ฟาสต์ฟู้ดธุรกิจ | หนุ่มเมืองจันท์
“บินหลา บินหลา
เคยบินมาเล่นลม
บัดนี้ไม่ชื่นชม
เพราะบินหลามาจากไป”
ผมรู้จัก “ต้อ” บินหลา สันกาลาคีรี ตอนที่เขาเป็นนักข่าว “มติชน”
เป็นนักข่าวประจำกระทรวงพาณิชย์
ส่วนผมเป็นนักข่าว “ประชาชาติธุรกิจ”
สมัยนั้น “มติชน” ยังมีแต่อาคาร 3 ชั้นที่เคยเป็นอาคารเรียนมาก่อน
ยังไม่มีอาคารสำนักงาน 9 ชั้น
“มติชน” กับ “ประชาชาติธุรกิจ” อยู่ที่ชั้น 2 แต่แบ่งกันคนละปีก เดินไปมาหากันได้
คนของ 2 กองบรรณาธิการจึงคุ้นเคยกัน
“ต้อ” เป็นคนสนุก หัวเราะเสียงดัง
จากนั้น เขาก็ลาออกไปเป็นหัวหน้ากองบรรณาธิการนิตยสาร “ไปยาลใหญ่”
ก่อนจะกลับมาเป็นหัวหน้าข่าว “ข่าวสด” ยุคบุกเบิก
“ต้อ” ดูแลหน้าบันเทิง ซึ่งเป็นหัวใจของหนังสือพิมพ์หัวสี
เขาเป็นคนที่มีความคิดสร้างสรรค์ ตามสไตล์ “ไปยาลใหญ่”
แม้ว่าทำข่าวบันเทิงหนังสือพิมพ์หัวสี แต่เขาก็อยากทำให้แตกต่าง
อย่างเช่น อยากทำข่าว “พุ่มพวง ดวงจันทร์” ที่เป็นข่าวดังในช่วงนั้นให้แตกต่างจากคนอื่น
เขาก็ให้น้องคิด 10 ประเด็นที่อยากรู้เกี่ยวกับ “พุ่มพวง” แล้วไปสัมภาษณ์แบบยาวเหยียดเก็บไว้
กะว่าจะมาเขียนเป็นสกู๊ปข่าว
แต่ไม่ถึงเดือน “พุ่มพวง” เสียชีวิตกลายเป็น “ข่าวใหญ่”
เทป 10 ม้วนนั้นจึงกลายเป็นสิ่งที่มีค่ามาก เพราะเป็นการสัมภาษณ์ยาวครั้งสุดท้ายของ “ราชินีลูกทุ่ง”
“ต้อ” โชว์ฝีมือของการเป็น “นักเขียน-นักข่าว” ด้วยการเขียนสกู๊ปชีวิต “พุ่มพวง” แบบนิยาย
เขียนลง “ข่าวสด” ต่อเนื่องหลายวัน
ก่อนที่พี่เสถียร จันทิมาธร บรรณาธิการบริหารชวนให้ “ต้อ” เขียนประวัติชีวิต “พุ่มพวง” เป็นนิยายจริงๆ
“ต้อ” เขียนได้สนุกมาก
เป็นเรื่องหนึ่งที่ผมติดตามอ่านทุกสัปดาห์
วันนั้นผมรู้แล้วว่า “ต้อ” ไม่ใช่ “นักข่าว”
เขาเป็น “นักเขียน”
และเมื่อผมเป็นผู้จัดการสำนักพิมพ์มติชน ก็นำนิยายเรื่องนี้มารวมเล่ม
“ดวงจันทร์ที่จากไป”
ขายดีมาก พิมพ์ซ้ำหลายครั้ง
“ต้อ” ลาออกจาก “ข่าวสด” ไปปักหลักเป็นนักเขียนอย่างเต็มตัว
