‘จุลพันธ์’ ผู้นำเพื่อไทย ยุคยกเครื่อง เป้าหมายคว้าชัยเลือกตั้ง พา 200 ส.ส.เข้าสภา
ภายหลัง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ตัดสินใจลาออกจากเก้าอี้หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) เพื่อเปิดโอกาสให้พรรค ได้เริ่มต้นและเดินหน้ายกเครื่องพรรคเพื่อไทย (พท.) ได้อย่างอิสระและสร้างพรรคใหม่ที่สมบูรณ์แบบ เพื่อให้พรรคเพื่อไทย (พท.) สามารถชนะเลือกตั้ง เข้าไปยกเครื่องและพลิกฟื้นประเทศไทย
ด้วยเหตุนี้ ส่งผลให้พรรคเพื่อไทย (พท.) ต้องจัดประชุมใหญ่วิสามัญเพื่อเลือกหัวหน้าพรรคและกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่เข้ามาทำหน้าที่แทนชุดเก่า โดยมติการประชุมวิสามัญครั้งที่ 1/2568 พรรคเพื่อไทย (พท.) โหวตเลือกนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ส.ส.เชียงใหม่ ขึ้นเป็นหัวหน้าพรรคคนใหม่ ด้วยคะแนน 354 เสียง จากผู้มีสิทธิลงคะแนนทั้งหมด 369 คน โดยมีผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนน 15 เสียง ซึ่งถือได้ว่าเป็นไปตามโผที่สื่อมวลชนและกูรูหลายสำนักวิเคราะห์และคาดการณ์ให้เป็นเต็งหนึ่งนั่งเก้าอี้หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.)
ขณะที่ทีมผู้บริหารพรรคยุคของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ มีรองหัวหน้าพรรคด้วยกันถึง 13 คน
ประกอบด้วย นายวิสุทธิ์ ไชยณรุณ ทำหน้าที่กำกับดูแลพื้นที่ภาคเหนือตอนบน นายจเด็ศ จันทรา กำกับดูแลพื้นที่ภาคเหนือตอนล่าง นายเลิศศักดิ์ พัฒนชัยกุล กำกับดูแลภาคอีสานตอนบน นางมนพร เจริญศรี กำกับดูแลภาคอีสานตอนกลาง น.ส.สุดาวรรณ หวังศุภกิจโกศล กำกับดูแลภาคอีสานตอนล่าง นายสรวงศ์ เทียนทอง กำกับดูแลพื้นที่ภาคกลาง น.ส.ธีรรัตน์ สำเร็จวาณิชย์ กำกับดูแลพื้นที่ กทม. นายก่อแก้ว พิกุลทอง กำกับดูแลพื้นที่ภาคใต้ นายชูศักดิ์ ศิรินิล กำกับดูแลฝ่ายกฎหมาย นายพงศ์กวิน จึงรุ่งเรืองกิจ กำกับดูแลฝ่ายบริหาร นายเผ่าภูมิ โรจนสกุล กำกับดูแลฝ่ายนโยบายและวิชาการ นายศรัณย์ ทิมสุวรรณ กำกับดูแลฝ่ายกิจการสภาฯ นายจักรพงษ์ แสงมณี กำกับดูแลฝ่ายต่างประเทศ
ด้านนายประเสริฐ จันทรรวงทอง ได้คัมแบ๊กกลับมานั่งเก้าอี้เป็นเลขาธิการพรรคเพื่อไทย (พท.) อีกครั้ง มีรองเลขาธิการพรรค จำนวน 5 คน คือ น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ นายจิรวัฒน์ ศิริพานิชย์ น.ส.ขัตติยา สวัสดิผล น.ส.ปิยะรัฐชย์ ติยะไพรัช นายชนินทร์ รุ่งธนเกียรติ นายทวีศักดิ์ อนรรฆพันธ์ เป็นเหรัญญิกพรรค น.ส.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ เป็นนายทะเบียนสมาชิกพรรค นายศึกษิษฏ์ ศรีจอมขวัญ โฆษกพรรค
