Depth ความ ตื้น ลึก หนา บาง แห่งนัยยะของสีสัน
อะไร(แม่ง)ก็เป็นศิลปะ | ภาณุ บุญพิพัฒนาพงศ์
“สี” นอกจากจะเป็นปรากฏการณ์ของแสงที่ปรากฏแก่สายตาของมนุษย์ให้รับรู้ถึงคุณสมบัติของวัตถุที่ดูดกลืน แผ่รังสี สะท้อน หรือส่งผ่านแสงให้มองเห็นในรูปแบบที่แตกต่างกันออกไป สี ยังส่งอิทธิพลและมีความหมายทั้งในแง่ของอารมณ์ ความรู้สึก จิตวิทยา ไปจนถึงส่งอิทธิพลต่อบริบททางวัฒนธรรม สังคม และการเมือง ในขณะเดียวกัน ความหมายของสีก็ถูกเปลี่ยนไปตามกาลเวลาและยุคสมัยต่างๆ
สีบางสี อาจเป็นสัญลักษณ์ของราชวงศ์และชนชั้นสูง อย่างเช่นในอดีต สีม่วง มักเป็นสีของราชวงศ์ ทั้งในจักรวรรดิเปอร์เชีย ไบแซนไทน์ และโรมัน ที่จำกัดการใช้สีม่วงสำหรับกษัตริย์ จักรพรรดิ และบุคคลสำคัญเท่านั้น ห้ามสามัญชนทั่วไปสวมใส่
หรือสีเหลือง ซึ่งเป็นสีประจำที่จักรพรรดิจีนในบางราชวงศ์มีสิทธิ์สวมใส่ ห้ามมิให้สามัญชนสวมใส่โดยเด็ดขาดเช่นกัน
หรือสีน้ำเงิน ที่เคยเป็นสีของราชวงศ์และชนชั้นสูง รวมถึงเป็นสีศักดิ์สิทธิ์ในหลายวัฒนธรรม
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง สีน้ำเงินอัลตรามารีน ก็ยังมักถูกใช้ในการวาดภาพชนชั้นสูงอย่างกษัตริย์ ขุนนาง คหบดี หรือผู้นำทางศาสนาอย่างพระสันตะปาปา หรือใช้วาดภาพของพระผู้เป็นเจ้า, ศาสดาและนักบุญทางศาสนาอย่างพระเยซูคริสต์ หรือพระแม่มารีย์




เมื่อยุคสมัยแปรเปลี่ยน ความหมายของสีก็เปลี่ยนไป อย่างเช่นในยุคสมัยใหม่ การปฏิวัติอุตสาหกรรม เศรษฐกิจ วัฒนธรรม การเคลื่อนไหวทางสังคม หรือแม้แต่การเมือง ก็ส่งผลต่อการเปลี่ยนแปลงความหมายของสีใหม่
ไม่ว่าจะเป็นเทรนด์ของแฟชั่น วัฒนธรรมสมัยนิยม หรือแม้แต่ศาสตร์ความเชื่อเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมและที่อยู่อาศัย
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในแวดวงทางการเมือง ที่ใช้สีเป็นสัญลักษณ์ในการสื่อสารพลังอำนาจและทัศนคติทางการเมือง
หรือแม้แต่ในแวดวงทางการเมืองในประเทศไทยเอง ก็ใช้สีในการแสดงจุดยืนและสะท้อนอุดมการณ์ทางการเมืองของแต่ละฝักแต่ละฝ่ายอย่างรุนแรง เร่าร้อน
ไม่ว่าจะเป็น สีแดง น้ำเงิน เหลือง ส้ม หรือเขียว ฯลฯ




ความหมายของสีนี่เอง ที่เป็นประเด็นหลักอันสำคัญในผลงานนิทรรศการครั้งล่าสุด อย่าง Depth ของ วิสิทธิ์ เตชสิริโกศล ศิลปินร่วมสมัยชาวไทย ผู้ทำงานศิลปะแนวนามธรรม หากผลงานของเขากลับแตกต่างจากงานศิลปะนามธรรมทั่วๆ ไปที่เน้นในการแสดงออกของอารมณ์ความรู้สึกภายในและการทำงานแบบด้นสด (Improvisation) หากแต่เป็นการทำงานที่ผ่านการวางแผน และการใช้กระบวนการคิดในเชิงวิพากษ์ต่อประเด็นทางสังคมและสิ่งแวดล้อมรอบตัว อย่างเรื่องของปัจจัยรายรอบที่ควบคุมชีวิตมนุษย์อย่าง ระบบทุนนิยม, วัฒนธรรม, ประเพณี และอำนาจทางสังคมการเมือง
ผลงานของเขายังเป็นการทดลองกับธรรมชาติและปฏิกิริยาทางเคมีของวัตถุดิบทางศิลปะอันสำคัญที่สุดอย่าง “สี” และผลิตภัณฑ์ผสมสีชนิดต่างๆ เพื่อสร้างเป็นผลงานศิลปะอันมีสีสันเส้นสาย รูปทรง และปริมาตร ที่สื่อสารถึงประเด็นที่เขาต้องการจะนำเสนออย่างมีนัยสำคัญ