ตอนที่ผมเป็นบรรณาธิการบริหารหนังสือพิมพ์มติชน มีไอเดียใหม่ทำหนังสือพิมพ์ฉบับวันอาทิตย์ เป็นแบบแมกกาซีน
คือ มีบทสัมภาษณ์ และข้อเขียนจากคอลัมนิสต์คนนอก
ตั้งใจจะเจาะกลุ่มคนรุ่นใหม่ เพื่อขยายตลาด “มติชน” ที่เป็นผู้ใหญ่มาก
ผมระดมนักเขียนจาก “ไปยาลใหญ่” ที่ปิดตัวไป
มีทั้ง “พี่จิก” ประภาส ชลศรานนท์ “จุ้ย” ศุ บุญเลี้ยง ปราย พันแสง เพลงดาบแม่น้ำร้อยสาย อริณธรณ์
และ “ต้อ” บินหลา สันกาลาคีรี
งานเขียน “บินทีละหลา” และ “ทางกันดาร” เกิดขึ้นที่นี่
เป็นหนึ่งในงานเขียนของ “ต้อ” ที่ผมชอบที่สุด รองจาก “หลังอาน” ที่เขาเขียนลง “มติชนสุดสัปดาห์”
ช่วงนั้นผมยังควบตำแหน่งผู้จัดการสำนักพิมพ์มติชนด้วย
พิมพ์งานของ “ต้อ” หลายเล่ม
และหนึ่งในนั้นคือ “เจ้าหงิญ”
หนังสือรางวัลซีไรต์ประจำปี 2548
นอกจากเป็นเกียรติประวัติของ “ต้อ” แล้ว ยังเป็นเกียรติประวัติของผมด้วย
อย่างน้อยก็เป็นผู้จัดการสำนักพิมพ์ที่มีรางวัล “ซีไรต์” ติดไม้ติดมือบ้าง
“เจ้าหงิญ” เป็นหนังสือที่ขายดีมาก
พิมพ์ซ้ำไม่รู้กี่สิบครั้ง
และยังฉุดให้งานเขียนเล่มอื่นของ “ต้อ” ขายดีขึ้นด้วย
ในฐานะผู้จัดการสำนักพิมพ์ ผมต้องเซ็นอนุมัติเบิกเงินค่าเรื่องให้กับนักเขียน
รายรับจากค่าเรื่องของ “ต้อ” ช่วงนั้นสูงมาก
…เป็นล้าน
สิ่งแรกที่ผมเตือน “ต้อ” ในฐานะ “พี่” ก็คือ เรื่องการเก็บเงิน
ลงรายละเอียดให้เขาเลยว่าควรเก็บแบบไหน อย่างไร
เพราะผมรู้ว่าเขาเป็นคนที่มีน้ำใจ และเป็นศิลปิน
ชอบอะไรก็ซื้อ
ตอนที่เตือน เขาก็หัวเราะ และรับปาก
จากนั้นไม่นาน เขาก็เริ่มสะสม “จักรยานโบราณ”
เรียบร้อยครับ 555
นอกจากความเป็น “นักเขียน” แล้ว “ต้อ” ยังเป็นอีกหลาย “นัก”
นักเดินทาง-นักบรรยาย
ไม่ว่าจะเป็น “นัก” อะไร สิ่งหนึ่งที่เหมือนกัน คือ เขาจะดีไซน์วิธีการเล่าเรื่องที่แตกต่าง
ไม่เหมือนคนอื่น
สำหรับผม “ต้อ” คือ สถาปนิกที่ออกแบบงานแบบมีลายเซ็นของตัวเอง
รวมทั้งการใช้ชีวิตของเขาด้วย
“ต้อ” ชอบเดินทางคนเดียว
ผมเคยถามว่าข้อดีของการเดินทางคนเดียวคืออะไร
