bg-single

เศรษฐกิจการเมืองของระบบทุน ภายใต้ระบอบสฤษดิ์

11.11.2025

ตุลวิภาคพจนกิจ | ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

ศาสตราจารย์สุเอฮิโร อาคิระ (Suehiro Akira) นักวิชาการญี่ปุ่นผู้เชี่ยวชาญเศรษฐกิจไทย ให้ข้อสังเกตและความเห็นที่วิพากษ์ต่อพัฒนาการของระบบทุนนิยมในไทย ที่ต่างไปจากของนักประวัติศาสตร์ไทย ที่มองว่าการที่ทุนนิยมไทยไม่อาจยกระดับก้าวไปสู่การเป็นทุนอุตสาหกรรมได้นั้น มาจากการที่มันเป็นเพียงแค่ทุนการค้า (หรือพ่อค้า) ที่ดำเนินการโดยจีนสยาม

ทำให้ต้องพึ่งพาอำนาจรัฐและสยบภายใต้อำนาจการเมืองมากกว่าการผลักดันให้ทุนของตนขยายไปสู่ระบบการผลิตที่พัฒนาประสิทธิภาพของสินค้าจนกลายเป็น “ยี่ห้อ” หรือแบรนด์ของไทยไปในที่สุด

ศ.สุเอฮิโร อาคิระ มีกระบวนท่าเหมือนกับนักวิชาการไทยศึกษาญี่ปุ่นหลายคนที่มักค้นพบและสามารถเสนอข้อคิดเห็นและบทวิพากษ์ต่อพัฒนาการต่างๆ ในไทยศึกษาได้อย่างลึกซึ้งและน่าเชื่อถือยิ่งนัก

จากการที่พวกเขาเปรียบเทียบกับพัฒนาการคล้ายกันในญี่ปุ่น และพบว่าพัฒนาการของไทยนั้นส่วนใหญ่ตรงข้ามกับของญี่ปุ่นเสมอ

แน่นอนคำถามที่ทำให้งานวิจัยของพวกเขาโดดเด่นขึ้นมาทันทีโดยอัตโนมัติก็คือคำถามว่า “ทำไม”

คำตอบที่อิงกรอบทฤษฎีและการปฏิบัติของกำเนิดและพัฒนาการระบบทุนนิยมทั่วไปคือการที่ทุนในประเทศไม่ได้มีอำนาจในการผูกขาดอย่างแท้จริงเหมือนกับ “ทุนผูกขาด” (monopoly capital) ในตะวันตก หากแต่เป็นเพียงทุนที่มีผู้ประกอบการน้อยรายในประเทศ เนื่องจากการอุดหนุนหรืออุปถัมภ์โดยรัฐและความร่วมมือกับทุนต่างชาติ ทั้งตลาดในประเทศเองก็ไม่ได้ใหญ่โตอะไร ทั้งยังต้องแข่งขันกับกลุ่มทุนไทยอื่น ๆ อีก

ข้อนี้จึงเป็นข้อจำกัดแรกของกลุ่มภายในประเทศของไทย ที่ทำให้ทุนไทยกลายเป็นทุนผูกขาดจริงๆ ไม่ได้

ข้อจำกัดที่สอง คือ มาจากโครงสร้างอำนาจในสังคมไทยที่ผูกติดกับบุคคลอย่างไม่เท่าเทียมกัน

อิทธิพลของผู้มีอำนาจในรัฐไทยที่กุมทุนวิสาหกิจโดยเฉพาะทุนราชการมีส่วนในการจำกัดตัดตอนหนทางพัฒนาของกลุ่มทุนไทยไม่น้อย

อีกด้านมาจากอำนาจของระบบทุนนิยมโลกที่กำหนดว่าสาขาอุตสาหกรรมใดที่ทุนไทยจะทำได้

ทั้งหมดนี้ทำให้กลุ่มทุนไทยเลือกดำเนินกิจการในสาขาอุตสาหกรรมที่พวกตนมีประสบการณ์มาก่อนเช่นการทำธนาคารและในสินค้าจำพวกสำเร็จรูปซึ่งเคยนำเข้ามาก่อนและไม่ต้องการเทคโนโลยีสูงมากนัก

บ้างก็ร่วมมือกับทุนข้ามชาติซึ่งไม่มีความชำนาญในการตลาดและการจัดการกับผู้ประกอบการรายย่อยในไทย

