Agora | กฤตภาศ ศักดิษฐานนท์
วิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
อ็องรี มูโอต์ (Henri Mouhot) นักธรรมชาติวิทยาชาวฝรั่งเศสที่เข้ามาสำรวจดินแดนสยาม กัมพูชา และลาว ในอดีตเมื่อ 167 ปีก่อนในสมัยรัชกาลที่ 4 ได้บันทึกเรื่องราวต่างๆ เอาไว้หลากหลายแง่มุม ปรากฏอยู่ในหนังสือที่มีชื่อภาษาไทยว่า “บันทึกการเดินทางของอ็องรี มูโอต์ ในสยาม กัมพูชา ลาว และอินโดจีนตอนกลางส่วนอื่นๆ”
ในบรรดาประเด็นต่างๆ มากมายนั้นมีอยู่เรื่องหนึ่งซึ่งแสดงลักษณะทางสังคมของไทยไว้อย่างน่าสนใจก็คือสิ่งที่มูโอต์เรียกว่า “ระบอบทาส”
หมายถึงกลุ่มคนที่ปราศจากอิสรภาพหรือเสรีภาพในการตัดสินใจและกำหนดชะตาชีวิตของตนเอง เพราะชีวิตของคนพวกนี้ต้องขึ้นกับผู้อื่นที่มีอำนาจเหนือกว่า ซึ่งแม้สยามจะไม่ใช่ดินแดนเดียวที่มีทาสอยู่ก็ตาม
แต่เขาก็มองว่านี่เป็นสิ่งที่ไม่สมควรเกิดขึ้นกับสังคมใดทั้งสิ้น
ดังที่เขียนไว้ว่า
“ข้าพเจ้าเคยใช้ชีวิตอยู่ในรัสเซียยาวนานกว่าสิบปี ได้พบเห็นผลเสียอย่างเลวร้ายอันเกิดจากการใช้อำนาจบาตรใหญ่และระบอบทาส เชื่อไหมว่าที่เมืองสยามนี่ ข้าพเจ้าก็ได้พบเห็นเรื่องที่น่าเศร้าน่าเวทนาไม่แพ้กัน ณ ดินแดนแห่งนี้ ผู้ด้อยกว่าจะต้องยอบกายเนื้อตัวสั่นเทาต่อหน้าผู้เหนือกว่า คอยรับฟังคำสั่งในท่าคุกเข่าหรือไม่ก็หมอบกราบ แสดงทีท่าว่ายอมสยบให้ เมืองทั้งเมือง สังคมทั้งสังคมในทุกระดับชั้น ล้วนตกอยู่ในสภาวะหมอบราบอย่างถาวรทั่วทุกหัวระแหง ทาสหมอบกราบนาย นายเล็กนายใหญ่หมอบกราบนายบ้าน ผู้นำทางทหาร พระสงฆ์ และไพร่ฟ้าทุกๆ คนต่างหมอบกราบองค์พระมหากษัตริย์”

เมื่อพิจารณาลำดับเวลาทางประวัติศาสตร์แล้วก็ไม่น่าแปลกใจที่มูโอต์จะรังเกียจเหยียดหยามสภาพสังคมเช่นนี้
เพราะในบริบทของบ้านเมืองที่เขาเกิดและเติบโตนั้นเป็นสังคมที่เข้าสู่สมัยใหม่แล้ว
ยุโรปยุคนั้นผ่านทั้งการปฏิวัติทางความคิดและสังคมมาไกล คือเข้าสู่ยุคแห่งเหตุผล (Age of Reason) และผ่านการปฏิวัติวิทยาศาสตร์มาราวๆ สามร้อยกว่าปี
เกิดเหตุการณ์สำคัญที่เปลี่ยนสำนึกเรื่องอิสรภาพและเสรีภาพของมนุษย์มามากมายทั้งในยุโรปและสหรัฐอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นการปฏิวัติอเมริกันและการปฏิวัติฝรั่งเศส
ฉะนั้น ภาพผู้คนหมอบราบคาบแก้วแทบเท้าคนอื่น จึงเป็นภาพเลวร้ายน่าพะอืดพะอมที่มูโอต์ยากจะทำใจยอมรับได้
เพราะฉะนั้น มูโอต์จึงมองเมืองไทยว่าป่าเถื่อน และวิพากษ์วิจารณ์ลักษณะทางสังคมอยู่บ่อยครั้ง
เขาระบุว่าสภาพที่ผู้คนสยบยอมต่ออำนาจอย่างฝังลึกเช่นนี้เป็นสิ่งที่พบเห็นได้ทั่วไป เนื่องจากคนส่วนใหญ่ล้วนแล้วแต่เป็นผู้ที่อยู่ใต้อำนาจที่ลดหลั่นลงมาทั้งสิ้น
