bg-single

สงครามโดรน (11) โดรนเหนือน่านฟ้าเวียดนาม

18.11.2025

ยุทธบทความ | สุรชาติ บำรุงสุข

“ลำดับการพัฒนาทางเทคนิคที่เกิดขึ้นอย่างน่าทึ่งนั้น ได้นำเรามาถึงจุดเริ่มต้นของสิ่งที่ข้าพเจ้าเชื่อว่าเป็นการปฏิวัติของสงครามตามแบบอย่างแท้จริง”

Malcolm R. Currie
The Pentagon’s Director of Defense Research and Engineering
ถ้อยแถลงต่อรัฐสภาอเมริกันในการวิจัยเรื่องสงครามอิเล็กทรอนิกส์ (1972)

การใช้โดรนในสงครามเวียดนามเป็นเรื่องที่เรามักจะไม่ค่อยนึกถึง อาจจะเป็นเพราะจินตนาการของพวกเราในยุคปัจจุบันนั้น “สงครามโดรน” อาจเป็นภาพของการรบในยูเครนหรือการโจมตีในตะวันออกกลาง หรือถ้าถอยเวลากลับไปหน่อย ก็มักเป็นเรื่องของการใช้โดรนในภารกิจของการเป็น “มือสังหาร” ในสงครามต่อต้านการก่อการร้าย เช่น ในยุคของประธานาธิบดีบารัก โอบามา เป็นต้น

ในความเป็นจริงแล้ว สงครามเวียดนามต่างหากที่เป็นจุดเริ่มต้นหนึ่งที่สำคัญของสงครามโดรน ที่มีผลสืบทอดมาจนถึงสงครามร่วมสมัยในยุคเรา แต่ดังที่กล่าวในข้างต้น เราแทบไม่ค่อยกล่าวถึงการใช้โดรนในสงครามเวียดนามเท่าใดนัก จนดูเหมือนหลายคนจะลืมเรื่องของโดรนในสนามรบที่เวียดนามไปแล้ว ดังนั้น ในบทความนี้จะชวนย้อนกลับไปพิจารณาเรื่องของสงครามโดรนในยุคสงครามเวียดนาม

คำถามเจ้าปัญหา?

จุดเริ่มต้นในการพาโดรนเข้าสู่สนามรบในเวียดนามคือ เหตุการณ์ในวันที่ 17 ธันวาคม 1965 ซึ่งประธานาธิบดีลินดอน จอห์นสัน ได้พบกับคณะที่ปรึกษาของประธานาธิบดีที่ทำเนียบขาว และมีคำถามสำคัญในทางยุทธศาสตร์ว่า “เป็นไปได้หรือไม่ที่สหรัฐจะหยุดการทิ้งระเบิดต่อเป้าหมายในเวียดนามเหนือ?”

คำถามนี้มีคำตอบในตัวเองที่ผู้นำสหรัฐต้องการจะหยุดการทิ้งระเบิด เพื่อเป็นการส่งสัญญาณว่า ทำเนียบขาวพร้อมที่จะยุติการใช้ “เครื่องมือทางทหาร” อันจะเป็นช่องทางที่เปิดโอกาสให้ “เครื่องมือทางการทูต” ได้เดินมากขึ้นในการแสวงหาลู่ทางของการเจรจาสันติภาพระหว่างสหรัฐกับเวียดนามเหนือ

ในขณะเดียวกัน ปัญหาในทางยุทธการที่สำคัญคือ ถ้าสหรัฐหยุดการทิ้งระเบิดดังกล่าวแล้ว อะไรคือเครื่องมือทางทหารที่เข้ามาเป็นปัจจัยทดแทนต่อการทิ้งระเบิดที่เกิดขึ้นในฐานะของการเป็น “อำนาจบังคับทางยุทธศาสตร์” (strategic coercion) หรือในทำนองเดียวกัน เป็นไปได้หรือไม่ที่สหรัฐจะยุติการทิ้งระเบิดโดยไม่มีปฏิบัติการใดๆ รองรับ คำตอบในทางทหารตอบได้ทันทีว่า “เป็นไปไม่ได้” อย่างแน่นอน

