ผศ.ดร.นนทพร อยู่มั่งมี มองพัฒนาการ ‘ธรรมเนียมพระบรมศพ’ จากโบราณกาลสู่ยุคร่วมสมัย
รายงานพิเศษ | พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร

นับเป็นห้วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ เมื่อสำนักพระราชวังออกประกาศการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง
ศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พุทธศักราช 2568 เวลา 21 นาฬิกา 21 นาที ถูกจดจารไว้ในความทรงจำของพสกนิกรไทยซึ่งร่วมถวายความอาลัยเนืองแน่น
ท่ามกลางเหตุการณ์สำคัญนี้ ‘ธรรมเนียมพระบรมศพและพระศพเจ้านาย’ คือผลงานวิชาการที่ถูกนำมาใช้อ้างอิงอย่างแพร่หลาย
ผศ.ดร.นนทพร อยู่มั่งมี อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คือผู้เขียนหนังสือเล่มดังกล่าว ซึ่งล่าสุดพิมพ์เป็นครั้งที่ 6 หลังฉบับพิมพ์ครั้งแรกเผยแพร่เมื่อ พ.ศ.2551 ร่วมศักราชในครั้งงานพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์
ในรายละเอียดขั้นตอนพิธีกรรม ธรรมเนียมอันซับซ้อนตามโบราณราชประเพณีที่สืบมาแต่โบราณกาล ผศ.ดร.นนทพรมองภาพรวมของพัฒนาการที่ปรับเปลี่ยนตามกาลสมัย พร้อมให้คำตอบต่อคำถามที่หลายคนอยากล่วงรู้

: สมัยโบราณ ‘ความรับรู้’ ของราษฎรต่อการสวรรคตเป็นอย่างไร ในยุคที่ยังไม่มีสื่อมวลชน และช่องทางออนไลน์ ?
ก็มีวิธีการนำข่าวสารไปส่ง เช่น มีม้าเร็ว มีหน่วยงานบอกไปยังหัวเมือง มีกรมพระตำรวจซึ่งอาจแจ้งข่าวไป ที่สำคัญคือต้องมีประกาศ
นอกจากนี้ ราษฎรก็บอกกันปากต่อปาก ต้องเข้าใจว่าในสังคมสมัยนั้น ไม่ได้กว้างมาก เมืองอาจจำกัดแค่กำแพงพระนคร หรือเลยออกไป
ถ้าไม่ใช่ระดับใหญ่มาก คิดว่าคงไม่ได้สั่นสะเทือนทั้งอาณาจักร แต่ถ้ามีการสวรรคตของพระมหากษัตริย์ ซึ่งต้องมีการเปลี่ยนผู้ปกครอง นั่นถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ
ส่วนมากเป็นประกาศแจ้งของทางการ ว่าพระองค์ใดสวรรคต หรือสิ้นพระชนม์ โดยอาจประกาศเป็นแนวทางว่าเมื่อสวรรคต หรือสิ้นพระชนม์ เจ้านายหรือราษฎรต้องทำอะไรบ้าง เช่น ในช่วงก่อนรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อาจประกาศเรื่องการโกนผม หรือแจ้งให้นุ่งห่มแบบใด แต่โดยนัยยะ ราษฎรก็จะรู้ว่าต้องทำอย่างไร
ที่แน่ๆ กรมกองที่อยู่ในสังกัดของเจ้านายพระองค์นั้น จะถูกกล่าวถึงเช่น เมื่อวังหน้าสวรรคต จะบอกให้บรรดาไพร่พลในสังกัดต้องโกนผม
: ธรรมเนียมพระบรมศพและพระศพเจ้านาย ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมหลากหลาย ตัวอย่างที่น่าสนใจ มีส่วนใดบ้าง ?
