bg-single

ผศ.ดร.นนทพร อยู่มั่งมี มองพัฒนาการ ‘ธรรมเนียมพระบรมศพ’ จากโบราณกาลสู่ยุคร่วมสมัย

11.11.2025

รายงานพิเศษ | พันธุ์ทิพย์ ธีระเนตร

นับเป็นห้วงเวลาแห่งประวัติศาสตร์ เมื่อสำนักพระราชวังออกประกาศการสวรรคตของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ศุกร์ที่ 24 ตุลาคม พุทธศักราช 2568 เวลา 21 นาฬิกา 21 นาที ถูกจดจารไว้ในความทรงจำของพสกนิกรไทยซึ่งร่วมถวายความอาลัยเนืองแน่น

ท่ามกลางเหตุการณ์สำคัญนี้ ‘ธรรมเนียมพระบรมศพและพระศพเจ้านาย’ คือผลงานวิชาการที่ถูกนำมาใช้อ้างอิงอย่างแพร่หลาย

ผศ.ดร.นนทพร อยู่มั่งมี อาจารย์คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ คือผู้เขียนหนังสือเล่มดังกล่าว ซึ่งล่าสุดพิมพ์เป็นครั้งที่ 6 หลังฉบับพิมพ์ครั้งแรกเผยแพร่เมื่อ พ.ศ.2551 ร่วมศักราชในครั้งงานพระศพ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์

ในรายละเอียดขั้นตอนพิธีกรรม ธรรมเนียมอันซับซ้อนตามโบราณราชประเพณีที่สืบมาแต่โบราณกาล ผศ.ดร.นนทพรมองภาพรวมของพัฒนาการที่ปรับเปลี่ยนตามกาลสมัย พร้อมให้คำตอบต่อคำถามที่หลายคนอยากล่วงรู้

: สมัยโบราณ ‘ความรับรู้’ ของราษฎรต่อการสวรรคตเป็นอย่างไร ในยุคที่ยังไม่มีสื่อมวลชน และช่องทางออนไลน์ ?

ก็มีวิธีการนำข่าวสารไปส่ง เช่น มีม้าเร็ว มีหน่วยงานบอกไปยังหัวเมือง มีกรมพระตำรวจซึ่งอาจแจ้งข่าวไป ที่สำคัญคือต้องมีประกาศ

นอกจากนี้ ราษฎรก็บอกกันปากต่อปาก ต้องเข้าใจว่าในสังคมสมัยนั้น ไม่ได้กว้างมาก เมืองอาจจำกัดแค่กำแพงพระนคร หรือเลยออกไป

ถ้าไม่ใช่ระดับใหญ่มาก คิดว่าคงไม่ได้สั่นสะเทือนทั้งอาณาจักร แต่ถ้ามีการสวรรคตของพระมหากษัตริย์ ซึ่งต้องมีการเปลี่ยนผู้ปกครอง นั่นถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ

ส่วนมากเป็นประกาศแจ้งของทางการ ว่าพระองค์ใดสวรรคต หรือสิ้นพระชนม์ โดยอาจประกาศเป็นแนวทางว่าเมื่อสวรรคต หรือสิ้นพระชนม์ เจ้านายหรือราษฎรต้องทำอะไรบ้าง เช่น ในช่วงก่อนรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว อาจประกาศเรื่องการโกนผม หรือแจ้งให้นุ่งห่มแบบใด แต่โดยนัยยะ ราษฎรก็จะรู้ว่าต้องทำอย่างไร

ที่แน่ๆ กรมกองที่อยู่ในสังกัดของเจ้านายพระองค์นั้น จะถูกกล่าวถึงเช่น เมื่อวังหน้าสวรรคต จะบอกให้บรรดาไพร่พลในสังกัดต้องโกนผม

: ธรรมเนียมพระบรมศพและพระศพเจ้านาย ได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมหลากหลาย ตัวอย่างที่น่าสนใจ มีส่วนใดบ้าง ?