ส่วนกรรมการบริหารพรรค 6 คน ประกอบด้วย นายดนุพร ปุณณกันต์ นายอนุสรณ์ เอี่ยมสะอาด นายเชิดชัย ตันติศิรินทร์ นายวรสิทธิ์ กัลป์ตินันท์ นายวรวงศ์ วรปัญญา และนายวิพุธ ศรีวะอุไร
เรียกได้ว่าโฉมหน้าของทีมผู้บริหารพรรคเพื่อไทย (พท.) ชุดใหม่ เป็นการผสมผสานระหว่างคนรุ่นใหม่ไฟแรงที่มีความรู้ ความสามารถ และคนรุ่นเก่าที่เก๋าเกม มีประสบการณ์ทางการเมืองมายาวนานเข้าไว้ด้วยกัน เพื่อมาร่วมกันช่วยขับเคลื่อนยกเครื่องพรรคให้มีคุณภาพและประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น
สปีชแรกของผู้นำพรรคเพื่อไทย (พท.) นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ได้ระบุว่า อยู่กับพรรคเพื่อไทยมาตั้งแต่รุ่นพรรคไทยรักไทย ครึ่งชีวิตของตนมากกว่า 25 ปีที่ได้ทำงานในฝ่ายการเมืองร่วมกับพรรคนี้ มีความทรงจำมากมายที่ผ่านมาด้วยกัน ทั้งความสำเร็จ ทั้งอุปสรรค ไม่ใช่ถนนที่โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างแน่นอน ผ่านการต่อสู้ทางการเมืองทุกรูปแบบ ทั้งบนถนน ทั้งในสภาฯ แต่ยังคงอยู่รอดมาได้ ผ่านการปฏิวัติรัฐประหาร ผ่านการตัดสิทธิผู้บริหารพรรค นายกรัฐมนตรีถูกถอดถอนหลายครั้ง แต่พวกเรายังคงอยู่ ยังคงสู้
วันนี้การยกเครื่องพรรคเพื่อไทย จึงไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นทางที่จำเป็นที่ต้องเดิน ในฐานะพรรคการเมืองผ่านมาทั้งประสบการณ์ที่เป็นความประทับใจ เป็นความสำเร็จที่ต้องจดจำ แต่แน่นอนว่าต้องผ่านบาดแผลที่ต้องเรียนรู้และหาทางแก้ไข
เราแบกรับความหวังของพี่น้องประชาชน แบกความเชื่อมั่นของประชาชน สิ่งเหล่านี้เป็นแรงขับเคลื่อนให้กับสมาชิกพรรคมาโดยตลอด เราจะยึดมั่นเพื่อนำพานโยบายที่เป็นประโยชน์คืนสู่กลับไปให้กับพี่น้องประชาชนทุกคน
“เชื่อมั่นว่ามีประชาชน 10 ล้านคนที่คอยเป็นกำลังผลักดันให้พรรคเพื่อไทย (พท.) เดินหน้านำพาพรรคไปสู่ชัยชนะในการเลือกตั้ง และเป็นรัฐบาลในครั้งถัดไปให้ได้ ขอกำลังจากพวกเราทุกคนร่วมมือร่วมใจ ที่สำคัญที่สุดเชื่อมั่นพรรคเพื่อไทย เชื่อมั่นแนวทางที่เรายึดมั่น และเราจะนำพาประเทศไทยไปสู่ความสำเร็จและอนาคตที่สดใสต่อไป” นายจุลพันธ์ ระบุ
นอกจากนี้ นายจุลพันธ์ยังได้ระบุถึงการปล่อยแคมเปญหาเสียงเพื่อเตรียมพร้อมการเลือกตั้งครั้งถัดไปว่า มิตินโยบายเชื่อว่าพรรค พท.ล้ำหน้าพรรคอื่นไปเยอะ เพราะเรามีคณะทำงานที่ทำกันมาเป็นเดือนแล้ว นำโดย นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช แกนนำพรรค พท. ดำเนินการเรื่องการคิดนโยบายที่ถูกใจประชาชน