ถึงแม้จะเป็นผลงานจิตรกรรมนามธรรม หากวิสิทธิ์นำเสนอความหมายของสีแต่ละสี ทั้งในแง่มุมทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม สังคม การเมือง อย่างจะแจ้ง ตรงไปตรงมา โดยไม่มีนัยยะหรือเนื้อหาอื่นใดซ่อนเร้นหรือแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง
นอกจากการสื่อสารประเด็นความหมายของแต่ละสีสันในแง่มุมต่างๆ ผ่านสสาร รงควัตถุ และเม็ดสีอย่างชัดเจน วิสิทธิ์ยังสร้างความหมายจากความเป็นปริมาตรของสี ด้วยการใช้พื้นผิวอันหนักหน่วง หนานูน รุนแรงกว่าการใช้เทคนิค Impasto ในงานจิตรกรรมตะวันตกด้วยซ้ำไป
การทำเช่นนี้ก็เพื่อสร้างมิติ น้ำหนัก แสงเงา อันจัดจ้านของสีสันแต่ละสีให้ขับเน้นเอกลักษณ์และคุณสมบัติเฉพาะตัวของตนเองอย่างชัดแจ้ง
และด้วยความหมายอันมากมายของสีที่ทับซ้อนกันผ่านกาลเวลาและยุคสมัย ทั้งความหมายในเชิงลำดับชั้น วัฒนธรรม เศรษฐกิจ สังคม การเมือง ที่ซ้อนทับกันอยู่ในสีแต่ละสี แม้เพียงสีเดียวอาจเคยมีความหมายและนัยยะอันแตกต่างขัดแย้งจำนวนนับไม่ถ้วนแฝงเร้นหรือสะสมอยู่ วิสิทธิ์จึงใช้กระบวนการสร้างชั้นสีเพื่อให้เกิดเป็นมิติภายในสีแต่ละสีให้เห็นอย่างเด่นชัดถนัดตา
นั่นทำให้ผลงานชุดนี้ แม้จะมีเปลือกนอกดูเหมือนศิลปะนามธรรม ที่ศิลปินมุ่งเน้นในการทำงานที่แสดงออกถึงอารมณ์ความรู้สึกโดยไม่ยึดติดกับความเป็นจริงหรือความเป็นเหตุเป็นผลใดๆ
หากแต่ผลงานของวิสิทธิ์มีความแตกต่างออกไปตรงที่ ถึงแม้จะเป็นการทำงานคล้ายกับรูปแบบของงานศิลปะนามธรรมที่เป็นการประกอบกันของสีสัน รูปทรง เส้นสาย พื้นผิว และมวลของสี โดยไม่เลียนแบบอะไรบางอย่างในความเป็นจริง หากแต่ในกระบวนการทำงานของเขากลับมีโครงสร้างที่อ้างอิงและยึดโยงกับแนวคิดหลัก รวมถึงสะท้อนสภาวะทางสังคมร่วมสมัยอย่างแน่วแน่และชัดเจน
ดังนั้น ถ้าเราจะนิยามประเภทหรือรูปแบบทางศิลปะของเขาในนิทรรศการครั้งนี้ ก็น่าจะใกล้เคียงกับงานศิลปะนามธรรมแบบคอนเซ็ปชวล (Conceptual abstraction) มากกว่า
หรือการนำเสนอทัศนธาตุ รูปลักษณะ และสสารของแต่ละสีอย่างชัดเจน โดยไม่มีนัยยะหรือเนื้อหาอื่นใดซ่อนเร้นแอบแฝงอยู่เบื้องหลัง และยังทำให้เรานึกไปถึงงานศิลปะ มินิมอลลิสม์ (Minimalism) ที่ขยายขอบเขตแนวคิดของศิลปะแนวนามธรรมที่ว่า ศิลปะควรมีความจริงแท้เป็นของตัวเอง โดยไม่ต้องลอกเลียนสิ่งอื่นใด ไม่จำเป็นต้องนำเสนอภาพแทนมุมมองในโลกแห่งความเป็นจริง หากต้องการให้ผู้ชมมองเห็นและตอบสนองต่อสิ่งที่อยู่ข้างหน้าอย่างตรงไปตรงมา
ดังนั้น สื่อ วัสดุ หรือสิ่งที่ศิลปินใช้สร้างเป็นตัวงาน จึงเป็นความจริงแท้ด้วยตัวเอง ไม่ได้เป็นตัวแทนของอะไรทั้งสิ้น
ดังคำกล่าวของศิลปินผู้เป็นต้นธารของศิลปะมินิมอลลิสม์อย่าง แฟรงก์ สเตลล่า (Frank Stella) ที่ว่า “What you see is what you see” (สิ่งที่คุณเห็น ก็คือสิ่งที่คุณเห็นนั่นแหละ)
เพราะฉะนั้น สิ่งที่เราเห็นในผลงานของวิสิทธิ์ ก็คือ “สี” แต่เพียงเท่านั้น