ธรรมเนียมประเพณีในราชสำนัก โดยเฉพาะงานพระบรมศพ ผมมองว่าเป็นความงดงามอย่างหนึ่ง ด้วยความที่สังคมของเรามีการผสมผสานกันระหว่างกลุ่มชาติพันธุ์ต่างๆ เช่น ระบบราชการก็มีการรับขุนนางในชาติพันธุ์ต่างๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของระบบศักดินา เรามีขุนนางจีน ขุนนางแขก ขุนนางฝรั่ง การที่มีกลุ่มคนต่างๆ ผสมผสาน ทำให้สังคมบ้านเราค่อนข้างเปิดกว้างต่อการรับวัฒนธรรมที่หลากหลาย และเลือกในส่วนที่เหมาะสมและดีงามเข้ามาใช้

ธรรมเนียมพระศพก็เป็นตัวอย่างหนึ่งที่เห็นได้ชัด เช่น การบำเพ็ญพระราชกุศลสัตตมวาร คือ การสวดครบ 7 วัน มาจากธรรมเนียมการทำกงเต๊กของพระญวณ โดยเริ่มในรัชกาลที่ 5 ครั้งงานพระศพพระนางเจ้าสุนันทากุมารีรัตน์ เมื่อ พ.ศ.2423 ข้อมูลตรงนี้ สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเขียนบอกไว้

ส่วนธรรมเนียมกงเต๊กในงานพระบรมศพ เริ่มมีมาตั้งแต่รัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ในงานพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัวซึ่งทรงมีพระสหายเป็นเจ้าสัวเป็นจำนวนมาก อาจอยากให้บรรดาพระสหายเหล่านั้นมีส่วนร่วมในงานพระบรมศพด้วย เลยนำธรรมเนียมนี้เข้ามา เพราะกงเต๊กเป็นเรื่องของการแสดงความกตัญญู ไม่ว่าจะจากลูกต่อพ่อแม่ หรือบรรดาข้าทาสบริวารต่อเจ้านาย และเป็นการสื่อสารระหว่างโลกนี้กับโลกหน้า เช่น การเดินข้ามสะพาน เป็นสัญลักษณ์ของการข้ามภพชาติ นอกจากนี้ ยังมีการส่งข้าวของผ่านเครื่องกงเต๊กไปให้ นัยยะหนึ่ง คนเป็นสบายใจแน่ การันตีว่าอย่างน้อยเจ้านายเหล่านั้นจะมีพาหนะ ปราสาทราชวัง ข้าทาสบริวาร

อีกอย่างหนึ่งที่เรารับมา คือ ธรรมเนียมฝรั่ง เช่น การยิงสลุต ซึ่งมาจากคำว่า salute ในงานพระบรมศพรัชกาลที่ 5 โดยพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงทำให้พระบรมราชชนก ด้วยความที่รัชกาลที่ 6 ทรงจบการศึกษาจากประเทศอังกฤษ ทรงรับธรรมเนียมแบบอังกฤษเข้ามา เช่น การยิงสลุตแสดงความเคารพแบบตะวันตก การใช้กองทหารแต่งตัวแบบฝรั่ง และการใช้กองเกียรติยศในงานพระบรมศพ

ในงานออกพระเมรุพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เราจะเห็นขั้นตอนการเวียนพระโกศว่ามีการใช้ราชรถปืนใหญ่ ซึ่งมีครั้งแรกในงานพระบรมศพรัชกาลที่ 6 เพราะทรงสั่งไว้ในพระพินัยกรรม เนื่องจากพระองค์ทรงเป็นทหาร อยากเดินทางครั้งสุดท้ายอย่างทหาร

นอกจากนี้ ในงานพระศพเจ้านายหลายพระองค์ก็ทรงใช้ เช่น สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ เจ้าฟ้าจักรพงษ์ภูวนาถฯ นี่ก็เป็นธรรมเนียมอย่างฝรั่ง

แม้แต่ดนตรีประโคม ก็มีการแต่งเพลงทำนองตะวันตกเข้ามาด้วย มันมีการผสมผสานกัน โดยเลือกเอาสิ่งที่เห็นว่าดีงาม เชิดชูพระเกียรติยศ

: ‘สีดำ’ กลายเป็นสีมาตรฐานของงานศพในไทยตั้งแต่เมื่อไหร่ ?