โจทย์แรกคือแบ๊กทูเบสิก กลับสู่ให้ประชาชนได้เข้าใจง่ายๆ และสัมผัสได้ง่ายขึ้นตรงกับความต้องการของพี่น้องประชาชน ซึ่งจะมีการทำเวิร์กช็อป 2 ระดับ คือ 1. ในระดับ ส.ส.ที่จะมาร่วมเวิร์กช็อปในนโยบายต่างๆ ซึ่งเราเตรียมการภายในกันอยู่ 2. นโยบายบางประเภท เช่น เรื่องการเกษตรที่อาจจะต้องลงไปพบปะเกษตรกร นโยบายด้านเอสเอ็มอี อาจจะลงไปพบปะกับกลุ่มเอสเอ็มอี เพื่อพูดคุยว่าแนวนโยบายที่เราคิดมาตรงหรือไม่ และมีข้อเสนอแนะเพิ่มเติมเพื่อปรับเปลี่ยนอย่างไร
เชื่อว่านโยบายนี้จะเป็นจุดแข็งของพรรค พท.อีกครั้งที่จะตอบโจทย์ให้กับพี่น้องประชาชนได้ ส่วนการออกแคมเปญ ขอให้รอฟังเพราะเราก็เปิดมา แย้มๆ มาแล้ว คือ “สร้างโอกาส ล้างหนี้ มีกิน” นโยบายของเรายังเป็นเรื่องปากท้อง ความเป็นอยู่ของประชาชน
“เรื่องนโยบายต้องทำให้ตรงกับความต้องการเป็นนโยบายแห่งความหวังของสังคมได้ และแคนดิเดตนายกรัฐมนตรี เราจะเสนอ 3 ชื่อ ซึ่งเป็น 3 ชื่อที่ต้องตรงใจพี่น้องประชาชน และเชื่อว่าการยอมรับจากประชาชนจะทำให้เราประสบความสำเร็จในการเลือกตั้ง” นายจุลพันธ์ ระบุ
อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่านับตั้งแต่พรรคเพื่อไทย (พท.) สลับขั้วมาเป็นพรรคฝ่ายค้าน ส่งผลทำให้ ส.ส.และสมาชิกพรรคบางส่วน ทยอยย้ายออกไปร่วมงานกับพรรคการเมืองอื่น อีกทั้งจากผลการเลือกตั้งซ่อม ส.ส.จังหวัดศรีสะเกษและจังหวัดกาญจนบุรี พรรคเพื่อไทยในฐานะแชมป์เก่าเจ้าของพื้นที่เดิม กลับต้องพ่ายแพ้ให้กับพรรคภูมิใจไทย (ภท.)
สิ่งเหล่านี้นับได้ว่าเป็นอีกหนึ่งภารกิจสำคัญของนายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย (พท.) และทีมผู้บริหารยุคใหม่ ต้องเร่งแก้ไขปัญหาอย่างเร่งด่วน และต้องเร่งกอบกู้สถานการณ์เพื่อเรียกความศรัทธาและคะแนนนิยมจากประชาชนกลับคืนมาโดยเร็ว
ทว่า หากนายกรัฐมนตรี ประกาศยุบสภา ตามไทม์ไลน์ที่ประกาศไว้ คือ วันที่ 31 มกราคม 2569 เท่ากับว่า นับจากนี้เหลือเวลาอีกไม่กี่เดือนก็จะต้องเข้าสู่โหมดการเลือกตั้งแล้ว ฉะนั้น การนำพรรคลงสู้ศึกการเลือกตั้งสนามใหญ่ในครั้งนี้ จึงเป็นอีกโจทย์ใหญ่ที่พรรคเพื่อไทย (พท.) ต้องเร่งยกเครื่อง สยบคำปรามาสว่าพรรคเพื่อไทยสูญพันธุ์แน่นอน เพื่อเดินหน้าสู่ชัยชนะในการเลือกตั้งปี 2569 นำ ส.ส.เข้าสภาอย่างน้อย 200 คน
และพร้อมกลับมาเป็นรัฐบาลสมัยหน้าเพื่อยกเครื่องประเทศ ตามเป้าหมายและโจทย์ที่ตั้งไว้
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