อย่างไรก็ตาม เราอาจต้องย้อนเหตุการณ์เพื่อให้ทำความเข้าใจต่อบริบทคำถามของผู้นำทำเนียบขาว เนื่องจากในเดือนสิงหาคม 1964 เรือรบอเมริกันได้รับคำสั่งให้ลาดตระเวนและเก็บข้อมูลข่าวกรองในบริเวณน่านน้ำสากลของอ่าวตังเกี๋ย เนื่องจากมีข้อมูลว่าเวียดนามเหนือได้รับความช่วยเหลือทางทหารจากสหภาพโซเวียต เพื่อติดตั้งฐานยิงอาวุธปล่อยต่อสู้อากาศยาน และสถานีเรดาร์ตามแนวชายฝั่งของอ่าวตังเกี๋ย

จากข้อมูลข่าวกรองดังกล่าวทำให้รัฐบาลเวียดนามใต้ตัดสินใจใช้กำลังนาวิกโยธินบุกเข้าโจมตีสถานีเรดาร์และฐานยิงจรวดเหล่านี้ตามแนวชายฝั่งของเวียดนามเหนือ โดยมีเรือพิฆาตอเมริกันชื่อ USS. Maddox และ USS. Turner Joy คอยเฝ้าดูและทำการประเมินผลของปฏิบัติการนี้ อีกทั้งยังทำหน้าที่ในการสนับสนุนด้านข่าวกรองให้กับชุดปฏิบัติการของเวียดนามใต้ในภารกิจนี้ด้วย

ต่อมาในเช้าตรู่ของวันที่ 2 สิงหาคม 1964 เรือ Maddox ถูกเรือตอร์ปิโดของเวียดนามเหนือจำนวน 4 ลำเข้าโจมตี เรือพิฆาตอเมริกันได้รับความเสียหาย แต่ไม่จม ในการนี้เรือรบอเมริกันได้ทำการยิงตอบโต้ ทำให้เรือตอร์ปิโดของเวียดนามเหนือถูกยิงจม 1 ลำ อีก 2 ลำได้รับความเสียหายอย่างหนัก และลำสุดท้ายหนีไปได้

ในวันที่ 4 สิงหาคม รายงานการปะทะทางทะเลที่อ่าวตังเกี๋ยจึงถูกส่งตรงถึงทำเนียบขาว (ถ้าเป็นโลกข่าวสารในยุคปัจจุบัน ข่าวนี้คงเป็นรายงานในสื่อระหว่างประเทศตั้งแต่ในวันที่ 2 สิงหาคม และทำเนียบขาวคงได้รับรายงานตั้งแต่วันนั้นแล้ว ไม่ใช่ต้องรออีก 2 วัน) อย่างไรก็ตาม เหตุการณ์การโจมตีเรือพิฆาตอเมริกันครั้งนี้ มีข้อถกเถียงอย่างมากในทางวิชาการและในวงสื่อสารมวลชนว่า เรือรบอเมริกันเข้าไปทำภารกิจอะไร

ถัดมาในวันที่ 7 สิงหาคม รัฐสภาอเมริกันจึงได้ผ่านร่างกฎหมาย “ญัตติอ่าวตังเกี๋ย” (The Gulf of Tonkin Resolution) มอบให้อำนาจแก่ประธานาธิบดีจอห์นสันในการแก้ไขวิกฤตการณ์นี้ตามที่เห็นสมควร ซึ่งหากเปรียบเทียบสำนวนอเมริกันก็คือ การมอบอำนาจให้ในแบบ “ชุดนอนของคุณย่า” (Grandma’s Nightshirt) ที่จะสามารถใช้ครอบคลุมทุกสิ่งทุกอย่างได้ตามที่ต้องการ