“ผมอยากทำผลงานที่มีเรื่องราวเกี่ยวกับสีมาพักใหญ่แล้ว และอยากจะใช้เทคนิคที่ทำให้พื้นที่ของสีในผลงานมีความหนานูนมากที่สุดเท่าที่เคยทำมา เพื่อสำรวจว่า พอสร้างมวลสีขนาดนี้ขึ้นมาจะเกิดผลลัพธ์อะไรบ้าง”
“ผมอยากทำให้สีมีความเป็นรูปทรงอิสระโดยไม่มีสัญลักษณ์หรือเนื้อหาอะไรแฝงเร้นอยู่ในรูปทรงเหล่านั้นเลย แต่เป็นแนวคิดที่พูดถึงความหมายของสีที่เปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาอย่างไม่ตายตัว งานชุดนี้จึงเป็นการจับคู่สีสันแต่ละสีเข้าด้วยกัน เพื่อให้ทุกสีมีความโดดเด่น จัดจ้าน และขัดแย้งกัน จนส่งผลลัพธ์ต่อการมองเห็น พอสีแต่ละสีถูกสร้างให้มีมวล มีน้ำหนัก และพื้นผิวที่ชัดเจน ก็จะทำให้เกิดมิติและรายละเอียดในการมองเห็นมากขึ้น”
“ในการทำงานโดยหลักๆ ผมใช้สีน้ำมันในการทำงาน แต่ก็ผสมด้วยสีอุตสาหกรรมที่ถูกผลิตขึ้นมาในปัจจุบัน ผมยังสั่งให้ร้านขายสีก่อสร้างผสมสีในเฉดที่ผมรู้สึกว่าน่าสนใจและมีผลกระทบต่อการมองเห็นขึ้นมา”
“โดยส่วนตัว สิ่งที่ผมสนใจคือเรื่องของสีเป็นหลัก ถ้าเราไล่ไปตั้งแต่เรื่องราวของสีในประวัติศาสตร์ หรือท้ายที่สุด วนมาถึงประสบการณ์ใกล้ตัวที่ตัวผมเองเคยพบเจอ ที่คนเคยซื้อผลงานของผมไปแล้ว ไม่สามารถเอางานเข้าบ้านได้ เพราะสีไม่ถูกโฉลกกับบ้านตามหลักฮวงจุ้ย หรือบางคนต้องเลือกสีเสื้อผ้าให้ถูกโฉลกในแต่ละวัน ผมรู้สึกว่าเรื่องราวของสีมีผลต่อชีวิตประจำวันของเราอย่างชัดเจน”
“หรือสถานการณ์ทางการเมืองในช่วงเวลาที่ผ่านมา สื่อต่างๆ ก็หยิบเรื่องราวของสีขึ้นมาเป็นประเด็น ไม่ว่าจะเป็นสีประจำพรรคการเมืองที่เชื่อมโยงกับประวัติศาสตร์ของการประท้วงทางวัฒนธรรม สีสันแต่ละสียังมีการเปลี่ยนแปลงความหมายไปในแต่ละยุคสมัย ทั้งๆ ที่มันเป็นสีเดิม ขึ้นกับว่าใครจะเป็นคนให้ความหมายมัน คนชนชั้นนำก็ให้ความหมายแบบหนึ่ง คนชนชั้นกลางก็ให้ความหมายอีกแบบ”
“หรือแม้กระทั่งในทุกวันนี้ คนก็ยังใช้สีเป็นเครื่องมือเหยียดทางการเมืองกันอยู่”
“นิทรรศการนี้มีชื่อว่า Depth ซึ่งเป็นการมองลึกลงไปถึงความเป็นจริงของบางสิ่งที่เรามองอย่างเคยชินอย่างสี สีบางสีอาจมีความหมายกับคนหนึ่ง แต่ก็อาจจะไม่มีความหมายกับอีกคนหนึ่งเลยก็ได้ ในการทำงาน ผมพยายามสร้างรูปทรงของสีที่แตกต่างกันเป็นพื้นที่ใหญ่ๆ สลับกันไปมา ให้ผู้ชมได้เห็นมวลใหญ่ๆ ของแต่ละสีจนได้รับผลกระทบและตีความหมายแตกต่างกันไปได้อย่างเสรี”




ด้วยผลงานชุดนี้ วิสิทธิ์ท้าทายผู้ชมให้สัมผัสประสบการณ์จากร่องรอยของความตื้น ลึก หนา บาง ของสีสันแต่ละสี เพื่อสำรวจว่าสีสันเหล่านี้ส่งปฏิกิริยาอย่างไรกับความรู้สึกนึกคิด ความทรงจำ จิตสำนึก หรือแม้แต่สัญชาตญาณของผู้ชมนั่นเอง
นิทรรศการ Depth โดย วิสิทธิ์ เตชสิริโกศล จัดแสดงที่ Number 1 Gallery ชั้น 2 River City Bangkok ตั้งแต่วันที่ 15 พฤศจิกายน พ.ศ.2568 – 7 ธันวาคม พ.ศ.2569
ขอบคุณภาพจาก Number 1 Gallery