สมัยรัชกาลที่ 6 มีการรับธรรมเนียมแบบวิกตอเรีย ของอังกฤษ ซึ่งงานศพต้องเศร้า ควีนวิกตอเรีย (สมเด็จพระราชินีนาถวิกตอเรีย) ทรงไว้อาลัยพระสวามีตลอดพระชนม์ชีพ นุ่งดำ ไม่เปลี่ยนเลย สีดำจึงกลายเป็นมาตรฐานของงานศพ

จากเดิมเรามี 3 สี คือ ขาว ดำ และน้ำเงินขาบ ซึ่งใช้มาตรฐานของอายุเป็นตัวตั้ง ถ้าเราอายุมากกว่าผู้วายชนม์ ก็แต่งดำ ถ้าอายุน้อยกว่า ก็แต่งขาว ซึ่งส่วนมากแต่งขาวกันเพราะเรามักอายุน้อยกว่าผู้วายชนม์ ส่วนคนที่กลางๆ ไม่ได้เกี่ยวข้อง ก็แต่งน้ำเงินไป ถือเป็นสีสุภาพ

แต่เมื่อถึงสมัยรัชกาลที่ 6 ธรรมเนียมพวกนี้เปลี่ยน โดยมีการแสดงความเศร้าโศกแบบเต็มที่ ทั้งความรู้สึก ด้วยการลดทอนความบันเทิงออกจากงานพระเมรุ ทั้งการแสดงออกผ่านสีเครื่องแต่งกาย ซึ่งสร้างบรรยากาศ

จากเดิมการออกพระเมรุ มีมหรสพต่างๆ อย่างน้อยสมัยอยุธยา จนถึงต้นรัตนโกสินทร์ ก่อนหน้างานพระบรมศพรัชกาลที่ 5 มีบันทึกถึงมหรสพซึ่งถือเป็นการส่งท้าย ถือว่าเสด็จไปจุติยังสรวงสวรรค์แล้ว ต้องมีการแสดงความยินดีปรีดา ไม่ใช่เรื่องของความเศร้า

: การปรับเปลี่ยน แก้ไข ยกเลิกธรรมเนียมบางประการให้สอดรับกับยุคสมัยในแต่ละรัชกาล มีพัฒนาการครั้งสำคัญอย่างไรบ้าง ?

สมัยรัชกาลที่ 5 เป็นยุคที่มีความศิวิไลซ์แบบตะวันตกเข้ามา เริ่มมองประชาชนในลักษณะที่ไม่ใช่ข้าทาสบริวารแบบบยุคจารีตก่อนหน้า แต่ประชาชนคือผู้ที่จะทำให้ประเทศเจริญรุ่งเรือง และอาจจะสอดคล้องกับสภาวะทางเศรษฐกิจหลังสนธิสัญญาเบาว์ริงที่ต้องการสร้างผลผลิตโดยเน้นเศรษฐกิจแบบส่งออกอย่างชัดเจนมากขึ้น โดยมีปัจจัยด้านตะวันตกเป็นตัวกระตุ้น จึงส่งผลต่อการยกเลิกไพร่ทาสเพื่อให้คนเหล่านี้เป็นกำลังการสร้างการผลิต คือ การปลูกข้าว

ผมว่าพระองค์มีพระราชวิสัยทัศน์ในเรื่องของการให้ ทรงให้อิสระกับประชาชนมากขึ้น เพราะฉะนั้นจึงไม่จำเป็นต้องมีธรรมเนียมในการเกณฑ์คน อย่างสมัยโบราณ พอมีงานพระเมรุครั้งหนึ่ง ต้องเกณฑ์คนเข้าไปตัดไม้ในป่า ต้องมีหมายเรียกเกณฑ์ไม้จากหัวเมือง จะทำเสากี่คืบ กี่วา กี่ศอก ระบุชนิดไม้ ต้องเป็นไม้เนื้อแกร่ง ต้องใช้คนเข้าไปตัด การเข้าไปตัดไม้ในป่า บางทีคือการเข้าไปตาย อาจเจอไข้ป่า สิงสาราสัตว์ ไพร่พลลำบาก

พระองค์บอกว่า การทำพระเมรุใหญ่โตแบบโบราณ เป็นเรื่องที่ดูจะล้าสมัยไปแล้ว เลยให้เปลี่ยนรูปแบบพระเมรุมาศ จากเดิมที่เป็นเมรุขนาดใหญ่ 2 ชั้น ทรงปรางค์ ทรงมณฑปครอบ ให้เหลือเฉพาะมณฑปก็พอ เลยกลายเป็นรูปแบบที่เป็นมาตรฐานมาจนถึงปัจจุบันด้วย นอกจากนี้ ทรงมีพระราชดำริว่า ควรมีที่สวดศพแบบถาวร โดยสร้างอาคารข้างสนามหลวงในจุดที่ปัจจุบันคือตึกถาวรวัตถุ (ตึกแดง) เดิมทรงวางแผนว่าตรงนั้นจะให้เป็นที่ตั้งพระบรมศพ อัญเชิญพระโกศตั้งบำเพ็ญพระราชกุศลแทนการสร้างพระที่นั่งทรงธรรม พอถึงเวลาออกพระเมรุ ก็สร้างพระเมรุบนสนามหลวง ซึ่งช่วยประหยัดงบประมาณ ไม่ต้องการให้กำลังพล และราษฎรเดือดร้อน

