Cool Tech | จิตต์สุภา ฉิน
Instagram : @sueching
Facebook.com/JitsupaChin
ตัวตนที่ชัดเจนของ Kindle
ตั้งแต่เริ่มต้นเส้นทางการเป็นแม่ หนึ่งในแก๊ดเจ็ตที่ฉันได้หยิบขึ้นมาใช้แทบทุกวันโดยที่คาดไม่ถึงมาก่อนว่าจะได้ใช้บ่อยขนาดนี้ก็คือเครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์ Kindle ของ Amazon
ช่วงเวลาที่ได้ใช้บ่อยคือช่วงให้นมลูกที่การอ่านหนังสือเป็นเล่มทำได้ยาก Kindle ที่ถือและกดพลิกเปลี่ยนหน้าหนังสือไปกลับได้ด้วยมือข้างเดียวจึงตอบโจทย์ได้อย่างลงตัว
คิดไปคิดมาก็เป็นเวลาสิบกว่าปีแล้วที่ฉันใช้ Kindle มาโดยตลอด ภายในระยะเวลาที่ว่านี้ก็เปลี่ยนมาเพียงแค่ 2 รุ่นเท่านั้น ซึ่งเป็นการเปลี่ยนเพื่อใช้ฟีเจอร์ใหม่โดยที่รุ่นเก่ายังใช้งานได้ดีอยู่
นับเป็นแก๊ดเจ็ตที่ใช้งานได้นานจริงๆ
Kindle เปิดตัวรุ่นแรกมาในปี 2007 ท่ามกลางเสียงตอบรับที่ดีและขายหมดภายในระยะเวลารวดเร็วจนของขาดตลาดนานหลายเดือน เป็นเครื่องอ่านหนังสือหน้าจอ E Ink ที่อ่านสบายสายตา อ่านนานๆ ก็ไม่ปวดตา และมีหนังสือเวอร์ชั่นอิเล็กทรอนิกส์ให้กดซื้อได้รวดเร็วสมชื่อร้านขายหนังสือออนไลน์อย่าง Amazon
หลังจากนั้นก็ตามมาด้วยรุ่นใหม่อย่าง Kindle 2 ในปี 2009 ที่มาพร้อมฟีเจอร์ที่มีประโยชน์มากๆ คือ text-to-speech สามารถกดให้ Kindle อ่านออกเสียงตัวหนังสือให้เราฟังได้ เหมาะกับผู้ใช้งานที่มีปัญหาด้านการมองเห็น หรือคนที่อยากฟังเสียงอ่านไปด้วยและทำงานอย่างอื่นไปด้วย (ภายหลังฟีเจอร์นี้ถูกยกเลิกไปด้วยปัญหาเรื่องลิขสิทธิ์ และคนที่อยากฟังหนังสือเสียงต้องไปซื้อแยกต่างหากจาก Audible ซึ่งก็เป็นของ Amazon เช่นกัน)
ฉันยังจำได้ว่าในปี 2010 เมื่อ Apple เปิดตัว iPad รุ่นแรก ใครๆ ต่างก็บอกว่านี่เป็นคู่แข่งที่น่ากลัวของ Kindle เพราะ iPad ก็สามารถใช้อ่านหนังสือได้ หน้าจอสว่าง สีสันสวยงาม ดูยังไงก็คุ้มค่ากว่าซื้อ Kindle เยอะ
ในปีนั้นผู้สื่อข่าวชื่อ Charlie Rose ได้สัมภาษณ์ Jeff Bezos ผู้ก่อตั้ง Amazon ว่า iPad จะเป็น Kindle killer หรือจะมาฆ่า Kindle หรือไม่
Bezos ตอบด้วยความมั่นใจว่าใครๆ ก็ถามเขาเรื่องนี้ และต่างก็แนะนำให้เขารีบผลิต Kindle เวอร์ชั่นสีสันสดใสออกมาแข่งบ้าง
เขาถามกลับไปว่า ทำไมต้องทำแบบนั้นล่ะ คิดว่าหนังสือของเฮมมิ่งเวย์จะน่าอ่านขึ้นถ้ามีสีหรือไง
Bezos ยังอธิบายเพิ่มเติมว่า Kindle ไม่ได้ออกแบบมาให้มีความหวือหวา ฉูดฉาดหรือใช้งานได้หลากหลายรูปแบบเหมือน iPad แต่เป็นแก๊ดเจ็ตที่คิดค้นมาเพื่อจุดประสงค์อันสูงสุดเพียงอย่างเดียวคือ ‘การอ่าน’ เท่านั้น