“เราต้องตัดสินใจเอง”
ผมชอบคำตอบนี้มาก
เป็นมุมที่คมคาย และลึกซึ้ง
ความทรงจำของผมเกี่ยวกับ “ต้อ” มักจะเป็นเรื่องสนุก
และ “ว้าว” ในไอเดียของเขา
ที่ประทับใจที่สุด คือ ตอนที่ไปบรรยายในค่ายนักเขียน ร่วมกับ “จุ้ย” ศุ บุญเลี้ยง “เอ๋” นิ้วกลม
จำไม่ได้ว่ารุ่น 2 หรือรุ่น 3
“ต้อ” มาค่ายพร้อมกับลุคใหม่
ไว้หนวดเคราครึ้มเลย
ผมยังแซวเขาเรื่องนี้เลย
“ต้อ” ก็แค่ยิ้มๆ หัวเราะ
พอเริ่มบรรยาย เขาก็เริ่มสอนการเขียนในแบบของ “ต้อ”
มีอุปกรณ์ประกอบการสอนเพียบ
พูดถึงคำว่า “เปรี้ยว”
เขาก็เอามะดัน มะนาว มะม่วง ฯลฯ มาให้นักเรียนชิม
เพื่อจะบอกให้รู้ว่าคำว่า “เปรี้ยว” นั้นมีหลายแบบ
เป็นการสอนให้รู้จักการเลือกใช้ “คำ” แบบเข็ดฟันมาก
มีโครงกระดูกมาโชว์เพื่อให้รู้ถึงโครงสร้างร่างกาย ฯลฯ
สอนเรื่องการเขียนไปเรื่อยๆ แล้วเขาก็ขอไปเข้าห้องน้ำ ให้ “จุ้ย” ช่วยบรรยายต่อแป๊บหนึ่ง
“ต้อ” หายไปนานมาก
นานจน “จุ้ย” เริ่มหมดเรื่องพูด
แล้ว “ต้อ” ก็เดินกลับเข้าห้อง
เข้ามาด้วยลุคใหม่ครับ
หน้าตาเกลี้ยงเกลา ไม่มีหนวดเครา
ครับ…เขาตั้งใจจะมาบอกนักเรียนทุกคนว่างานเขียนที่ดีเมื่อเขียนเสร็จต้องรีไรต์ใหม่
กล้าโกน…ไม่ใช่ครับ กล้าตัดทิ้ง
ตัดในสิ่งที่ไม่จำเป็นออก
งานเขียนก็จะออกมาเกลี้ยงเกลาเหมือนใบหน้าของเขา
“ต้อ” วางแผนเรื่องนี้มานาน
เป็นมุขเด็ดของเขา
“ต้อ” ไม่โกนหนวดมาเป็นเดือน เพื่อจะเอาตัวเองมาใช้ในการสอน
เขานัดแนะกับ “จุ้ย” ล่วงหน้า
แต่ที่ “ต้อ” คาดไม่ถึงก็คือ หนวดที่ไว้มันยาวเกินไป
ต้องใช้เวลานานในการโกนหนวด
นั่นคือ เหตุผลที่เขากลับเข้าห้องบรรยายช้ากว่าที่วางแผนไว้
และถ้าสังเกตให้ดี มีเลือดซิบๆ อยู่นิดหน่อย
เหมือนจะบอกว่างานเขียนของเรา ต่อให้วางแผนดีแค่ไหน
ก็มีโอกาสที่จะผิดพลาดได้
…ชีวิตก็เช่นกัน
วันนี้ “ต้อ” ไม่อยู่แล้ว
คงกำลังไปดีไซน์อะไรใหม่ๆ อยู่บนฟ้า
ถ้าวันไหนได้ยินเสียงฟ้าร้องดังผิดปกติ
ผมคิดว่าอาจเป็นเสียงหัวเราะของ “ต้อ”
เขาคงกำลังทำอะไรสนุกๆ บนฟ้าอยู่
เนื้อหาที่ได้รับการโปรโมต