เรื่องงบประมาณ เริ่มมีการใช้โครงเหล็กเข้ามาแทนการใช้ไม้จริงบางส่วนแล้ว และจากเดิมที่ต้องเป็นไม้กระดานแผ่น ก็ปรับขนาดลงเพื่อประหยัด

ส่วนการโกนผม ท่านไม่โปรดเลย เริ่มมีหลักฐานประปรายมาตั้งแต่ครั้งเจ้าฟ้าวชิรุณหิศฯ สวรรคต ท่านไม่อยากให้ราษฎรมาเดือดร้อนด้วย จึงเริ่มผ่อนปรนธรรมเนียมปฏิบัติ ครั้งงานพระบรมศพของพระองค์ รัชกาลที่ 6 จึงทรงประกาศตามพระราชดำริของพระบรมชนกนาถ

: ยังมีประเด็นไหนที่อยากศึกษาต่อยอด หรือเจาะลึกเพิ่มเติมอีกหรือไม่ ?

หลังจากหนังสือธรรมเนียมพระบรมศพและพระศพเจ้านายออกมาได้ไม่นาน นักวิชาการหลายท่านก็ได้ศึกษาในส่วนอื่นๆ แง่มุมอื่นๆ เพิ่มเติม

เช่น มองในเชิงศิลปะมากขึ้น หรือมองในเรื่องการเปลี่ยนแปลงบางอย่าง การค้นคว้าหลักฐานต่างๆ มีมากขึ้น

อย่างการเชื่อมโยงระหว่างพิธีกรรมของราชสำนักกับความเชื่อในอุษาคเนย์ รวมถึงมีการเปรียบเทียบกับคติของรัฐอื่นๆ รอบข้างเรา

เช่น ขบวนรถแห่แบบบาหลี กับเขาพระสุเมรุของเรา ซึ่งต่างก็มีการทำเป็นทรงปราสาทเหมือนกัน

*นี่คือการแตกแขนงความรู้ ทางวิชาการ ซึ่งทำให้เรื่องไม่จำกัดเฉพาะตัวของพิธีการเท่านั้น*



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

56 ปียิงสดบอลโลกในไทย ค่าลิขสิทธ์จากร้อยสู่พันล้าน
การแยกทางของ ‘ลิเวอร์พูล’ กับ ‘ชล็อต’ เพราะฟุตบอลใช้หัวใจมากกว่าอัลกอริธึ่ม
เดินตามดาว | ศรินทิรา : ประจำวันที่ 5 – 11 มิถุนายน 2569
ทดสอบฮอนด้า CR-V e:HEV 2026 เพิ่มออปชั่นขับสนุก-นั่งสบายเหมือนเดิม
หยีทะเล พืชสามัญแต่ไม่ธรรมดา
ต้มซูเปอร์ปีกไก่
อสังหาฯ บ้านคอนโดฯ ‘ไหลย้อนกลับ’
E-DUANG | สัมพันธ์ ภูมิใจไทย เพื่อไทย จุดพลิก รัฐบาล ฝ่ายค้าน
‘แดง’ หวนคุมพืชสวนโลกอีสาน ตามรอยราชพฤกษ์ 2549 ยุค ‘นายใหญ่’
​สพป.ชัยนาท ร่วมกับ ศูนย์ประสานงานทางการศึกษาเนินขาม ผนึกกำลังจิตอาสาฟื้นฟูผืนป่าเขาขยาย สานต่อแนวคิด “เขาขยาย เขาทะเลทราย สู่เขาสวรรค์”
“อนุทิน” ตอบปม UNCLOS ย้ำ ยังไม่ถึงเวลาฟื้นสัมพันธ์-ไม่มีเปิดด่าน มั่นใจรักษาอธิปไตยได้เต็มที่ !
การทูตไม้ไผ่ (Bamboo Diplomacy)ของเวียดนาม : พัฒนาการและข้อจำกัด