กลายเป็นทุนนายหน้าให้ทุนต่างชาติไป

ข้อที่สามได้แก่ลักษณะรูปแบบเด่นของทุน (dominant form of capital) กล่าวคือ เมื่อลักษณะเด่นของทุนการค้าถูกเปลี่ยนหรือทดแทนด้วยทุนอุตสาหกรรม ลักษณะรูปแบบเด่นก็จะเปลี่ยนตามไปด้วย นำไปสู่การเกิดโครงสร้างของระบบอุตสาหกรรมขึ้น

ในกรณีของไทย พูดยากว่าเกิดโครงสร้างทุนอุตสาหกรรมขึ้น แม้มีการตั้งโรงงานผลิตสินค้าอุตสาหกรรมด้วยก็ตาม เนื่องจากกลุ่มทุนอุตสาหกรรมเหล่านั้นยังวางอยู่บนอุตสาหกรรมที่ทดแทนการนำเข้าหรืออุตสาหกรรมเกษตรเพื่อการส่งออก

นอกจากนั้นทุนการเงินที่อยู่ในมือของกลุ่มทุนไทยก็ไม่อาจจัดได้ว่าเป็น “ทุนการเงิน” (finance capital) แท้จริง เพราะกลุ่มทุนไทยยังดำเนินธุรกิจในลักษณะของทุนการค้าหรือตลาดนำเป็นหลัก ไม่ยอมปล่อยให้ทุนการเงินหมุนเวียนอย่างเสรีไปสู่การลงทุนที่ให้กำไรสูงกว่าที่ทำอยู่ ประกอบกับรัฐไทยไม่ทำให้เอกชนที่เป็นชาวบ้านเป็นเจ้าของมีกรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินโดยเฉพาะที่ดินของตนเองได้อย่างง่ายๆ ทำให้การกู้เงินเพื่อไปลงทุนของรายย่อยเป็นเรื่องยาก เพราะธนาคารไทยไม่ต้องการความเสี่ยง ทุนการเงินไทยจึงอุดหนุนแต่กลุ่มทุนพรรคพวกตระกูลเดียวกัน ไม่ได้ทำหน้าที่ออกไปขยายทุนในตลาดทั่วประเทศและโลกเหมือนทุนการเงินตะวันตก

ตรงนี้ผมมีข้อสังเกตประการหนึ่ง เมื่อค้นคว้าพัฒนาการของระบบทุนนิยมในสังคมประเทศต่างๆ ว่า วิถีการผลิตทุนนิยมนั้นเมื่อยึดกุมอำนาจรัฐและโครงสร้างเศรษฐกิจได้แล้ว จะไม่ทำลายวิถีการผลิตเดิมที่มีอยู่ในสังคมเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นแบบศักดินา แบบทาส แบบพ่อขุน ฯลฯ

ทั้งนี้เพราะระบบทุนอุตสาหกรรมมีความเหนือกว่าหลายขุม จนไม่เกรงกลัวว่าวิถีการผลิตอื่นใดจะมาทำลายระบบทุนลงไปได้ ทั้งยังเป็นความได้เปรียบเสียอีกหากปล่อยให้วิถีการผลิตเก่าบางอย่างดำรงและทำงานไปตามสภาพเท่าที่ทำได้ เช่นแรงงานกึ่งทาสกึ่งไพร่

เพราะจะเป็นการช่วยทำให้ทุนนิยมในสังคมนั้นสามารถรวมศูนย์ในการสะสมและขยายทุนไปตามลักษณะเด่นของมันได้

ประเด็นนี้นำเราไปสู่ลักษณะเด่นของทุนไทย อันมีกำเนิดและความต่อเนื่องจากประวัติศาสตร์ ได้แก่โครงสร้างของระบบทุนนิยมไทยแสดงออกภายใต้ระบบสามเส้า (Tripod Structure) อันประกอบไปด้วย

1) รัฐและกิจการทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐและราชการ

2) ทุนข้ามชาติ

3) กลุ่มเจ้าสัวธุรกิจเอกชนไทย (เชื้อสายจีน) พัฒนาการของระบบทุนจึงถูกกำหนดโดยลักษณะของกลุ่มทุนสามเส้าดังกล่าว ตั้งแต่สมัยสนธิสัญญาเบาว์ริงที่นำไปสู่การเปิดเสรีตลาดในประเทศ และนำสยามเข้าสู่ระบบการแบ่งงานกันทำในระดับโลก กลายเป็นประเทศผลิตสินค้าเกษตรหลักส่งเข้าตลาดโลก เช่น ข้าว ไม้สัก ยางพาราและดีบุก