แต่นัยทางการเมืองก็คือ ทำเนียบขาวได้รับมอบอำนาจจากรัฐสภาอย่างเต็มที่ในการใช้มาตรการทางทหารในการโจมตีทางอากาศต่อเวียดนามเหนือ หรือกล่าวในอีกมุมหนึ่งได้ว่า รัฐสภาอเมริกันได้มอบอำนาจให้ประธานาธิบดีจอห์นสันในการทำสงครามในเวียดนามอย่างเต็มที่ โดยสหรัฐไม่จำเป็นต้องประกาศสงคราม การตัดสินใจครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นในเวลาต่อมาของการเปิดการโจมตีทางอากาศขนาดใหญ่ในชื่อ “Operation Rolling Thunder”

ยุทธการโจมตีทางอากาศดังกล่าว เป็นการทิ้งระเบิดขนาดใหญ่อย่างต่อเนื่องต่อเป้าหมายทางทหารในเวียดนามเหนือ โดยมีวัตถุประสงค์ที่จะกดดันให้เวียดนามเหนือต้องยุติการสนับสนุนทางทหารต่อกลุ่มเวียดกง ที่เป็นกลุ่มติดอาวุธอยู่ในเวียดนามใต้ ดังนั้น เป้าหมายการโจมตีทางอากาศจึงได้แก่ เส้นทางส่งกำลังบำรุง ท่าเรือ ฐานทัพ และหวังว่าความเสียหายจากการโจมตีที่เกิดขึ้นจะทำให้ผู้นำเวียดนามเหนือยอมรับเงื่อนไขการเจรจา ทั้งยังจะเป็นปัจจัยในการช่วยลดทอนภาระทางทหารให้แก่กำลังทางบกของสหรัฐในเวียดนามด้วย เพราะการโจมตีทางอากาศทำให้อำนาจทางทหารของเวียดกงอ่อนแรงลงในการตอบโต้กับกองกำลังของสหรัฐ

เหนือน่านฟ้าโซเวียต

การตัดสินใจให้ยุติการทิ้งระเบิดที่ประธานาธิบดีจอห์นสันเปิดประเด็นคำถามในวันที่ 17 ธันวาคม 1965 จึงมีนัยสำคัญในทางทหารอย่างยิ่ง เพราะกองทัพอากาศสหรัฐทิ้งระเบิดต่อเป้าหมายในเวียดนามเหนือมาโดยตลอด ฉะนั้น ถ้าการยุติการทิ้งระเบิดเกิดขึ้นด้วยความมุ่งหวังทางยุทธศาสตร์ที่จะให้มีการเจรจาทางการทูตเพื่อยุติสงครามแล้ว สหรัฐจะมีอะไรเป็นเครื่องมือทางทหารที่จะใช้แทนการทิ้งระเบิด ซึ่งแน่นอนว่าคำถามในยุคสมัยเช่นนั้น อาจจะตอบไม่ง่ายแต่อย่างใด และแน่นอนว่าฝ่ายทหารคือ คณะเสนาธิการร่วม (JCS) ไม่มีทางที่จะเห็นด้วยกับแนวคิดนี้

แต่ทำเนียบขาวก็ยืนยันที่จะตัดสินใจเช่นนั้น ดังนั้น การยุติการทิ้งระเบิดครั้งแรกของสหรัฐจึงเกิดขึ้นในวันที่ 24 ธันวาคม 1965 จนถึงวันที่ 30 มกราคม 1966 ในทางปฏิบัติแล้ว การยุติครั้งนี้เป็นการหยุดปฏิบัติการของเครื่องบินที่มีนักบิน แต่สำหรับการลาดตระเวนทางอากาศด้วยอากาศยานไร้คนขับไม่ได้หยุดด้วยแต่อย่างใด ซึ่งอากาศยานไร้คนขับที่ใช้ในเวียดนามมีชื่อสัญลักษณ์แบบว่า “Lightning Bug” หรืออาจเรียกในพากย์ไทยว่า “แมลงสายฟ้า”