การที่คนจำนวนมากไม่มีอิสรภาพแต่กลับเรียกตัวเองว่าเป็น “ไท” อันหมายถึงเสรีชนผู้มีอิสรภาพจึงดูเป็นเรื่องย้อนแย้งอย่างยิ่ง ตามที่เขาบันทึกไว้ในบทที่ 2 ว่า
“เห็นจะต้องกล่าวเพิ่มเติมปิดท้ายว่า ประชากรที่อยู่ในสถานะหมอบราบกับพื้นเช่นนี้ นับจำนวนได้อย่างน้อยถึงหนึ่งในสาม หรือบางทีอาจถึงกึ่งหนึ่งของทั้งประเทศ ถ้าไม่นับชุมชนชาวจีน ประชากรที่ตกเป็นทาสทั้งทางกายและทางสินทรัพย์เหล่านี้น่ะหรือที่เรียกตัวเองว่าไท อันหมายถึงเสรีชน”

ในแง่ปริมาณ จำนวนคนที่เป็น “ข้า” หรือ “บ่าว” นั้นมีมากกว่า “นาย” หรือ “เจ้า” อย่างเทียบไม่ติด ทำให้สยามเป็นสังคมชนชั้นที่ลดหลั่นกันเป็นขั้นๆ แบบศักดินาหรือเจ้าขุนมูลนาย และฝังลึกอยู่ในโลกทัศน์ของผู้คนมาช้านานจนเป็นปกติวิสัย
มูโอต์กล่าวว่า “ด้วยไม่ประสงค์จะซ่อนเร้นเรื่องดีร้ายที่ได้พบว่ามีอยู่จริง ไม่ว่าจะอยู่ปนกันหรือแยกจากกัน ข้าพเจ้าเห็นจะต้องกล่าวย้ำอีกครั้งหนึ่งว่าประชากรหนึ่งในสามของประเทศนี้มีชีวิตอยู่ภายใต้ระบอบทาส คิดเป็นตัวเลขเบ็ดเสร็จแล้ว ชาวบ้านประมาณ 1,500,000 – 1,800,000 ชีวิต”
นอกจากมองเห็นชัดในแง่ปริมาณแล้ว ด้านความเข้มข้นก็เห็นชัดไม่แพ้กัน ดูได้จากอากัปกิริยาที่ผู้น้อยแสดงออกต่อผู้ใหญ่ตามลำดับชั้น ไล่ตั้งแต่ระดับล่างสุดขึ้นไปจนถึงระดับสูงสุด ซึ่งทุกคนต้องแสดงความเคารพอย่างเคร่งครัด มิเช่นนั้นจะตกอยู่ในอันตรายได้ ตามที่มูโอต์ได้บันทึกเอาไว้ว่า
“ไม่ว่าจะมียศศักดิ์สูงส่งเพียงไร เมื่อชาวสยามอยู่ต่อเบื้องพระพักตร์ของเจ้าเหนือหัว จะต้องคลานเข่า หมอบกราบตราบเท่าที่องค์กษัตริย์ยังประทับอยู่ในสายตา การแสดงความเคารพด้วยอากัปกิริยานี้ไม่ใช่เฉพาะต่อพระองค์เท่านั้น แต่หมายรวมถึงพระราชวังที่ประทับด้วย ยามใดที่พวกเขาผ่านไปทางประตูพระราชวัง ก็จะต้องแสดงความเคารพให้เห็น พวกข้าราชบริพารแถวหน้าต้องหุบกลดบังแดดของตน ไม่ก็หันหน้ายอบตัวไปทางทิศนั้น ข้างชาวเรือบนเรือนับพันๆ ลำที่แจวขึ้นล่องอยู่ในลำน้ำ ก็จะต้องนั่งคุกเข่า ถอดหมวกออก จนกว่าจะผ่านเลยพระราชวัง ตลอดแนวกำแพงวังมีพลธนูพร้อมอาวุธกระสุนดินเหนียวยิงได้รัศมีไกลเฝ้ารักษาการณ์อยู่ตามช่องเชิงเทินคอยควบคุมให้เป็นไปตามกฎและลงโทษผู้ฝ่าฝืน”
ชนชั้นที่อยู่ต่ำสุดในลำดับทางสังคมก็คือ “ทาส” ซึ่งไม่มีอิสรภาพและเสรีภาพใดๆ ในชีวิตของตน ซ้ำร้ายยังกลายเป็นสินค้าที่สามารถซื้อขายกันได้ผ่านตลาด
โดยสถานะของทาสสามารถแบ่งออกได้เป็นสามประเภท ตามที่ปรากฏในบันทึกว่า