ถ้าใครบอกเขาว่าต้องทำให้ Kindle เล่นวิดีโอได้เหมือนที่ iPad ทำได้ เขาก็จะตอบกลับไปว่า คุณนั่นแหละที่ไม่เข้าใจกลุ่มลูกค้าของผม
เวลาผ่านมา 15 ปี ตัวเลขยอดขายของ Kindle เป็นสิ่งที่ยืนยันน้ำหนักในคำพูดของ Bezos ได้เป็นอย่างดี ยอดขายในไตรมาสที่สี่ของปี 2024 เพิ่มขึ้น 10 เปอร์เซ็นต์ ไปแตะที่ 187,800 ล้านดอลลาร์
ไม่ว่า iPad จะออกรุ่นใหม่ เพิ่มความสามารถไปแบบเก่งกาจแค่ไหน แต่กลุ่มลูกค้าของ Kindle ก็ยังคงยึดมั่นอยู่กับผลิตภัณฑ์นี้ แม้กระทั่งตัวฉันเองก็เลือกที่จะไม่ใช้ iPad ทำในสิ่งที่ Kindle ทำได้ดีกว่า
นั่นก็คือการใช้เพื่ออ่านหนังสือ
ตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมา Amazon ออก Kindle มาหลายรุ่นและให้บริการที่ตอบสนองความต้องการที่หลากหลาย
ด้านความสามารถ Kindle รุ่นใหม่ๆ ก็เก่งขึ้นเรื่อยๆ อย่างการมาพร้อมฟีเจอร์กันน้ำ ความสว่างหน้าจอที่ปรับได้ การจดโน้ตบนหน้าหนังสือ การรองรับปากกา หรือโมเดลสมาชิกแบบใหม่ๆ อย่างเช่น เวอร์ชั่นมาพร้อมโฆษณา หรือการสมัครสมาชิกรายเดือนเพื่อให้เข้าถึงหนังสือได้ไม่จำกัด
อีกหนึ่งปัจจัยที่ช่วยขับเคลื่อนยอดขายของ Kindle ก็คือความนิยมของหนังสือบางประเภทที่เพิ่มสูงขึ้น อย่างเช่นหนังสือนิยายรักโรแมนติกที่ทำให้ยอดขายหนังสืออีบุ๊กของ Amazon เพิ่มสูงขึ้น
ไม่ใช่ว่า Amazon จะไม่เห็นความสำคัญของสีสันบนหน้าจอเลย เพราะ Kindle ก็มีรุ่นหน้าจอสี แต่เป็นจอสีที่เน้นว่าเป็นสีแบบซอฟต์สบายสายตา ทำการตลาดแบบตรงๆ เข้าใจง่ายๆ ด้วยชื่อรุ่น Kindle Colorsoft
พร้อมแตกไลน์ Kindle Colorsoft Kids สำหรับเด็กที่ชอบอ่านหนังสือ อ่านการ์ตูนที่มีสีสัน ให้มาอ่านบนหน้าจอสีที่สบายตาในแบบ Kindle
อย่างไรก็ตาม ไม่ใช่ว่า Kindle จะไม่ถูกนำไปเปรียบเทียบกับ iPad อีกเลย เพราะหลังจากนั้น Apple เองก็เปิดตัว iPad mini ที่มีจุดขายคือขนาดที่เล็กกะทัดรัดกว่า iPad ไซซ์ปกติ และมาใกล้เคียงกับ Kindle มากขึ้น
ผู้ใช้งานบางคนก็พบว่าเมื่อลองเปรียบเทียบระหว่าง iPad mini กับ Kindle แล้วรู้สึกว่า iPad mini คุ้มค่ากว่า ทั้งการได้หน้าจอที่ใหญ่กว่า สีสวยกว่า คมชัดกว่า ตอบสนองดีกว่า ทำอะไรได้มากกว่า และยังตอบโจทย์เรื่องการอ่านหนังสือได้ไม่แพ้ Kindle
ฉันเองก็เห็นด้วยในเรื่องของความคุ้มค่า แต่ถ้าตัดโจทย์ทั้งหมดออกเหลือแค่ประสบการณ์การอ่านหนังสือที่ยอดเยี่ยม ยังไงก็ยังต้องยอมยกให้ Kindle อยู่ดี
ย้อนนึกกลับไปก็รู้สึกว่าวิสัยทัศน์ของ Jeff Bezos และความหนักแน่น มั่นใจว่าตัวเองรู้จักกลุ่มลูกค้าดีที่สุดนี่แหละ
ที่ส่งผลให้ Kindle มีตัวตนที่ชัดเจนอยู่ในตลาดมาจนถึงทุกวันนี้