อย่างไรก็ตาม ดังที่เราคุ้นเคยกัน ถ้านึกถึงการใช้กำลังทางอากาศในสงครามเวียดนามแล้ว เรามักจะมีภาพของเครื่องบินรบแบบ “เอฟ-4” (McDonnell Douglas F-4 Phamtom II) ของอเมริกัน แม้กองทัพสหรัฐจะมีเครื่องบินรบหลายแบบ แต่ไม่มีแบบใดที่เป็นตัวแทนของสงครามเวียดนามมากเท่ากับเอฟ-4 ที่เป็นทั้งเครื่องบินขับไล่-ทิ้งระเบิด และสกัดกั้นในเวลาเดียวกัน หรือในภาพใหญ่ของอำนาจทางอากาศของสหรัฐแล้ว F-4 คือสัญลักษณ์ของเครื่องบินรบที่มีชื่อเสียงในยุคสงครามเย็น แต่เราแทบจะไม่เคยได้ยินชื่อของ “ไรอัน โมเดล 147” (The Ryan Model 147) หรือ “Lightning Bug” เท่าใดนัก

ว่าที่จริงแล้ว เรื่องราวของโดรน 147 ก่อนที่จะถูกนำมาใช้ในสงครามเวียดนามนั้น ย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1959 เมื่อบริษัท Ryan Aeronautical เริ่มทำการศึกษาถึงความเป็นไปได้ที่จะปรับปรุงโดรนที่ใช้ในการเป็นเป้าสำหรับการฝึกใช้อาวุธทางอากาศ (the Ryan Firebee target drone) ให้ทำหน้าที่เป็นโดรนตรวจการณ์ระยะไกล ซึ่งการปรับปรุงจะต้องขยายขีดความสามารถในการทำการบินระยะไกล โดยโดรนจะออกจากฐานปล่อยในทะเลแบเร็นตส์ (the Barents Sea) ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาสมุทรอาร์กติก ที่อยู่ทางตอนเหนือของประเทศนอร์เวย์และสหภาพโซเวียต และบินตรวจการณ์เข้าไปเหนือดินแดนของสหภาพโซเวียต

การเริ่มใช้โดรนปรากฏเป็นจริง เมื่อเครื่องบินจารกรรมแบบยู-2 (Lockheed U-2) ถูกยิงตกเหนือน่านฟ้าของโซเวียต ในวันที่ 1 พฤษภาคม 1960 และนักบินถูกจับ ต่อมาในวันที่ 1 กรกฎาคม เครื่องบินข่าวกรองแบบอาร์บี-47 เฮช (Boeing RB-47H) ถูกยิงตกใกล้แนวพรมแดนโซเวียต นักบินเสียชีวิต 4 นาย และถูกจับ 2 นาย ซึ่งในทางการเมืองระหว่างประเทศ ต้องถือว่าเป็น “การเสียหน้า” ขนาดใหญ่สำหรับประธานาธิบดีเคนเนดี ผลจากความสูญเสียที่เกิดขึ้นทำให้กองทัพอากาศสหรัฐให้ความสนใจในการพัฒนาโดรนมากขึ้น

จุดเด่นของ “ไรอันโดรน” ในสายสกุล “Firebee” หรืออาจเรียกชื่อในพากย์ไทยว่า “ผึ้งไฟ” นั้น คือการมีหน้าตัดสัญญาณเรดาร์ต่ำ (low radar cross-section) ทำให้โดรนนี้มีขีดความสามารถในการหลีกเลี่ยงการตรวจจับจากสถานีเรดาร์ของโซเวียต [RCS คือ ขนาดของเงาของวัตถุที่ปรากฏบนจอเรดาร์ ซึ่งมีนัยถึงความสามารถในการสะท้อนคลื่นเรดาร์กลับไปยังจุดตรวจจับ] อีกทั้งตัวโดรนมีปีกยาว ทำให้สามารถทำการบินได้ในระยะสูง จึงทำให้ยิ่งตรวจจับได้ยากมากขึ้นด้วย