ประการต่อมาคือการเข้ามาของทุนข้ามชาติก่อนสงครามโลกครั้งที่สอง

เงื่อนไขสองอย่างนี้ไม่เกิดในประเทศอุตสาหกรรมตะวันตกและญี่ปุ่น ทำให้กลุ่มทุนอุตสาหกรรมไทยส่วนใหญ่กำเนิดมาจากพ่อค้านำเข้าสินค้าอุตสาหกรรมนอกประเทศ

ข้อนี้ก็ตรงข้ามกับของญี่ปุ่น นั่นคือการที่ผู้เชี่ยวชาญทางเทคโนโลยีและเจ้าของโรงงานแทบไม่ได้พัฒนาการผลิตของพวกตนให้ก้าวไปเป็นกลุ่มธุรกิจใหญ่ได้

ดังได้กล่าวแล้ว กลุ่มอุตสาหกรรมไทยซึ่งก่อนหน้านี้เป็นผู้นำเข้าสินค้าสำเร็จรูป (เช่น โอสถสภากับลิโปวิตันดี สหพัฒน์กับแฟซ่า) เมื่อได้รับการสนับสนุนการลงทุนก็รวมศูนย์ไปที่การผลิตสินค้าสำเร็จรูปเพื่อบริโภคในประเทศเหมือนเดิมอีก

การผลิตเหล่านี้ไม่ค่อยต้องการนวัตกรรมในการผลิตอย่างต่อเนื่องมากนัก ประกอบกับการร่วมมือกับบริษัททุนต่างชาติซึ่งเป็นฝ่ายจัดหาเทคโนโลยีที่จำเป็นให้

เรื่องสำคัญที่เหลือให้ทุนอุตสาหกรรมไทยทำได้อย่างดีคือนวัตกรรมในด้านการตลาดและการจัดการยุทธศาสตร์การตลาด

จุดอ่อนและข้อจำกัดในการพัฒนาอุตสาหกรรมของไทยที่ผ่านมาไม่ค่อยเป็นคำถามที่คนสนใจมากนัก

เพราะมองว่าแค่สร้างโรงงานและผลิตสินค้าออกมาสนองความต้องการได้ระดับหนึ่ง ก็น่าจะพอไปได้แล้วสำหรับสังคมโลกที่สามอย่างนี้ จะเอาอะไรมากมายอีกเล่า

ความเปลี่ยนแปลงในกระบวนการผลิตในยุคดิจิทัลและความเติบใหญ่ของอุดมการณ์และความคิดของคนในโลกที่สามที่ต้องการสร้างระบบเศรษฐกิจการเมืองและสังคมที่เป็นของพวกเขาเอง และแสดงพลังของภาคประชาสังคมในเวทีโลกอย่างแข็งขัน ทำให้ศูนย์กลางโลกทุนนิยมที่เริ่มเผชิญหน้ากับวิกฤตภายในระบอบของตนจำต้องหันมาพิจารณาใหม่ถึงคุณภาพที่ประชาสังคมโลกเขาสามารถสร้างได้เองไม่จำเป็นต้องเลียนแบบหรือนำเข้าจากโลกตะวันตกแต่ถ่ายเดียวเสมอไป

การพิจารณามอบรางวัลโนเบลสาขาเศรษฐศาสตร์ปีนี้จึงสะท้อนความเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้ ด้วยการให้รางวัลโนเบลให้แก่สามนักเศรษฐศาสตร์ที่แสดงให้เห็นอย่างประจักษ์ถึงความจำเริญเติบโตทางเศรษฐกิจและสังคมที่ต่อเนื่องว่ามาจากความก้าวหน้าของเทคโนโลยี (โจเอล โมเคียร์) และอีกสองคน (อากิยองและโฮวิตต์) ที่เสนอทฤษฎีว่าความเจริญเติบโตผ่าน “การทำลายอย่างสร้างสรรค์” (creative destruction) ทั้งสามคนเน้นถึงความสำคัญของนวัตกรรมในการผลักดันการเจริญเติบโตและความสำคัญของการรักษาระบบจักรกลที่รองรับมันไว้

