิยายใหม่ๆ มีเยอะ แต่หาที่ “ครบ” ถูกใจได้ค่อนข้างยาก
“บทประพันธ์ปัจจุบันมักจะมีแต่ความสัมพันธ์ แต่ไม่มีเรื่อง” เธอว่า
ความหมายก็คือ เรื่องในนิยายจะบอกว่านางเอกชอบพระเอก แต่แม่พระเอกกีดกัน เลยไปรักกับอีกคน นี่คือตัวอย่าง “ความสัมพันธ์” ที่พูดถึง
“แต่ไม่มีแกนเรื่อง”
และพอให้ยกตัวแกนเรื่องที่ว่า เธอก็ยก “บัลลังก์ดอกไม้” ที่ค่ายของเธอทำและออกอากาศไปไม่นาน ว่าแม้จะมีเรื่องความรักของพระเอก นางเอก อันเป็น “ความสัมพันธ์” แล้ว แกนเรื่องก็คือพระเอกจะกอบกู้กิจการของปู่ได้ยังไง แล้วนางเอกจะเปลี่ยนนิสัยพระเอกได้ยังไง”
“คือในเรื่องทุกเรื่อง ความสัมพันธ์มันมีอยู่แล้ว แต่ดี๋ยวนี้มักมีความสัมพันธ์เป็นส่วนใหญ่ รัก ไม่รัก แย่งมาได้ยังไง เข้าใจผิดยังไง แค่นั้น”
อีกอย่างคือบทประพันธ์ส่วนใหญ่ เดี๋ยวนี้จะมีความยาวประมาณ 200 หน้า เมื่อนำมาเป็นละครออกอากาศ 12-16 ตอนเป็นส่วนใหญ่ ก็จำเป็นต้องขยายจนมีความยาวนับพันๆ หน้า ดังนั้น “ถ้าเจอเรื่องที่มีซับพลอตให้เห็นพัฒนาการของพระ-นาง ก่อนจะไปถึงบทสรุป มีเหตุการณ์ที่เขาไปรักกันตรงไหน รักกันมากขึ้นเพราะอะไร เหตุการณ์ที่คนดูเชื่อ เพราะว่าถ้าเป็นเรา เราก็รักเขาแล้วแหละ”
เมื่อทั้งหมดทั้งมวลเป็นอย่างนี้ สิ่งที่พยายามทำอยู่จึงเป็นการหาทีมเขียนบทขึ้นมาสร้างงานใหม่ๆ ให้ละคร แต่แน่นอนละว่า ไม่ง่าย
อย่างไรก็ดี งานยากๆ เหล่านี้ คนทำบอกยิ้มๆ “ก็สนุกดีนะคะ” เนื่องจากรู้สึกว่ามีอะไรใหม่ๆ ให้เรียนรู้ตลอดเวลา

ผู้จัดซึ่งทำงานนี้มาเกือบ 10 ปีแล้วบอกด้วยว่า จากวันนั้นถึงวันนี้ความคิดของเธอเปลี่ยนไปเยอะมาก เพราะเทียบกับยุคอะนาล็อกตอนเข้ามาทำใหม่ๆ กับยุคดิจิตอลที่คนมีตัวเลือกมากขึ้น ความอดทนก็ลดลง ละครก็ต้องปรับตัวตามไป เป็นต้องเล่าเรื่องให้เร็วขึ้น เปิดมาตอนแรกต้องรู้เรื่อง ประเภทเปิดตัวนางเอกตอนเด็ก ดูไปเดือนหนึ่งแล้วยังไม่โตแบบสมัยก่อนไม่ได้แล้ว ถ้าอยากเล่าเหตุการณ์ตอนเด็กของตัวละคร ต้องใช้วิธีแฟลชแบ็ก
“หรือบางทีสมัยก่อนเราจะซ่อน เก็บความลับกับคนดู เดี๋ยวนี้เปิดเรื่องมาต้องบอกเลย ฉันเป็นแบบนี้”
“สมัยก่อนนางเอกปั่นจักรยานในสวน คนดูนะ เดี๋ยวนี้แค่ขึ้นจักรยานแล้วตัด ไม่ดูแล้ว คนอยากรู้เรื่องเลย แล้วไม่ต้องซ่อนฉันเยอะ ไม่มีเวลาคิด”
“คือเมื่อก่อนมีสื่อแค่ทีวีเนอะ เดี๋ยวนี้ไม่รู้เท่าไหร่ ตู่จึงบอกคนทำคลิปโปรโมตเลยว่า วินาทีแรกต้องปึ้ง แล้วคนอยากดูเลยทันที อย่างไปรอวินาทีที่ 10 หรือ 15 ไม่ทัน เพราะในฟีดเรา เฟซบุ๊ก ไอจี ทวิตเตอร์ มีเป็นกี่พันไม่รู้ มันเลยเปลี่ยนวิธีการเล่าเรื่อง การคิด การเขียนบท เปลี่ยนหมดเลยจริงๆ”
“แล้วมีวิจัยออกมาว่าคนเข้าอินเตอร์เน็ต รอเพจขึ้นแค่ 10 วิเองนะ ไม่ขึ้น ฉันไม่ดูแล้ว ทีวีก็เหมือนกัน ฉันให้โอกาสเธอ 1 นาที ดูแล้วไม่มีฮุก ไปนะ”
บทละครที่เคยคิดกันว่าไม่จำเป็นต้องมีอะไรเกิดขึ้นในทุกตอนบท แค่แต่ละครั้งที่ออกอากาศซึ่งจะใช้ละคร 2 ตอน ให้มีอะไรเกิดขึ้นบ้าง ก็เป็นอย่างนั้นไม่ได้อีกต่อไป
“เดี๋ยวนี้ทุกตอนบทต้องมีอะไรเกิดขึ้น ดูอย่าง “เงินปากผี” เขาไม่รอให้คนหยุดหายใจ ผีตัวนี้โผล่ โผล่เสร็จไอ้นั่นตายทันที ตายเสร็จไอ้โน่นก่อเรื่อง”

ครั้นถามไปว่าเท่าที่ดูจากงาน 8 เรื่องที่ผ่านมาคือ “ทัดดาวบุษยา”, “วนาลี”, “แววมยุรา”, “พรพรหมอลเวง”, “รักสุดฤทธิ์”, “แก้วตาหวานใจ”, “บ่วงอธิษฐาน” และ “บัลลังก์ดอกไม้” ดูเหมือนเธอจะไม่มีละครแรงๆ เอ๊กซ์ๆ หรือแนวเรื่องวายๆ ที่หลายช่องนิยมทำ
“เป็นนโยบายของช่องด้วยค่ะ ว่าเราไม่จำเป็นต้องมีแบบนั้น”
“ตัวอย่างที่ชัดเจนที่สุดคือ “วัยแสบสาแหรกขาด” ซึ่งพูดถึงปัญหาการขาดความอบอุ่นในครอบครัว ปัญหาการสื่อสาร ซึ่งไม่ได้ขายความรุนแรง ไม่ใช่เรื่องเซ็กซ์เลย แต่ก็เป็นละครที่คนติดตามดู”
“เราเชื่อว่าเราไม่จำเป็นต้องแบบนี้ คนก็ดูละครเราได้”
“ตั้งใจให้ละครเราดูได้ทุกเพศทุกวัยจริงๆ”
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