ดังนั้น หลังจากทำการปรับปรุงแล้ว ในระหว่างเดือนกันยายนและตุลาคม 1961 โดรนตรวจการณ์จึงเริ่มทำการบินทดลอง และออกปฏิบัติภารกิจจริงในเวลาต่อมา แต่เรื่องราวเหล่านี้ถูกเก็บรักษาไว้เป็นความลับสุดยอด อันเนื่องจากสถานการณ์ของความตึงเครียดในยุคสงครามเย็น ดังนั้น โดรนเหล่านี้ถูกอธิบายว่าเป็นเครื่องสำหรับการเป็นเป้าระยะสูงในการฝึกยิงอาวุธปล่อยจากพื้นสู่อากาศ (SAM) ซึ่งว่าที่จริงจะเห็นได้ว่า คำอธิบายนี้ไม่สอดคล้องกับขีดความสามารถของโดรนแต่อย่างใด

จากโซเวียต สู่เวียดนาม

โดรนต้นแบบที่ใช้ชื่อว่า “โมเดล 147” นั้น ได้พัฒนาต่อมาในอีกหลายรูปแบบ เพื่อรองรับภารกิจที่แตกต่างกันออกไป โดยเฉพาะการพัฒนาตัวระบบภายใน การพัฒนาระบบเซ็นเซอร์ การเพิ่มน้ำหนักบรรทุก ซึ่งในสงครามเวียดนามนั้น โดรนนี้มีภารกิจหลักในการถ่ายภาพทางอากาศทั้งในระยะต่ำและระยะสูง การบินลาดตระเวนทางอิเล็กทรอนิกส์ การเฝ้าตรวจทางอากาศ การทำสงครามอิเล็กทรอนิกส์ การบินในภารกิจเก็บข้อมูลข่าวกรองสัญญาณ (signals intelligence – SIGINT) การทำสงครามจิตวิทยา และการทำหน้าที่เป็นเป้าลวงทางอากาศ ซึ่งจะเห็นได้ว่าโดรนเข้ามามีบทบาทอย่างสำคัญในภารกิจทางอากาศในสงครามเวียดนาม

จนอาจกล่าวได้ว่า ปฏิบัติการทางอากาศเหนือน่านฟ้าเวียดนาม คือ จุดเริ่มต้นของสงครามโดรนในยุคปัจจุบันนั่นเอง!



เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต

สุดารัตน์ จี้อย่าปล่อยให้ 14 กันยา เป็นแค่วัน“จับปลาซิว” ชวนคนไทยจ้องตา กกต.
รัฐประหาร 2557 จุดเปลี่ยนชีวิต ก่อเกียรติ ก่อสูงศักดิ์ จากนักเรียนนอก สู่นักการเมือง ‘สีส้ม’
เทศน์ ‘สนุก’ | ธงทอง จันทรางศุ
เดนตายในผ้าเหลือง ปฏิบัติการลับของทหารญี่ปุ่นในไทยสมัยสงครามโลก (1)
แก๊งคอลฯ ล็อกเป้าใหม่ ‘Gen Z’ เตือนภัยวัยโจ๋ เก่ง ‘TECH’-อ่อนโลก ปีเดียว 2 หมื่นคดี-700 ล้าน
พลิกโฉมงานตุลาการไทย ไม่ต้องมาศาลก็พึ่งศาลได้ ฟังก์ชั่นสุดล้ำคนไทยต้องรู้
ภัยคุกคามกฎหมาย | เหยี่ยวถลาลม
วัดพุทไธศวรรย์ แหล่งซ่องสุมกำลัง ของ “สยาม” ท้าวอู่ทอง | สุจิตต์ วงษ์เทศ
ยิวกร่าง – จีนโกง | สุรชาติ บำรุงสุข
G2, M7 และโลกที่เหลือ (2) : อธิปไตยดิจิทัลและกลไกส่วนต่างอำนาจของ M7
20 ปีก่อน… ยึดอำนาจ นายกฯ ทักษิณ วันนี้…ยึดอำนาจประชาชนทั้งประเทศ (1)
เบื้องลึก ทรัมป์สั่งยึดน้ำมันสำรอง เวเนซุเอลา