ธรรมเนียมประเพณีในราชสำนัก โดยเฉพาะงานพระบรมศพ ผมมองว่าเป็นความงดงามอย่างหนึ่ง ด้วยความที่สังคมของเรามีการผสมผสานกันระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น ระบบราชการก็มีการรับขุนนางในชาติพันธุ์ต่างๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบศักดินา เรามีขุนนางจีน ขุนนางแขก ขุนนางฝรั่ง การที่มีกลุ่มคนต่างๆ ผสมผสาน ทำให้สังคมบ้านเราค่อนข้างเปิดกว้างต่อการรับวัฒนธรรมที่หลากหลาย และเลือกในส่วนที่เหมาะสมและดีงามเข้ามาใช้
ธรรมเนียมพระศพก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด เช่น การบำเพ็ญพระราชกุศลสัตตมวาร คือ การสวดครบ 7 วัน มาจากธรรมเนียมการทำกงเต๊กของพระญวณ โดยเริ่มในรัชกาลที่ 5 ครั้งงานพระศพพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ เมื่อ พ.ศ.2423 ข้อมูลตรงนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเขียนบอกไว้
ส่วนธรรมเนียมกงเต๊กในงานพระบรมศพ เริ่มมีมาตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงมีพระสหายเป็นเจ้าสัวเป็นจำนวนมาก อาจอยากให้บรรดาพระสหายเหล่านั้นมีส่วนร่วมในงานพระบรมศพด้วย เลยนำธรรมเนียมนี้เข้ามา เพราะกงเต๊กเป็นเรื่องของการแสดงความกตัญญู ไม่ว่าจะจากลูกต่อพ่อแม่ หรือบรรดาข้าทาสบริวารต่อเจ้านาย และเป็นการสื่อสารระหว่างโลกนี้กับโลกหน้า เช่น การเดินข้ามสะพาน เป็นสัญลักษณ์ของการข้ามภพชาติ นอกจากนี้ ยังมีการส่งข้าวของผ่านเครื่องกงเต๊กไปให้ นัยยะหนึ่ง คนเป็นสบายใจแน่ การันตีว่าอย่างน้อยเจ้านายเหล่านั้นจะมีพาหนะ ปราสาทราชวัง ข้าทาสบริวาร
อีกอย่างหนึ่งที่เรารับมา คือ ธรรมเนียมฝรั่ง เช่น การยิงสลุต ซึ่งมาจากคำว่า salute ในงานพระบรมศพรัชกาลที่ 5 โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทำให้พระบรมราชชนก ด้วยความที่รัชกาลที่ 6 ทรงจบการศึกษาจากประเทศอังกฤษ ทรงรับธรรมเนียมแบบอังกฤษเข้ามา เช่น การยิงสลุตแสดงความเคารพแบบตะวันตก การใช้กองทหารแต่งตัวแบบฝรั่ง และการใช้กองเกียรติยศในงานพระบรมศพ
ในงานออกพระเมรุพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เราจะเห็นขั้นตอนการเวียนพระโกศว่ามีการใช้ราชรถปืนใหญ่ ซึ่งมีครั้งแรกในงานพระบรมศพรัชกาลที่ 6 เพราะทรงสั่งไว้ในพระพินัยกรรม เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นทหาร อยากเดินทางครั้งสุดท้ายอย่างทหาร
นอกจากนี้ ในงานพระศพเจ้านายหลายพระองค์ก็ทรงใช้ เช่น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถฯ นี่ก็เป็นธรรมเนียมอย่างฝรั่ง
แม้แต่ดนตรีประโคม ก็มีการแต่งเพลงทำนองตะวันตกเข้ามาด้วย มันมีการผสมผสานกัน โดยเลือกเอาสิ่งที่เห็นว่าดีงาม เชิดชูพระเกียรติยศ
: ‘สีดำ’ กลายเป็นสีมาตรฐานของงานศพในไทยตั้งแต่เมื่อไหร่ ?
สมัยรัชกาลที่ 6 มีการรับธรรมเนียมแบบวิกตอเรีย ของอังกฤษ ซึ่งงานศพต้องเศร้า ควีนวิกตอเรีย (สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย) ทรงไว้อาลัยพระสวามีตลอดพระชนม์ชีพ นุ่งดำ ไม่เปลี่ยนเลย สีดำจึงกลายเป็นมาตรฐานของงานศพ
จากเดิมเรามี 3 สี คือ ขาว ดำ และน้ำเงินขาบ ซึ่งใช้มาตรฐานของอายุเป็นตัวตั้ง ถ้าเราอายุมากกว่าผู้วายชนม์ ก็แต่งดำ ถ้าอายุน้อยกว่า ก็แต่งขาว ซึ่งส่วนมากแต่งขาวกันเพราะเรามักอายุน้อยกว่าผู้วายชนม์ ส่วนคนที่กลางๆ ไม่ได้เกี่ยวข้อง ก็แต่งน้ำเงินไป ถือเป็นสีสุภาพ
แต่เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 6 ธรรมเนียมพวกนี้เปลี่ยน โดยมีการแสดงความเศร้าโศกแบบเต็มที่ ทั้งความรู้สึก ด้วยการลดทอนความบันเทิงออกจากงานพระเมรุ ทั้งการแสดงออกผ่านสีเครื่องแต่งกาย ซึ่งสร้างบรรยากาศ
จากเดิมการออกพระเมรุ มีมหรสพต่างๆ อย่างน้อยสมัยอยุธยา จนถึงต้นรัตนโกสินทร์ ก่อนหน้างานพระบรมศพรัชกาลที่ 5 มีบันทึกถึงมหรสพซึ่งถือเป็นการส่งท้าย ถือว่าเสด็จไปจุติยังสรวงสวรรค์แล้ว ต้องมีการแสดงความยินดีปรีดา ไม่ใช่เรื่องของความเศร้า
: การปรับเปลี่ยน แก้ไข ยกเลิกธรรมเนียมบางประการให้สอดรับกับยุคสมัยในแต่ละรัชกาล มีพัฒนาการครั้งสำคัญอย่างไรบ้าง ?
สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นยุคที่มีความศิวิไลซ์แบบตะวันตกเข้ามา เริ่มมองประชาชนในลักษณะที่ไม่ใช่ข้าทาสบริวารแบบบยุคจารีตก่อนหน้า แต่ประชาชนคือผู้ที่จะทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรือง และอาจจะสอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจหลังสนธิสัญญาเบาว์ริงที่ต้องการสร้างผลผลิตโดยเน้นเศรษฐกิจแบบส่งออกอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยมีปัจจัยด้านตะวันตกเป็นตัวกระตุ้น จึงส่งผลต่อการยกเลิกไพร่ทาสเพื่อให้คนเหล่านี้เป็นกำลังการสร้างการผลิต คือ การปลูกข้าว
ผมว่าพระองค์มีพระราชวิสัยทัศน์ในเรื่องของการให้ ทรงให้อิสระกับประชาชนมากขึ้น เพราะฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีธรรมเนียมในการเกณฑ์คน อย่างสมัยโบราณ พอมีงานพระเมรุครั้งหนึ่ง ต้องเกณฑ์คนเข้าไปตัดไม้ในป่า ต้องมีหมายเรียกเกณฑ์ไม้จากหัวเมือง จะทำเสากี่คืบ กี่วา กี่ศอก ระบุชนิดไม้ ต้องเป็นไม้เนื้อแกร่ง ต้องใช้คนเข้าไปตัด การเข้าไปตัดไม้ในป่า บางทีคือการเข้าไปตาย อาจเจอไข้ป่า สิงสาราสัตว์ ไพร่พลลำบาก
พระองค์บอกว่า การทำพระเมรุใหญ่โตแบบโบราณ เป็นเรื่องที่ดูจะล้าสมัยไปแล้ว เลยให้เปลี่ยนรูปแบบพระเมรุมาศ จากเดิมที่เป็นเมรุขนาดใหญ่ 2 ชั้น ทรงปรางค์ ทรงมณฑปครอบ ให้เหลือเฉพาะมณฑปก็พอ เลยกลายเป็นรูปแบบที่เป็นมาตรฐานมาจนถึงปัจจุบันด้วย นอกจากนี้ ทรงมีพระราชดำริว่า ควรมีที่สวดศพแบบถาวร โดยสร้างอาคารข้างสนามหลวงในจุดที่ปัจจุบันคือตึกถาวรวัตถุ (ตึกแดง) เดิมทรงวางแผนว่าตรงนั้นจะให้เป็นที่ตั้งพระบรมศพ อัญเชิญพระโกศตั้งบำเพ็ญพระราชกุศลแทนการสร้างพระที่นั่งทรงธรรม พอถึงเวลาออกพระเมรุ ก็สร้างพระเมรุบนสนามหลวง ซึ่งช่วยประหยัดงบประมาณ ไม่ต้องการให้กำลังพล และราษฎรเดือดร้อน
เรื่องงบประมาณ เริ่มมีการใช้โครงเหล็กเข้ามาแทนการใช้ไม้จริงบางส่วนแล้ว และจากเดิมที่ต้องเป็นไม้กระดานแผ่น ก็ปรับขนาดลงเพื่อประหยัด
ส่วนการโกนผม ท่านไม่โปรดเลย เริ่มมีหลักฐานประปรายมาตั้งแต่ครั้งเจ้าฟ้าวชิรุณหิศฯ สวรรคต ท่านไม่อยากให้ราษฎรมาเดือดร้อนด้วย จึงเริ่มผ่อนปรนธรรมเนียมปฏิบัติ ครั้งงานพระบรมศพของพระองค์ รัชกาลที่ 6 จึงทรงประกาศตามพระราชดำริของพระบรมชนกนาถ
: ยังมีประเด็นไหนที่อยากศึกษาต่อยอด หรือเจาะลึกเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ?
หลังจากหนังสือธรรมเนียมพระบรมศพและพระศพเจ้านายออกมาได้ไม่นาน นักวิชาการหลายท่านก็ได้ศึกษาในส่วนอื่นๆ แง่มุมอื่นๆ เพิ่มเติม
เช่น มองในเชิงศิลปะมากขึ้น หรือมองในเรื่องการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง การค้นคว้าหลักฐานต่างๆ มีมากขึ้น
อย่างการเชื่อมโยงระหว่างพิธีกรรมของราชสำนักกับความเชื่อในอุษาคเนย์ รวมถึงมีการเปรียบเทียบกับคติของรัฐอื่นๆ รอบข้างเรา
เช่น ขบวนรถแห่แบบบาหลี กับเขาพระสุเมรุของเรา ซึ่งต่างก็มีการทำเป็นทรงปราสาทเหมือนกัน
*นี่คือการแตกแขนงความรู้ ทางวิชาการ ซึ่งทำให้เรื่องไม่จำกัดเฉพาะตัวของพิธีการเท่านั้น*