โมเคียร์อธิบายว่าลำพังมีแค่เทคโนโลยีก็ไม่ช่วยให้เกิดความจำเริญเติบโตได้ จนกว่าจะมีสถาบันขึ้นมารองรับและนำเทคโนโลยีนั้นไปปฏิบัติ แปลว่าต้องมีสถาบันการศึกษา การวิจัย สถาบันในการผลิต การกำกับส่งเสริมจนเกิดเครือข่ายที่สังเคราะห์ความรู้จากการปฏิบัตินั้นให้เป็นทฤษฎีได้ คือต้องร่วมมือทุกภาคส่วนจากรัฐ เอกชนถึงประชาชนอย่างเท่าเทียมกัน ไม่ใช่แบบผู้ใหญ่กับผู้น้อย

นี่เองทำไมเสรีภาพถึงเป็นเงื่อนไขจำเป็นเสมอในระบอบเศรษฐกิจการเมืองตะวันตก เพราะมันประกันว่าจะไม่มีสถาบันใดรวบอำนาจและผูกขาดผลประโยชน์จากความรู้เหล่านั้นไว้แต่ฝ่ายเดียว

ผมชอบมากกับคำพูดของอากิยองและโฮวิตต์ที่บอกว่า ต้องทำลายถึงสร้างสรรค์ได้ นี่คือกุญแจลับของระบบทุนนิยมตะวันตกและญี่ปุ่น

ส่วนทุนไทยหาทางรักษาและสืบทอดมรดกในการผลิตและเป็นเจ้าของทุนไว้ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงจนกว่าจะถูกทำลายโดยวิกฤตต้มยำกุ้งและโควิด-19

แต่ก็โทษแต่ทุนไทยฝ่ายเดียวไม่ได้ เพราะหุ้นส่วนสำคัญที่ไม่ยอมให้ทุนไทยทำลายเพื่อสร้างสรรค์มาจากทุนขุนนางและทุนราชการที่ก็พยายามรักษาเงินถุงแดงไว้จากการขูดรีดค่าเช่าและส่วนต่างจากการค้าต่างประเทศไว้จนวันสุดท้าย

https://twitter.com/matichonweekly/status/1552197630306177024


เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุทธิพงษ์ นำประชุมมูลนิธิรักษ์เขาขยายชัยนาท ตั้งเป้าหมายให้เป็นแหล่งเรียนรู้สำหรับนักเรียนและเยาวชน แหล่งศึกษาตามธรรมชาติ ฯลฯ
สตอกโฮล์มเปิดเวที “ประชุมสันติภาพโลก 2026” เชิญผู้นำ-นักสันติวิธีทั่วโลก ร่วมสร้างอนาคตแห่งสันติภาพ 22 สิงหาคมนี้
CKPower ใช้นวัตกรรมเปลี่ยน “ของเสีย” เป็นคุณค่า คว้า 2 รางวัล TJDA ปีนี้
“สีหศักดิ์” ชี้ “กัมพูชา” ลากไทยเข้ากลไกประนอมภาคบังคับทำปิดประตูเจรจาเขตแดนทางบก รับกังวลกรณีเขมรประโคมข่าว “รถถังจีน” ในช่วงสถานการณ์เปราะบาง
“วัชระพล” มอบนโยบาย อ.ส.ค.เร่งแผนการตลาดระบายสต๊อกนมก่อนพึ่งงบฯ แนะเพิ่มประสิทธิภาพบริหาร-มาร์เก็ตติ้งให้แข่งได้ในตลาดเสรี
พิธีศพ อาลี คาเมเนอี : วาทกรรมแห่งศาสนา และอำนาจการทูตผ่านมุมมองภาษาศาสตร์
เคปเวิร์ด ‘ซินเดอเรลล่า’ ฟุตบอลโลก ผู้ชนะหัวใจคนทั้งโลก
คำถามเชิงซ้อน : คำถามลวงให้เราตอบ
จากเวทีปราศรัยสู่หน้าฟีด : อ่านยุทธศาสตร์หาเสียงผู้ว่าฯ กทม. ผ่านโซเชียลมีเดีย
520 วัน บันทึกของคำจากลา ในโลกหลังกำแพง (14)
ทบ.ร้อน ชิง ‘ทบ.1’ ‘บิ๊กเต้-แม่ทัพไก่’ จับตา หมาก ‘แม่ทัพคอแดง’ มองข้ามช็อต ทัพใต้ ‘รองคิ้ว-รองด้วง’
จากแหวนทองคำ 2 พันปี สู่ใจคนเมืองเพชร ทวีโรจน์ กล่ำกล่อมจิตต์ อยากมี ‘มิวเซียมท้องถิ่น’