“(ทาส) มีสถานะเป็นเพียงสินค้าที่ซื้อขายกัน จำแนกได้เป็น 3 ประเภท แรกคือ ทางเชลย เป็นนักโทษสงครามที่ถูกกวาดต้อนมา พระเจ้าแผ่นดินทรงแจกจ่ายให้เป็นข้าทาสของพวกเจ้าขุนมูลนายตามพระราชอัธยาศัย ต้องจ่ายค่าไถ่ตัวโดยประมาณ 48 ติกัล (ราว 150 ฟรังก์ฝรั่งเศส / tical มาตราเงินเก่า 1 ติกัลมีค่าเทียบได้กับ 1 บาท) ประเภทที่สองคือทาสสินไถ่ เป็นพวกที่สิ้นความเป็นไทเพราะถูกขายใช้หนี้ ต้องทำงานชดใช้แทนดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายให้เจ้าหนี้ และประเภทสุดท้ายคือทาสในเรือนเบี้ย เป็นทาสที่ไม่อาจไถ่ตัวได้ เป็นลำดับย่ำแย่ที่สุดของความลำบากข้นแค้น ได้แก่ เด็กๆ ที่พ่อแม่เอามาขัดไว้ จะด้วยเหตุจากคดีความ ยากจน หรืออดอยากก็ตามที โดยระบุไว้ในสัญญาว่า ผู้เป็นนายมีสิทธิอำนาจสิทธิ์ขาดเหนือร่างกายและจิตใจ”
โครงสร้างทางชนชั้นไม่ใช่เรื่องเชิงอำนาจเท่านั้นแต่มาพร้อมกับเศรษฐกิจด้วย เพราะชนชั้นล่างเป็นฝ่ายต้องจ่ายภาษีให้ข้างบนแต่ดูเหมือนไม่ได้อะไรกลับมา นอกจากหลักประกันว่าจะไม่ถูกเข่นฆ่าหรือลงโทษ ไพร่ทาสทำมาหากินแล้วหักแบ่งส่วนหนึ่งมาจ่ายภาษีให้เจ้าขุนมูลนายผู้มีอำนาจ บ่าวไพร่เป็นข้ารับใช้แต่ต้องจ่ายเงินให้แก่เจ้านายแทนที่จะได้รับโดยไม่มีทีท่าต่อต้านแข็งขืนใดๆ
สภาพการณ์เช่นนี้ทำให้มูโอต์แปลกใจกับสิ่งที่เห็นมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงแรกที่เพิ่งมาถึงใหม่ๆ
แต่พออยู่ไทยไปนานเข้าก็เริ่มสังเกตและอธิบายได้ว่าทำไมผู้คนถึงยอมรับชีวิตเช่นนี้ได้
เขาคิดว่าเป็นเพราะความอุดมสมบูรณ์ทางธรรมชาติและดินฟ้าอากาศที่เอื้อต่อการหาอยู่หากินจนเหลือกินเหลือเก็บ ผู้คนจึงไม่อัตคัดขาดแคลนข้าวปลาอาหาร ประกอบกับนิสัยใจคอเป็นคนง่ายๆ ไม่คิดมาก จึงทำให้ใช้ชีวิตไปตามสบายโดยไม่เดือดร้อนและไม่มีความคิดจะลุกฮือต่อสู้
ดังที่มูโอต์บันทึกเอาไว้จากความทรงจำระหว่างที่กำลังล่องเรือจากบางกอกไปอยุธยาว่า
“ตลอดเส้นทาง ข้าพเจ้าอดรู้สึกประหลาดใจไม่ได้ เมื่อเห็นความร่าเริงเบิกบานใจไร้กังวลของไพร่ฟ้าชาวสยาม แม้จะมีแอกแบกอยู่บนบ่า ทั้งถูกเรียกเก็บภาษีรีดนาทาเร้น แต่ด้วยสภาพดินฟ้าอากาศที่แปรปรวน ด้วยความอ่อนโยนโดยธรรมชาติของคนพื้นถิ่น และสภาพจำยอมที่ฝังอยู่ในสายเลือดจากรุ่นสู่รุ่น ปัจจัยเหล่านี้ทำให้พวกเขาลืมกังวลเรื่องของตัวเอง อีกทั้งความขมขื่นที่ต้องติดตรึงกับระบอบอันกดขี่นี้ไปเสียสิ้น ทั่วทุกที่ที่ผ่านไป ข้าพเจ้าได้เห็นผู้คนเตรียมหาปลากัน เพราะช่วงเวลาน้ำลดในท้องทุ่งเป็นโอกาสเหมาะที่จะจับปลา ที่นำมาตากแห้งนั้นเก็บไว้เป็นเสบียงได้ตลอดปี และบางครั้งยังเหลือพอจะส่งออกไปขายในปริมาณมากโข”
